คู่พันภพบรรจบรัก
ทดลองอ่าน คู่พันภพบรรจบรัก บทที่ 2
ทางฝั่งเจ้าอ้วนน้อยเพิ่งทิ้งคุกกี้แล้วเดินออกจากห้องเรียนก็เห็นนักเรียนชายโขยงหนึ่งเบียดกันอยู่ริมหน้าต่างห้องข้างๆ ไม่รู้กำลังดูอะไรกันอยู่ แม้แต่เฟิงเยี่ยเองก็อยู่ตรงนั้นมองเข้าไปในห้องเรียน เขาสนใจใคร่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไร จึงวิ่งเข้าไปเบียดข้างๆ เพื่อนสนิท
“เป็นอะไรไปๆ เกิดอะไรขึ้น”
เขาซักถามอย่างรีบร้อน เฟิงเยี่ยไม่พูด ทว่าด้านข้างกลับมีคนกล่าวเสริมอย่างรวดเร็วเสียงเบาด้วยความทอดถอนใจ
“เพิ่งเลิกเรียนทุกคนก็ไปต่อแถวก่อกวนนักเรียนหญิงคนนั้นอีกแล้ว ผลปรากฏว่าเจ้าทึ่มคนนั้นตะโกนด่าเธอว่าแม่วัว คราวนี้เธอเป็นบ้าไปแล้ว! จู่ๆ ก็หมุนตัวเดินไปทางหมอนั่น! นายดูสิ! เธอตามเข้าไปแล้ว…”
เจ้าอ้วนน้อยตื่นตกใจ เขารู้จักผู้หญิงคนนั้น เพราะเธอมีพัฒนาการค่อนข้างเร็ว อีกทั้งตัวก็อ้วนท้วนเล็กน้อย เพิ่งอยู่มัธยมต้นปีที่หนึ่งก็หน้าอกคัพซีแล้ว ดังนั้นเวลามาเรียนตอนเช้าและเลิกเรียนตอนเย็น นักเรียนชายกลุ่มหนึ่งก็จะมาก่อกวน จงใจเรียงแถวเป็นสองฝั่งบนระเบียงทางเดิน ต้อนรับขับสู้เธอ แน่นอนว่าปากยังไม่ลืมที่จะตะโกนว่าแม่วัวๆ ปกติเธอมักจะเดินผ่านไปด้วยสีหน้าเฉยเมย แสร้งทำเป็นมองไม่เห็นพวกเขา ไม่คิดว่าครั้งนี้จะเป็นบ้าขึ้นมา
เจ้าอ้วนน้อยมองเข้าไปในหน้าต่างก็เห็นนักเรียนหญิงที่ถูกนักเรียนชายตั้งใจต้อนรับขับสู้ทุกวันคนนั้นเดินเข้าไปทั้งแบบนี้ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ เธอเดินเข้าไปกดดันเจ้าคนปากเปราะนั่น เดินขึ้นไปบนแท่นบรรยายทีละก้าวๆ ทำเอาหมอนั่นตกใจจนต้องพิงกับกระดานดำด้วยใบหน้าซีดเผือด
เพียงเห็นเธอคว้ากระเป๋านักเรียนที่เต็มไปด้วยหนังสือเรียนหนักอึ้งด้วยมือเดียว มองเพื่อนนักเรียนจากห้องข้างๆ คนนั้นด้วยสีหน้าไร้อารมณ์แล้วถามอย่างเย็นชา
“เมื่อกี้นายพูดว่าอะไร พูดอีกครั้งได้ไหม”
สวรรค์รู้ว่าท่าทางที่นักเรียนหญิงคนนั้นถือกระเป๋านักเรียนนั่นเหมือนกับกำลังถือลูกตุ้มดาวตกเพกาซัส* ท่าทางสามารถทุ่มกระเป๋านักเรียนใส่เขาได้ทุกเมื่อ บวกกับเดิมทีเธอก็สูงนิดหน่อยอยู่แล้ว ท่าทางที่ก้มหน้ามองหมอนั่นจึงยิ่งเหมือนกับแม่เสือที่กำลังจ้องลูกหนูดวงซวย ชั่วขณะนี้เองทุกคนที่อยู่ ณ ที่นี้ต่างก็รู้สึกได้ถึงไอสังหารของเธอ อยากมีชีวิตรอดยังจะมีคำตอบอื่นได้เหรอ
โชคดีที่เจ้าคนที่ตกใจจนแข้งขาอ่อนคนนั้นยังพอมีสมองอยู่บ้าง เห็นเพื่อนๆ ที่ปกติมักจะก่อเรื่องด้วยกันกับเขาไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยสักคน พอเกิดเรื่องแล้วต่างก็มัวแต่ชมความสนุก เขาจึงรีบเอ่ยปากอย่างตะกุกตะกัก
“ฉันมะ…มะ…ไม่ได้พูดอะไร…”
นักเรียนหญิงได้ยินดังนั้นถึงได้เชิดคางขึ้นอย่างพอใจ ค่อยๆ หมุนตัว เมินทุกคนที่มุงดูอยู่รอบๆ เดินทีละก้าวๆ ออกไปจากห้องเรียน พอเธอออกมา นอกจากเจ้าอ้วนน้อยกับเฟิงเยี่ยแล้ว นักเรียนชายที่มุงดูรอบๆ ทั้งหมดล้วนตกใจจนถอยไปสามก้าว เธอสะพายกระเป๋านักเรียนขึ้นไหล่อีกครั้ง เดินไปทางประตูโรงเรียนโดยไม่มองใครเลยสักแวบเดียว
คราวนี้ขณะที่เธอเดินผ่าน บรรดานักเรียนชายก็ทยอยถอยหลีกราวกับโมเสสแหวกทะเลแดง** แทบจะไม่มีใครกล้ามองไปทางเธอสักแวบ แน่นอนว่ายิ่งไม่มีใครกล้าเอ่ยปากตะโกนเรียกเธอว่าแม่วัวอีก
แม้จะเป็นอย่างนี้ แต่เจ้าอ้วนน้อยยังคงเห็นว่าตรงหางตาของเธอมีน้ำตาคลออยู่รางๆ
เมื่อได้สติกลับมาเขาก็สะพายกระเป๋านักเรียนเร่งฝีเท้าตามไปเดินอยู่ข้างกายเธอ แทบจะในขณะเดียวกันนี้เองเขาก็เห็นเฟิงเยี่ยเดินมาข้างๆ เธออีกฝั่งหนึ่ง เดินเป็นเพื่อนเธอไปจนถึงหน้าประตูโรงเรียนด้วยกันกับเขา
ตอนแรกเธอยังคงตึงเครียดอยู่บ้าง คงคิดว่าพวกเขาสองคนจะทำอะไร แต่เธอไม่ได้ส่งเสียงสักแอะ ยังคงเดินไปข้างหน้าด้วยความเร็วคงที่
แรกเริ่มเจ้าอ้วนน้อยเองก็ไม่รู้ว่าทำไมตนเองต้องตามเธอมาด้วย เขาเพียงแค่รู้สึกว่าเมื่อครู่ตนเองแย่มาก เมื่อก่อนอันที่จริงเขาก็เห็นว่าทุกคนปฏิบัติต่อเธออย่างไร แต่ไม่ได้คิดมากและไม่ได้ห้ามปราม ถึงขั้นรู้สึกว่าตลกอยู่บ้างเหมือนกันในตอนแรก
“ขอโทษนะ”
เดินไปเดินมา จู่ๆ คำขอโทษประโยคนี้ก็ออกมาจากปากเขา
“พวกเราส่วนใหญ่ไม่ได้มีเจตนาร้ายหรอก แค่รู้สึกว่าสนุกถึงได้หลับหูหลับตาก่อเรื่องเอะอะไปตามๆ กัน”
พอคำพูดออกมาจากปาก แม้แต่ตัวเขาเองก็รู้สึกว่าโง่เง่ามาก เถียงข้างๆ คูๆ มาก เพราะนั่นเป็นเจตนาร้ายจริงๆ แม้อาจจะไม่ใช่เจตนาร้ายที่ใหญ่โตอะไร แต่รวมเข้าด้วยกันก็สร้างบาดแผลแล้ว
อันที่จริงเขาเข้าใจดี เขาเองก็เคยถูกปฏิบัติแบบนั้น การล้อเล่นเล็กๆ น้อยๆ จะค่อยๆ เกินขอบเขตมากขึ้น สุดท้ายกลายเป็นแผลฉกรรจ์ แค่จินตนาการว่าตนเองถูกนักเรียนหญิงกลุ่มหนึ่งเรียงแถวกันมาตะโกนเยาะเย้ยเขาว่าหมูอ้วนทุกวันเช้าเย็นก็รู้สึกกลัวมาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่านักเรียนหญิงถูกนักเรียนชายปฏิบัติแบบนี้เลย
ชั่วขณะนั้นเจ้าอ้วนน้อยก็รู้สึกผิดขึ้นมา
“ขอโทษ ฉันพูดผิดไปแล้ว” เขาเดินสองก้าวยาวๆ ไปหยุดตรงหน้าเธอ เผชิญหน้ากับเด็กผู้หญิงที่ร่างท้วมเล็กน้อยคนนั้นแล้วเอ่ยว่า “พวกเราไม่ได้มีเจตนาร้าย ฉันผิดไปแล้ว ฉันไม่รู้ว่าคนอื่นคิดยังไง แต่ฉันขอโทษมากๆ” เขาพูดพลางมองตรงไปยังดวงตาที่ชื้นน้ำตาของเธอ “ขอโทษนะ พวกเราไม่ควรตะคอกใส่เธอแบบนั้น ฉันไม่รู้ว่าต่อไปพวกเขาจะทำแบบนี้ไหม แต่ถ้าเธอเจออีก รู้สึกอึดอัดใจ มาหาฉันกับเสี่ยวเยี่ยได้ พวกเราจะเข้าเรียนและเลิกเรียนเป็นเพื่อนเธอ”
นักเรียนหญิงคนนั้นมองพวกเขาอย่างตะลึงงันด้วยดวงตาที่มีน้ำตาคลอหน่วย จากนั้นก็มองเฟิงเยี่ยที่เดินมามองเธออยู่ข้างหลังเขาด้วยคนนั้น
เฟิงเยี่ยพยักหน้าให้เธอและให้คำสัญญา
“เธอมาหาพวกเราได้ ฉันชื่อเฟิงเยี่ย เขาชื่อเวินติ้งฟาง พวกเราอยู่ห้องสี่”
นักเรียนหญิงคนนั้นไร้ซึ่งคำพูด แต่จมูกเล็กๆ แดงเรื่อ จากนั้นเธอก็พยักหน้า เอ่ยด้วยเสียงแหบพร่า “ฉันรู้ว่าพวกนายอยู่ห้องสี่ ฉันอยู่ห้องเจ็ด”
“อื้ม พวกเรารู้” เวินติ้งฟางพยักหน้า
อันที่จริงเธอเลื่องชื่อในหมู่นักเรียนชายมากทีเดียว ถึงอย่างไรก็ไม่มีนักเรียนหญิงคนอื่นได้รับการต้อนรับแบบนี้จากทุกคน คิดถึงตรงนี้เขาก็กระอักกระอ่วนและรู้สึกผิดขึ้นมาอีกครั้ง รีบควักเอาเสบียงของเขาออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วมอบให้เธอ
“นี่ ฉันให้เธอ เป็นช็อกโกแลต อร่อยมากนะ”
นักเรียนหญิงคนนั้นลังเลครู่หนึ่งกว่าจะยื่นมือไปรับ
Comments



