บทที่ 1
นั่นคือโรงเรียนประถมที่อยู่ชายขอบเมืองแห่งหนึ่ง
ฝนฤดูใบไม้ผลิตกลงมาหลายวันแล้ว ทำให้ใบไม้สีเขียวอ่อนในสวนของโรงเรียนแตกยอดอ่อนบนกิ่งไม้ ไม่นานนักต้นไม้ทั่วทั้งถนนก็อวดโฉมเขียวขจีงดงาม
ต้นหยางจื่อจิงกับต้นงิ้วสีชมพูผลิดอกตามลำดับ แต่ยังไม่ทันได้แต่งแต้มอย่างงดงามตระการตา ดอกตู้เจวียนสีชมพูก็แย่งกันบานเต็มถนนแล้ว หัวมุมถนนตรงปากตรอกยังมีเถาจื่อเถิงที่ไม่รู้ว่ามีคนมาปลูกตั้งแต่เมื่อไรเพิ่มขึ้นมากอหนึ่งอวดโฉมอย่างโดดเด่น
ดอกจื่อเถิงพวงเล็กๆ ย้อยลงมาท่ามกลางใบอ่อนเขียวชอุ่มพวงแล้วพวงเล่า สะท้อนแสงแดดสว่างไสวราวกับจะมีภูตดอกจื่อเถิงชะโงกศีรษะออกมาจากตรงกลางได้ทุกเมื่อ
แม้หลังเลิกเรียนจะเริ่มมีฝนโปรยปรายลงมาอีกครั้ง แต่ตอนนี้อากาศก็ยังสดชื่น โลกรุ่งเรืองเฟื่องฟูเช่นนี้ดูสว่างไสวไปทั่วทุกหนแห่ง
เสียงกริ่งเลิกเรียนดังนานแล้ว เด็กชายสะพายกระเป๋าเป้เดินออกมาจากประตูห้องเรียนอย่างเนิบช้า เมื่อแน่ใจว่ารอบๆ ไม่มีคนแล้ว เขาถึงได้นั่งลงบนบันไดแล้วเปิดถุงพลาสติกในมือ ถอดรองเท้าผ้าใบออกแล้วหยิบรองเท้ากันฝนที่ต้องสวมกับเท้าเปล่าจึงจะพอดีออกมาเปลี่ยน แล้วค่อยสวมชุดกันฝนที่ใหญ่เกินตัวนิดหน่อย
เพื่อนๆ รอบข้างไม่มีใครกำลังสวมรองเท้ากันฝนกันแล้ว พวกเขาสวมไว้นอกรองเท้าผ้าใบโดยตรงเลย แต่หนึ่งปีมานี้เท้าของเขาใหญ่ขึ้นไม่น้อย รองเท้ากันฝนสวมยาก จะซื้ออีกคู่ก็เปลืองเงินเกินไปจริงๆ อย่างไรเสียหากถอดรองเท้าผ้าใบออก สองเท้าของเขาก็ยังคงสวมเข้าไปได้
ฮ่า! เข้าได้แล้วล่ะ!
เด็กชายยิ้มอย่างดีใจ มองรองเท้ากันฝนสีดำที่สวมอยู่ด้วยความพึงพอใจ ถึงได้เอารองเท้าผ้าใบใส่เข้าไปในถุงพลาสติกแล้วถือไว้
รองเท้าผ้าใบคู่นี้เป็นของที่จูจูเก็บเงินมานานมากกว่าจะซื้อให้เขาได้ เขาปกป้องรองเท้าผ้าใบไว้อย่างระมัดระวังจะเป็นการดีที่สุด หากคู่นี้พังล่ะก็ เขาก็ไม่รู้ว่าจะไปหาเงินจากไหนมาซื้อคู่ใหม่
“ฮัดชิ่ว!” เขาพยายามลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบากอยู่บ้าง แต่เพราะอ้วนเกินไป ขณะลุกขึ้นจึงเกือบจะเสียสมดุลแล้วล้มลงไป โชคดีที่เขาจับราวบันไดไว้แน่นถึงได้ไม่กลิ้งลงไปชั้นล่างเหมือนลูกชิ้น
พระเจ้า! ตกใจแทบตาย!
เขาตบอกเตือนตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเดี๋ยวจะต้องกินข้าวให้น้อยลงสักชามเสียแล้ว ไม่อย่างนั้นเกรงว่าเขาอาจจะ ‘ตายก่อนวัยอันควร’ ตั้งแต่ยังไม่จบชั้นประถม
เอ๊ะ สำนวนนี้ใช้แบบนี้หรือเปล่านะ
ช่างเถอะ เหนื่อยชะมัด ขี้เกียจคิดแล้ว เรื่องของเรายังไงซะเรารู้ความหมายเองก็พอ
เด็กชายสะพายกระเป๋าเป้ สวมชุดกันฝนที่ใช้ซ้ำมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน หิ้วถุงพลาสติกที่ใส่รองเท้าผ้าใบ สวมรองเท้ากันฝนที่กัดเท้านิดหน่อยเดินลงบันไดอย่างช้าๆ แต่ระมัดระวังอย่างยิ่ง
ชุดกันฝนใหญ่เกินไปเล็กน้อย เพื่อไม่ให้เหยียบจนขาดเขาจึงยกชายชุดกันฝนขึ้นสูงอย่างระมัดระวัง มือข้างหนึ่งหิ้วถุงพลาสติก ยังไม่ลืมที่จะเหลือนิ้วสามนิ้วไว้เกาะราวบันได
จะว่าไปเขาควรกางร่มสิถึงจะถูก ก่อนหน้านี้อันที่จริงเขาก็เคยเก็บร่มมาหลายคัน น่าเสียดายที่ร่มหลายคันนั้นถูกใช้งานจนพังแล้ว บ้างก็คันร่มหักจนซ่อมไม่ได้ ร่มสะดวกกว่าชุดกันฝนเยอะเลย แค่กางก็พอ ไม่ต้องใส่ๆ ถอดๆ
เฮ้อ แต่เป็นคนก็ต้องรู้จักพอเพียง