“ขอโทษ เมื่อกี้ขี่จักรยานตากฝน คงโดนความเย็นนิดหน่อย แหะๆ”
เดิมทีเขานึกว่าเธอจะเดินไปข้างหน้าต่อ ถึงได้จะเดินตามไปอีกครั้ง ทว่าตอนนี้เองกลับเห็นเธอหยุดฝีเท้ากะทันหัน จากนั้นก็หมุนตัวมาแล้วเดินผ่านไป เขางุนงง รีบเช็ดน้ำมูกแล้วก็หมุนตัวตามไป
ในขณะที่นึกว่าเธอรำคาญที่เขาหนวกหูเกินไป กำลังคิดว่าตัวเองควรเงียบปากอย่าพูดมากอีกใช่ไหมอยู่นั้น ผู้หญิงคนนั้นก็เดินเข้าไปในร้านเล็กๆ ที่ขายถั่วแดงต้มเมื่อครู่นี้
พอเขาเห็นก็รีบวิ่งเหยาะๆ ตามไปแล้วถามด้วยรอยยิ้มเริงร่า
“เธอจะกินเหรอ เธออยากกินอะไร ฉันเลี้ยงเอง”
หลังจากเธอเดินเข้าประตูไปก็ไม่หันหน้ากลับมา เพียงพูดประโยคเดียวว่า “ทั้งหมดเอามาให้ฉันชุดหนึ่ง”
“เอ๋?” เจ้าอ้วนน้อยตกตะลึง
เธอหาโต๊ะตัวหนึ่งแล้วนั่งลง ช้อนตามองเขาตรงๆ แล้วเอ่ยว่า “แล้วก็ของพวกนั้นที่นายพูดเมื่อกี้ด้วย”
“หา?” เขาฟังก็ตกตะลึงอ้าปากค้าง
“ฉันเอาทั้งหมดหนึ่งชุด” เธอจ้องเขาแล้วเลิกคิ้ว “นายเพิ่งได้ค่าแรงมาไม่ใช่เหรอ”
“คือ…ฉันเพิ่งได้ค่าแรงมา…”
เขายิ้มแห้ง อยากร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา ทำได้เพียงพยักหน้าก่อนจะหมุนตัวไปสั่งถั่วแดงต้มกับเถ้าแก่ ทางหนึ่งคุกเข่าลงกับพื้นกุมศีรษะร้องตะโกนน้ำหูน้ำตาไหลด้วยความเจ็บปวดอยู่ในใจ
ฮือๆๆ ค่าแรงของฉัน ลืมไปว่าผู้หญิงคนนี้เป็นราชากระเพาะโต…
แม้จะอาลัยอาวรณ์แค่ไหน แต่พอคิดถึงว่าก่อนหน้านี้เธอช่วยชีวิตเขาถึงสองครั้ง แถมยังเลี้ยงของกินเยอะแยะขนาดนั้น เขาจึงได้แต่จ่ายเงินทั้งน้ำตา
เย็นวันนั้นเธอกินเงินค่าแรงของเขาไปกว่าครึ่งเดือน หลังจากนั้นยังคงลืมว่าต้องถามชื่อของเธออยู่ดี แม้จะเคยเลี้ยงข้าวเขามาสองมื้อแล้ว แต่ผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ได้ถามชื่อของเขาเหมือนกัน หลังจากเธอทยอยกินของกินเล่นบนถนนสายนั้นหมดไปรอบหนึ่งก็สะบัดก้นจากไป
วันต่อมาเจ้าอ้วนน้อยไปโรงเรียน เขาอยู่กับเฟิงเยี่ยสองคน ตอนที่ทำการทดลองในคาบเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ในที่สุดก็นึกได้ว่าจะถามเฟิงเยี่ยว่าผู้หญิงคนนั้นชื่ออะไร
“อาหลิงเหรอ เธอเป็นเพื่อนของซูเรีย ทำไมเหรอ”
“เปล่า เมื่อวานตอนทำงานพิเศษเสร็จแล้วกลับบ้านเห็นเธอเดินอยู่บนถนน ดูท่าทางอารมณ์ไม่ดีเอามากๆ เลย”
“งั้นเหรอ คงเพราะว่าเธอไม่ลงรอยกับคนในบ้านล่ะมั้ง ซูเรียบอกว่าพี่ชายของเธอพ่ายแพ้กับศึกแก่งแย่งกันในตระกูล ต้องออกมาจากกิจการของครอบครัว ทำให้เธอต้องตกงานตามไปด้วย”
“เธอมีพี่ชายด้วยเหรอ” เขาเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
“มีสิ ไม่ใช่พี่ชายแท้ๆ หรอก” เฟิงเยี่ยหลีกทางให้เขาหลังจากวางแผ่นสไลด์ไว้เรียบร้อยอย่างชำนาญ “ดูเหมือนว่าจะเป็นพี่ชายญาติฝั่งพ่อหรือญาติฝั่งแม่นี่แหละ ฉันลืมแล้ว ต้องถามซูเรียถึงจะรู้”
เจ้าอ้วนน้อยนั่งลงประจำที่ ก้มหน้าดูเซลล์ที่อยู่ในกล้องจุลทรรศน์ อดไม่ได้ที่จะพูดพึมพำว่า “ที่แท้ก็ตกงานนี่เอง เพราะงั้นเธอเลยอารมณ์ไม่ดีเพราะหิวจริงๆ สินะ…”
“อ๊ะ จริงสิ เธอน่าจะตกงานเมื่อปีที่แล้วหรือไม่ก็สองปีก่อน คงหางานใหม่เจอตั้งนานแล้วสินะ?” เฟิงเยี่ยยักไหล่ “น่าจะเพราะน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไปล่ะมั้ง ไม่งั้นก็คุณป้ามา พ่อฉันบอกว่าผู้หญิงเวลาที่ไม่ได้กินอะไรหรือคุณป้ามาจะอารมณ์เสียง่ายมาก เพราะงั้นทางที่ดีที่สุดต้องหลีกให้ไกล อย่าได้ดื้อกับแม่เด็ดขาด”
เจ้าอ้วนน้อยฟังไม่เข้าใจ เพียงถามอย่างงุนงง “ป้ากับแม่ของเธอไม่ค่อยถูกกันเหรอ”
เฟิงเยี่ยได้ยินดังนั้นก็มองไปด้านข้าง เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครสนใจพวกเขาสองคนจึงก้มหน้าลงมา เอ่ยเสียงเบาด้วยความจริงจัง
“ฉันมีน้า แต่ฉันไม่มีป้า”
“เอ๋?” เจ้าอ้วนน้อยเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างงุนงง
“คุณป้าที่พ่อฉันพูดถึงเป็นคำเรียกแทนวันนั้นของเดือนของผู้หญิงน่ะ” เฟิงเยี่ยกล่าวด้วยสีหน้าสงบนิ่ง “นายรู้ไหม ก็คือทุกเดือนผู้หญิงจะมีเลือดไหลออกมา ก่อนหน้านี้ครูก็อธิบายในคาบเรียน พวกเธอจะตกไข่น่ะ หลังจากนั้นไข่ที่ไม่ได้ใช้งานก็จะไหลออกมาพร้อมกับเลือด”
เจ้าอ้วนน้อยมองเพื่อนซี้ที่ดูท่าทางสงบนิ่งแต่จริงๆ หูแดงตั้งนานแล้วอย่างตื่นตะลึง “ว้าว จริงเหรอ”
เฟิงเยี่ยเลิกคิ้ว มองเจ้าอ้วนน้อยพลางถาม “นายไม่ได้สนใจฟังเลยเหรอ ฉันนึกว่านายตั้งใจเรียนในคาบซะอีก”
“ก่อนหน้านี้ฉันทำงานพิเศษเหนื่อยเกินไปหน่อยก็เลยเผลอหลับในคาบน่ะ” เจ้าอ้วนน้อยแก้ต่างให้ตนเองพลางหน้าแดง เอ่ยเสียงค่อย “จะมีเลือดไหลทุกเดือนเลยเหรอ น่ากลัวจัง งั้นแบบนี้ก็เหนื่อยแย่น่ะสิ”
เฟิงเยี่ยพยักหน้า “ใช่ เพราะงั้นพ่อฉันถึงบอกว่าตอนที่คุณป้ามาห้ามดื้อกับแม่เด็ดขาด…เวลาคุณป้ามาในใจพ่อก็จะเลื่อนขั้นแม่ฉันไปเป็นท่านแม่ที่เคารพไปโดยอัตโนมัติ ถึงได้ห้ามหาเรื่องใส่ตัว” เขาพูดพร้อมผงกศีรษะเน้นย้ำอีกครั้ง
เจ้าอ้วนน้อยเห็นดังนั้นก็เกือบจะหลุดหัวเราะออกมา แต่ยังคงผงกศีรษะอย่างจริงจัง