เขาเทใบไม้แห้งใส่ถังขยะอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ขี่จักรยานไปยังคฤหาสน์เก่าแก่อีกหลังหนึ่งเพื่อช่วยล้างรถ
เจ้าของบ้านหลังนี้เป็นคู่สามีภรรยาชราคู่หนึ่ง ไม่กี่ปีก่อนคุณย่าล้มจึงบาดเจ็บที่เท้า หลังจากนั้นก็ไม่ได้หายขาด บางครั้งจะให้คนมาช่วยวิ่งงาน คุณปู่เป็นคนที่สุภาพอ่อนโยนมาก คุณย่าเองก็เป็นกันเองมากเช่นกัน
คนชราทั้งสองปฏิบัติต่อเขาอย่างดี หลังจากที่เขามาหลายครั้งถึงได้รู้ว่าคุณปู่กับคุณย่าล้วนเป็นศาสตราจารย์ที่เกษียณแล้ว หนังสือในบ้านกองเป็นภูเขา ก่อนหน้านี้คุณปู่ยังให้ยืมหนังสือตั้งหลายเล่ม พวกท่านถึงขั้นไม่ถือสาที่เขาจะกินหมั่นโถวไปพลางทำการบ้านไปพลางในบ้าน ตอนคุณปู่อารมณ์ดียังคอยสอนภาษาอังกฤษเขาด้วย
เวินติ้งฟางล้างรถเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลังจากเช็ดรถจนสะอาดภายใต้การชี้นำของคุณย่าก็ช่วยทำลาซานญ่าถาดหนึ่ง คุณย่าแบ่งให้เขาชุดหนึ่งเหมือนอย่างเคย อยากให้เขานั่งกินด้วยกันที่ห้องอาหารจนหมด
เขาทำตามอย่างไม่เกรงใจ มีให้กินแน่นอนว่าต้องกิน มีหนึ่งมื้อก็หนึ่งมื้อ
หลังจากมื้ออาหารเขาก็ไม่ลืมที่จะล้างจาน แล้วนำลาซานญ่าที่เย็นแล้วอีกสองชุดใส่ไว้ในตู้เย็น
อันที่จริงคุณปู่กับคุณย่าไม่ได้ต้องการให้เขาช่วย เขารู้ว่าพวกท่านจ้างผู้ช่วยคนอื่นไว้ด้วย ตอนเย็นจะมาช่วยทำอาหาร แต่เขาไม่เคยทำลายความหวังดีของคนชราที่ให้อาหารเขา
ก่อนจากไปเขาช่วยชงชาร้อนกาหนึ่งให้คนชราทั้งสองที่อ่านหนังสืออยู่ในห้องหนังสือ คุณย่ากล่าวขอบคุณด้วยรอยยิ้มบาง คุณปู่สวมแว่นตากรอบทองหลุบตาอ่านหนังสือ ไม่มองเขาเลยสักแวบ แต่หากพินิจดูให้ละเอียดก็จะพบว่าอันที่จริงท่านหลับไปแล้ว เขาไม่อยากรบกวนไปมากกว่านี้จึงล่าถอยออกไปเงียบๆ
เวลาบ่ายโมง เพราะเป็นช่วงกลางวันอีกทั้งเป็นเขตที่พักอาศัย บวกกับช่วงอากาศเปลี่ยนใกล้เข้ามาแล้ว ลมหนาวพัดหวีดหวิวทำให้บนถนนแทบไม่มีคน ทุกคนล้วนหลบสายลมหนาวเหน็บอยู่ในบ้าน
เวินติ้งฟางคร่อมจักรยานขี่ทะลุถนนผ่านตรอก เตรียมมุ่งหน้าไปยังสถานที่ทำงานถัดไป ทว่าโทรศัพท์มือถือกลับมีเสียงริงโทนสายเรียกเข้าที่ตั้งไว้โดยเฉพาะดังขึ้นมาในเวลานี้
พอได้ยินเสียงริงโทน หนังศีรษะก็พลันชาหนึบ เขาแทบจะกดมันทิ้งด้วยปฏิกิริยาโต้ตอบอัตโนมัติ
“อ๊าก!” บ้าชะมัด เขาบังเอิญกดมันทิ้งไปแล้วจริงๆ
เวินติ้งฟางจ้องโทรศัพท์มือถือในมือ คิดในใจว่าจะแสร้งทำเป็นไม่รู้ได้ไหมนะ
โทรศัพท์มือถือพลันดังขึ้นมาอีกครั้ง
Shit!
เขาตกใจจนเกือบจะโยนโทรศัพท์มือถือทิ้ง แต่หลังจากมือสั่นเทาอยู่สักพักก็คิดได้ว่าโทรศัพท์มือถือแพงมาก จึงสงบสติและกำโทรศัพท์มือถือไว้อย่างยอมรับชะตากรรมแล้วรับสายโทรศัพท์นั้น
“ฮัลโหล”
“นายตัดสายฉันเหรอ” เสียงอันเยือกเย็นของผู้หญิงดังขึ้นข้างหูทันใด
ไม่รับซะเลยดีไหมเนี่ย ต้องวางสายยังไงนะ
แต่เพราะเขาเป็นจอมขี้ขลาด ดังนั้นจึงเพียงแค่ตอบกลับด้วยรอยยิ้มแกนๆ “เปล่า…ฉันจะกล้าได้ยังไง ฉันขี่จักรยานอยู่ ตอนกำลังจะรับสายบังเอิญไปกดโดนเข้า”
“พิซซ่า เค้ก ไก่ทอด เดี๋ยวนี้เลย”
เสียงเย็นชาของผู้หญิงดังขึ้นเพื่อสั่งอาหาร จากนั้นก็วางสายโดยไม่ทักทายกันสักคำ
“พี่สาว ฉันไม่ใช่ซูเปอร์มาร์เก็ตนะ แถมตอนนี้ร้านฟาสต์ฟู้ดก็มีพนักงานดีลิเวอรี่หมดแล้วไม่ใช่เหรอ เธอโทรสั่งอาหารก็ได้แล้วนี่”
เขาบ่นพึมพำ แต่คำพูดพรรค์นี้เขากล้าพูดแค่ตอนที่สัญญาณตัดไปแล้วเท่านั้น
เด็กหนุ่มยกมุมปากยิ้มแห้งแล้วเก็บโทรศัพท์มือถืออย่างยอมรับในชะตากรรม ไปจัดการอาหารที่ผู้หญิงคนนั้นต้องการท่ามกลางลมหนาว
สามนาทีหลังจากนั้นเขาก็ได้อาหารที่ไปซื้อตรงถนนมา ขี่จักรยานไปโรงเรียนที่เขาเรียนอยู่อย่างกระหืดกระหอบ โรงเรียนมัธยมต้นแห่งนี้อยู่ริมแม่น้ำ หลังจากข้ามสะพานแล้วเขาขี่ไปแค่ไม่กี่ร้อยเมตรก็ถึงที่หมาย ผ่านสนามกีฬาไปอีกก็เป็นสันเขื่อน อันที่จริงทิวทัศน์ก็ถือว่าไม่เลวเลย ปกติคนมากมายจะมาออกกำลังกายกันบนสันเขื่อน แต่เพราะเป็นฤดูหนาวและกำลังมีลมพัด อากาศหนาวแทบตายขนาดนี้ ทุกคนต่างหนีไปหลบลมหนาวกันในบ้าน ดังนั้นบนสันเขื่อนจึงไม่มีใครเลยสักคน