คู่พันภพบรรจบรัก
ทดลองอ่าน คู่พันภพบรรจบรัก บทที่ 2
“โอเค ฉันจะไม่ดื้อกับคุณป้า” เขากล่าวพลางเปลี่ยนแผ่นสไลด์ที่กล้องจุลทรรศน์เป็นอีกแผ่น ลุกขึ้นยืนเพื่อคืนที่นั่งให้เฟิงเยี่ย “ตานาย”
เฟิงเยี่ยกลับลงไปนั่งที่พลางเอ่ยว่า “ตกลงว่างานพิเศษนั่นของนายทำอะไรกันแน่”
“ก็ช่วยวิ่งงานไงล่ะ อะไรก็ทำได้ทั้งนั้น” เจ้าอ้วนน้อยถือแหนบ หยิบแผ่นปิดสไลด์ขึ้นมาอย่างระมัดระวัง แล้ววางปิดไว้ด้านบนแผ่นสไลด์ที่ใส่เซลล์ใบไม้อีกอันเอาไว้…
อ๊ะ เกือบลืมแล้วว่าต้องเติมสีถึงจะได้เห็นชัดๆ หน่อย
เขาหยดสีพลางกล่าวว่า “อันที่จริงสนุกมากนะ ไม่ว่างานอะไรเถ้าแก่ของฉันก็รับหมด ตั้งแต่ช่วยคนซื้อผัก จองตั๋ว ไปจนถึงคุมงานแทน จัดเตรียมงานเลี้ยง ช่วยบริษัทส่งเอกสารด่วน ซื้อเฟอร์นิเจอร์ จัดสต็อกสินค้า งานอะไรประเภทนี้มีหมด ฉันก็ได้เรียนรู้เยอะมากเลย”
เฟิงเยี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง ยังคงอดที่จะเอ่ยเตือนไม่ได้อยู่ดี “นายระวังอย่าถูกคนหลอกล่ะ”
พวกเขาเป็นนักเรียนมัธยมต้น อันที่จริงก็ไม่มีโอกาสทำงานอย่างเป็นทางการอะไรหรอก คราวก่อนได้ยินว่าเพื่อนสนิทไปทำงาน เฟิงเยี่ยกลับบ้านไปก็อดไม่ได้ที่จะไปตรวจสอบสักหน่อย กฎหมายกำหนดไว้ว่าต้องอายุสิบห้าปีบริบูรณ์จึงจะสามารถทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยได้อย่างเป็นทางการ เด็กที่ตอนนี้ยังไม่ครบสิบห้าปีเต็มอย่างพวกเขาอันที่จริงไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ได้แต่หางานที่ไม่ได้เป็นจริงเป็นจังขนาดนั้น โดยทั่วไปแล้วคนที่จ้างงานเจ้าอ้วนน้อยกำลังทำผิดกฎหมายใช้แรงงานเด็ก แม้แต่สวัสดิการอะไรก็ไม่มี ดังนั้นอันที่จริงเขาเป็นห่วงมากว่าเจ้าอ้วนน้อยจะถูกหลอก
“ฉันรู้” เจ้าอ้วนน้อยวางแผ่นสไลด์ไว้ใต้กล้องจุลทรรศน์พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เถ้าแก่ไม่ใช่คนไม่ดี เธอรู้ว่าฉันอยากหาเงิน เพราะงั้นถึงได้ให้ฉันช่วยวิ่งงานทำธุระให้เธอ และฉันเองก็จะได้ถือโอกาสนี้คลุกคลีกับงานที่แตกต่างกัน ไม่แน่ว่าอาจจะทำให้ฉันหาสิ่งที่อยากจะทำในอนาคตได้เร็วขึ้นก็ได้ อีกอย่างเธอยังมีอาหารให้ด้วยนะ ทุกครั้งหลังเลิกงานจะพาฉันไปกินข้าว แถมยังให้จักรยานฉันคันหนึ่งด้วย คุ้มมากจริงๆ”
เฟิงเยี่ยจนคำพูด บางครั้งเขาก็เป็นห่วงมากจริงๆ ว่าเพื่อนสนิทที่รักการกินเป็นชีวิตจิตใจคนนี้จะถูกคนใช้ของกินลักพาตัวไป
บางครั้งเขาอยากบอกกับอีกฝ่ายมากว่าถ้าคิดจะทำงานพิเศษจริงๆ บ้านของเขามีงานให้อีกฝ่ายทำได้ แต่ซูเรียเตือนว่าการทำแบบนี้จะไม่ดีต่อมิตรภาพของพวกเขา ระหว่างเพื่อนทางที่ดีที่สุดอย่ามีความสัมพันธ์ในเรื่องเงินๆ ทองๆ มากเกินไป นั่นจะทำลายมิตรภาพของพวกเขาได้ง่าย
คราวก่อนเขาอยากเอาโทรศัพท์มือถือให้เจ้าอ้วนน้อย พ่อก็บอกว่าต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีของคนอื่นเขาด้วย แม้เขาจะบอกว่านั่นเป็นของมือสอง แต่ตอนนั้นเจ้าอ้วนน้อยก็ไม่ได้รับไว้ หลังจากนั้นเป็นเพราะเจ้าอ้วนน้อยเจอปีศาจ เพื่อให้ขอความช่วยเหลือได้ทันจึงวิ่งแจ้นมาเอาอยู่ดี
“อืม นายคิดว่าดีก็ดี แต่ยังไงก็ระวังตัวหน่อยแล้วกัน”
“สบายใจได้ ตัวฉันปลอดภัยมาก” เจ้าอ้วนน้อยพูดพลางหยอกเย้าเพื่อนสนิทด้วยรอยยิ้มเริงร่า “ไม่เหมือนนายหรอก เดินถนนยังมีคนแอบถ่ายรูป มีคนมาสารภาพรักวันเว้นวัน”
“มีที่ไหนกัน” เฟิงเยี่ยหน้าแดง รีบปฏิเสธอย่างเก้อเขิน
“โหย มีชัดๆ ตอนพวกเราเล่นบาสคาบพละ นักเรียนหญิงเห็นนายอยู่ไกลๆ ก็ปิดปากหัวเราะคิกคักแบบนี้ คิกๆๆ ฮิๆๆๆ…” เขาพูดแถมยังยกมือขึ้นมาปิดปากแสดงให้อีกฝ่ายดู
เฟิงเยี่ยถลึงตาใส่เขาทีหนึ่งอย่างอารมณ์ไม่ดี “นายนี่น่าเบื่อชะมัด”
เจ้าอ้วนน้อยได้ยินดังนั้นก็เพียงยิ้มหวานหยาดเยิ้มยิ่งกว่าเดิม ทั้งสองคนแบ่งงานกัน ล้างอุปกรณ์ที่ควรล้าง เก็บอุปกรณ์ที่ควรเก็บอย่างให้ความร่วมมือ จึงเก็บเสร็จเรียบร้อยเร็วกว่ากลุ่มอื่น
ตอนนี้กริ่งเลิกเรียนดังแล้ว ทั้งสองคนเพิ่งเดินออกมาจากห้องเรียนวิทยาศาสตร์ธรรมชาติก็เห็นว่ามีนักเรียนหญิงหลายคนถือคุกกี้ห่อหนึ่งเดินมาทางนี้ พอเห็นเฟิงเยี่ยก็ตาเป็นประกาย เฟิงเยี่ยเห็นแล้วก็รู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาทันที รีบหันหน้าแล้วเดินก้าวเร็วๆ หนีไปอีกทาง
“นี่ รอเดี๋ยว นายจะไปไหนน่ะ คนเขามาหานายหรือเปล่า มีคุกกี้ช็อกโกแลตด้วย…”
“วันนี้มื้อเย็นบ้านฉันมีสเต๊กเนื้อแล้วยังมีซุปเห็ดกับขนมปังกระเทียมด้วย นายเลือกเอาเองนะ”
เฟิงเยี่ยพูดโดยไม่หันกลับมา เจ้าอ้วนน้อยฟังแล้วก็รีบวิ่งเหยาะๆ ไปกับเพื่อนสนิท วันนี้เถ้าแก่ไม่ได้เรียกหาเขา ไม่มีงานก็แสดงว่าตอนเย็นไม่ได้เตรียมข้าว เทียบกับคุกกี้ชิ้นเล็กๆ ไม่กี่ชิ้น แน่นอนว่าเขาเลือกสเต๊กเนื้อสิ
“แล้วทำไมฉันต้องมาวิ่งกับนายด้วยเนี่ย” วิ่งไม่กี่ก้าวเขาก็อดถามไม่ได้
“เป็นเพื่อนซี้ก็ต้องมีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้านสิ และถ้าฉันโชคร้ายโดนตามทัน นายก็ช่วยขวางให้ฉันได้” เฟิงเยี่ยเอ่ยโดยที่หน้าไม่แดงและไม่เหนื่อยหอบ “ตอนมีปีศาจฉันเองก็เคยช่วยขวางให้นายนี่”
“นั่นสิ” เจ้าอ้วนน้อยคิดครู่หนึ่ง เป็นแบบนี้จริงๆ ก็ได้แต่ตามไปกับเฟิงเยี่ยด้วยกันต่อไป
หลังเลิกเรียนสิบนาทีทั้งสองคนวิ่งพล่านไปทั่วโรงเรียน หลบนักเรียนหญิงที่เพิ่งเรียนวิชาคหกรรมเสร็จพวกนั้น ไม่ง่ายเลยกว่าจะรอจนถึงเสียงกริ่งเข้าเรียนดัง ถึงได้กล้ากลับไปที่ห้องเรียน แต่เจ้าอ้วนน้อยเคลื่อนไหวช้า ยังคงถูกนักเรียนหญิงสองคนดักไว้ก่อนเข้าประตู พวกเธอยัดคุกกี้สามห่อให้เขา บอกให้เอาไปให้เฟิงเยี่ย
ตามองเห็นว่าคุณครูอยู่ตรงระเบียงทางเดินแล้ว เขาจำต้องรับไว้แต่โดยดีแล้วพุ่งเข้าไปในห้องเรียนอย่างรวดเร็ว
“เฮ้อ ฉันเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ที่แท้หน้าตาหล่อก็ลำบากแบบนี้นี่เอง”
เจ้าอ้วนน้อยหย่อนก้นนั่งลงบนเก้าอี้ของตนเอง หยิบหนังสือเรียนมาพัดใบหน้าพลางส่งคุกกี้ให้สุดหล่อที่อยู่ข้างๆ เขาด้วยรอยยิ้ม
“นี่ พวกเธอบอกให้ฉันถือมาให้นายแน่ะ”
เฟิงเยี่ยมองเขาแวบหนึ่งอย่างไม่สบอารมณ์ “ฉันไม่เอา นายจะเอาก็กินเองเหอะ”
“นี่เป็นน้ำใจคนเขานะ” เจ้าอ้วนน้อยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ดูท่าทางอร่อยมากนะ”
เฟิงเยี่ยเพียงเหลือกตาขาว “รับไว้อันหนึ่งก็ไม่จบไม่สิ้นกันพอดี”
เจ้าอ้วนน้อยฟังแล้วก็ได้แต่ยิ้ม ไม่บังคับให้อีกฝ่ายรับไว้ อย่างไรเสียเขาเองก็ไม่ได้รับปากว่าจะต้องทำภารกิจให้สำเร็จเสียหน่อย เห็นว่าเพื่อนสนิทไม่รับไว้ ทั้งยังบอกให้กินซะ แน่นอนว่าเขาก็ต้องรับไว้อย่างคล้อยตามแล้วใส่ไว้ในกระเป๋าหนังสือของตน
เรียนไปได้ครึ่งคาบ เพราะหิวเกินไปเจ้าอ้วนน้อยจึงอดไม่ได้ที่จะแอบเปิดกินชิ้นหนึ่ง ผลปรากฏว่าเคี้ยวไปไม่ถึงสองทีก็หน้าซีด รีบหยิบกระดาษทิชชูปิดปากแล้วคายออกมา
แหวะ นี่เพื่อน ก่อนจะเอาคุกกี้ให้คนอื่นอย่างน้อยก็ยืนยันให้แน่ใจก่อนสิว่ามันกินได้ ตรงกลางคุกกี้ก็ไม่สุก แถมยังหวานสุดๆ
แม้แต่เจ้าอ้วนน้อยที่ตะกละขนาดนั้นยังกลืนไม่ลง ถึงอยากจะเอาพวกมันกลับบ้านไปทำใหม่ แต่ถ้าเขาจำไม่ผิดคุกกี้ประเภทนี้ทำจากไข่ไก่ ถ้าอบไม่สุกกว่าเขาจะกลับถึงบ้านก็คงเสียก่อนแล้ว
เห็นทีว่าการเป็นคนหล่อก็ไม่ได้ดีเสมอไปนะเนี่ย
เขาหันไปแอบมองเพื่อนสนิทข้างกายแวบหนึ่ง เพียงเห็นอีกฝ่ายมองเขาแล้วแอบยิ้มอยู่หลังหนังสือเรียน
แม่ง เจ้าหมอนี่รู้แต่แรกแล้วสินะ มิน่าล่ะตอนเห็นนักเรียนหญิงพวกนั้นถึงทำท่าอย่างกับเห็นผี
เจ้าอ้วนน้อยกลอกตาใส่เพื่อนสนิท เพื่อไม่ให้กินแล้วท้องเสีย เขาจำต้องโยนคุกกี้ทิ้งถังขยะหลังเลิกเรียน ข่มกลั้นความเจ็บปวดและยอมแพ้ต่อคุกกี้เหล่านั้น
Comments



