คู่พันภพบรรจบรัก
ทดลองอ่าน คู่พันภพบรรจบรัก บทที่ 3
เขามองไปทางร้านกาแฟ ผู้ชายโรคจิตหายไปแล้ว เถ้าแก่ผมยาวที่ดูหล่อเหลาจนไม่ปรานีใครกำลังล้างและเช็ดแก้วกาแฟอยู่ในเคาน์เตอร์บาร์
“นี่ ไก่ทอดกับโคล่า” เวินติ้งฟางยื่นไก่ทอดร้อนๆ กับโคล่าเย็นๆ ถุงใหญ่ในมือให้อีกฝ่าย
อาหลิงลุกขึ้นยืน รับไปแล้วควักเงินหนึ่งพันหยวนใบหนึ่งจะให้เขา
“ไม่ต้องแล้ว เธอเพิ่งให้เงินฉันมา” เขาส่ายหน้า “เธอนัดดูหนังกับคนเขาแล้วสินะ รีบไปเถอะ ไม่งั้นไก่ทอดจะเย็นหมด”
อาหลิงเหลือบมองเขาพลางยกมุมปาก ไม่ได้เถียงกับเขา เพียงเอ่ยด้วยเสียงแหบพร่าออกมาคำหนึ่ง “ขอบใจ”
พอได้ยินประโยคนี้ มองรอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าเธอ ไม่รู้ทำไมหัวใจของเขาพลันหดรัดทีหนึ่ง
“นายไม่มีอะไรก็กลับบ้านเร็วหน่อยเถอะ อย่ามัวเตร็ดเตร่อยู่ข้างนอก” เธอเตือนเขา
“อ้อ โอเค งั้นฉันกลับแล้วนะ บ๊ายบาย” เขากล่าวพลางโบกมือให้เธอ
อาหลิงหิ้วไก่ทอดกับโคล่าถุงนั้นหมุนตัวเดินไปยังร้านกาแฟที่อยู่ข้างหน้าร้านนั้น ทว่าสองเท้าของเวินติ้งฟางกลับไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ราวกับมีรากงอก เธอไม่ได้หันกลับมา เขาถึงขั้นมองเห็นเธอเดินเข้าไปในร้านกาแฟร้านนั้น ขึ้นบันไดไปชั้นบนจากอีกด้าน เมื่อเธอหายไปด้านหลัง เขาก็ยังคงยืนอยู่ตรงที่เดิมนานมาก รู้สึกใจหวิวเล็กน้อยอย่างบอกไม่ถูก
ที่แท้เธอนัดดูหนังกับผู้หญิงคนนั้นหรอกเหรอ พวกเธอสองคนรู้จักกัน?
ผู้ชายคนนั้นเมื่อกี้นี้ เธอก็รู้จักเหมือนกันสินะ?
สีหน้าท่าทางบนใบหน้าของอาหลิงเมื่อครู่ปรากฏขึ้นมาตรงหน้าอีกครั้งโดยไม่มีสาเหตุ ไม่รู้ทำไมหัวใจเขาพลันหดรัดอีกครั้ง รู้สึกปวดรางๆ เขากดบริเวณหัวใจ ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไรไป กังวลจริงๆ ว่าตัวเองจะเป็นโรคหัวใจแล้ว
เขาเพิ่งอยู่มัธยมต้นเองนะ ยังวัยรุ่นแบบนี้ก็เป็นโรคหัวใจมันจะน่าเศร้าเกินไปหรือเปล่า
เฮ้อ เป็นเพราะอ้วนเกินไปหรือเปล่านะ กลับบ้านไปพักผ่อนเร็วสักหน่อยดีกว่า
เวินติ้งฟางถอนหายใจแล้วเดินไปยังสถานีรถไฟฟ้า เดินไปสักพักกลับรู้สึกหิวอีกแล้ว
ถ้ารู้แต่แรกเขาคงไม่เอาไก่ทอดของตัวเองให้เธอไปจนหมด ไก่ทอดนั่นหอมเกินไปแล้ว ตอนซื้อไก่ทอดก็อดไม่ได้ที่จะสั่งเพิ่มมาอีกหลายอย่าง เมื่อครู่วิ่งรอกขนาดนั้นเขาชักจะหิวขึ้นมาแล้ว เธอกินจุขนาดนั้นแถมยังเหาะไปเหาะมา จะต้องหิวกว่าเขาแน่ ผลสุดท้ายเขายังคงเอาไก่ทอด ไส้กรอกข้าว ไก่ป็อป ข้าวเกรียบกุ้ง ลูกชิ้นปลาหมึก และปลาเส้นทอดที่สั่งมาเองให้เธอทั้งหมดอยู่ดี
ถึงอย่างไรเธอก็บอกว่าถ้าเขาอยากลดความอ้วนและเพิ่มความสุขก็จะกินของทอดไม่ได้
ขืนเขาอ้วนต่อไปอาจจะเป็นโรคหัวใจจริงๆ ก็ได้ เมื่อครู่ใจสั่นแล้วก็ปวดแปลบ อย่ากินมั่วซั่วจะดีกว่า
เฮ้อ เห็นทีว่าพรุ่งนี้ไปยืมคอมพิวเตอร์ของเสี่ยวเยี่ยเข้าอินเตอร์เน็ตดีกว่า เสิร์ชดูหน่อยว่าอะไรคืออาหารรูปลักษณ์เดิมกับผลิตภัณฑ์แปรรูป
อาหลิงไม่ใช่นักสืบ
เธอคือพนักงานของร้านกาแฟร้านนั้น
เพราะสงสัยในความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงคนนั้นกับผู้ชายแว่นตากรอบทองรวมทั้งอาหลิงมากเกินไป บวกกับร้านกาแฟอยู่ไม่ไกลจากบ้านเขามากนัก ขี่จักรยานสิบนาทีก็ถึงแล้ว ดังนั้นตอนนี้เวินติ้งฟางจึงอดไม่ได้ที่จะแอบผ่านไปผ่านมาอยู่หน้าร้านกาแฟหลายครั้ง
ขณะที่เขาผ่านมาเป็นครั้งที่สามโดยไม่ทันระวังตัว อาหลิงที่สวมผ้ากันเปื้อนสีดำของร้านกาแฟก็ยืนอยู่หน้าประตูด้วยสีหน้าเย็นชา
“หวัดดี” เพราะถูกเธอคว้ากระเป๋าเอาไว้ เขาจึงจอดรถอย่างกระอักกระอ่วนนิดหน่อย ยกมือทักทายเธอ “บังเอิญจัง”
“นายนึกว่านายกำลังทำอะไรอยู่” เธอเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เอ่อ…ฉันแค่ขี่รถผ่านมาพอดี…ฮะๆ ฮะๆ ฮะ…”
อาหลิงมองเขาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ มองจนเขาร้อนตัวขึ้นเรื่อยๆ ถึงได้เปลี่ยนคำพูด
“เดือนนี้เธอไม่ไปโรงเรียน ฉันกลัวว่าเธอจะเป็นอะไรไป ถึงได้ผ่านมาดูเธอสักหน่อยว่าอยู่กับเพื่อนของเธอหรือเปล่า”
คำพูดนี้ทำให้อาหลิงเผยท่าทางเหมือนกำลังมองคนโง่ ยิ่งทำให้เขารู้สึกอาย
“สรุปว่าเธอไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ฮะๆ…” เขาลูบศีรษะพลางยิ้มทึ่มทื่อ รีบพูดอีกครั้ง “ฉันขอกลับไปอ่านหนังสือก่อนแล้วกัน ปีนี้ฉันต้องสอบเข้า ม.ปลาย อ๊ะ แต่ว่าโรงเรียน ม.ปลาย ที่ฉันอยากสอบเข้านั่นก็อยู่ที่สูงมากเหมือนกัน ถึงมันจะอยู่ในหุบเขา แต่ความสูงจากระดับน้ำทะเลก็สูงกว่าทางโรงเรียน ม.ต้น ของเรา ถ้าเธอเบื่อๆ ไม่มีอะไรทำก็มาหาฉันได้…”
พระเจ้า เธอไม่สนใจเรื่องนี้หรอกมั้ง แต่ปากของเขามันหยุดไม่ได้เลย แถมยังพูดต่อไปโดยอัตโนมัติด้วย
“อ๊ะไม่ใช่ ฉันหมายความว่าไปเที่ยวเล่นที่นั่นได้ โรงเรียนมัธยมปลายเฟิงอวิ๋นน่ะ โรงเรียนนั้นครอบครัวของเสี่ยวเยี่ยเป็นคนก่อตั้ง ก่อนหน้านี้ฉันเคยไปเยี่ยมชม ตึกหอในของที่นั่นก็มองเห็นเมืองได้เหมือนกัน วิวสวยสุดๆ สิ่งอำนวยความสะดวกก็ดีนะ…แน่นอนว่าฉันก็ต้องสอบเข้าให้ได้ด้วยถึงจะไปเรียนได้…”
เขาไม่รู้ว่าตัวเองกำลังพูดอะไรอยู่ ผู้หญิงตรงหน้าไม่ส่งเสียงสักแอะ ทำให้เขายิ่งเก้อเขิน หน้าแดงขึ้นเรื่อยๆ
“อะแฮ่ม สรุปว่าแบบนี้แหละ ฉันขอตัวกลับก่อนนะ บาย” พูดจบเขาก็ไม่กล้ามองเธออีก ขี่จักรยานจากไป ใครจะรู้ว่าเพิ่งถีบไปได้ทีเดียวก็ได้ยินเธอส่งเสียง
“นี่!”
เขารีบจับเบรก หันไปด้วยหัวใจเต้นรัว มองเธอแล้วถามว่า “เธอเรียกฉัน?”
อาหลิงมองตาเขาตรงๆ อยู่ครู่หนึ่ง มองจนเขาหน้าแดงใจเต้น
“ลืมฉันซะ ต่อไปอย่ามาอีก”
เขามองเธออย่างมึนงง มองผู้หญิงที่ดูงดงามเหมือนภาพวาดที่อยู่ใต้ไฟถนนท่ามกลางค่ำคืนมืดมิดคนนั้นด้วยใบหน้าแดงก่ำ หัวใจดวงหนึ่งเต้นตึกตักๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ ชั่วพริบตานั้นในสมองเหลือเพียงความว่างเปล่าขาวโพลน
Comments



