เด็กหนุ่มเอ่ยอย่างตื่นเต้น “เขานั่งลงแล้ว”
“ข้างๆ ยังมีที่ว่างไหม ถ้ามีก็รีบไปจองที่นั่งนั่นไว้!”
“มีสิ อะไรนะ”
“รีบไปนั่งข้างเขา!” เธอกล่าวอย่างร้อนใจ “ถ้าแย่งที่นั่งได้ฉันจะเพิ่มเงินให้นายพันหนึ่ง!”
พอได้ยินว่าเธอจะเพิ่มเงินให้ เขาก็รีบพุ่งไปข้างหน้าทันที เบียดไปจนถึงข้างๆ ผู้ชายคนนั้นแล้วหย่อนก้นลงนั่งในวินาทีสุดท้าย เพราะนั่งอย่างรีบร้อนเกินไป ทั้งยังเบียดเจ้าหมอนั่นไปทีหนึ่ง เขารีบผงกศีรษะกล่าวขอโทษ
“ขอโทษครับ ขอโทษๆ…”
ผู้ชายคนนั้นเพียงยื่นมือมาทางเขา ผงกศีรษะเป็นการบอกว่าไม่เป็นไร แล้วก็หลับตาเพื่อพักสายตา ไม่ได้มองเขาอีก
เวินติ้งฟางถือโทรศัพท์มือถือ ตื่นเต้นจนเหงื่อออก เอ่ยกับอาหลิงเสียงเบา “เอ่อ…คือว่า…”
“นายนั่งหรือยัง แย่งที่นั่งได้แล้วหรือยัง”
“อืมๆ” เขายกมือขึ้นเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก
“ดีมาก” ผู้หญิงคนนั้นพรูลมหายใจแล้วเอ่ยว่า “นายนั่งเรียบร้อยแล้วก็วางสายเถอะ เดี๋ยวฉันจะโทรหาอีกที” พูดจบเธอก็วางสายไป
เด็กหนุ่มลดโทรศัพท์มือถือลงแล้วมองแวบหนึ่งด้วยความสงสัยเต็มอก ไม่รู้ว่าเธอกำลังทำบ้าอะไรอยู่ แต่ในเมื่อเธอบอกว่าเดี๋ยวจะโทรหาเขา งั้นก็ทำได้แค่รอแล้ว
เขากลัวว่าจะพลาดสายโทรเข้าจากเธอจึงไม่กล้าเก็บโทรศัพท์มือถือ ยังคงถือไว้ในมือ ทางหนึ่งก็อดไม่ได้ที่จะแอบมองผู้ชายที่เธอใช้ให้เขาสะกดรอยตามซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ
ผู้ชายคนนี้หน้าตาไม่ได้หล่อ แต่เครื่องหน้าทั้งห้าเข้าที่ แต่งตัวสะอาดสะอ้าน และก็ไม่ได้มีกลิ่นเหม็นเหงื่อแต่อย่างใด ท่าทางเหมือนพนักงานออฟฟิศระดับสูง แต่ว่าดูๆ แล้วก็ไม่ใช่พวกอ่อนปวกเปียกประเภทนั้น เมื่อมองให้ละเอียดอีกครั้ง อันที่จริงเจ้าหมอนี่รูปร่างดีมาก ใต้ชุดสูทน่าจะมีกล้ามเนื้ออยู่บ้าง
แม้อาหลิงจะบอกว่าผู้ชายคนนี้ไม่ได้เป็นแฟนของเธอ แต่ดีไม่ดีอาจจะเป็นคนที่เธอแอบรักก็ได้ ไม่อย่างนั้นทำไมต้องหาคนมาสะกดรอยตามด้วยล่ะ
จะว่าไปแล้ว…เวินติ้งฟางมองครู่หนึ่งก็รู้สึกว่าอาหลิงตาแหลมมาก คนที่หน้าตาหล่อย่อมเป็นที่หมายปอง หน้าตางดงามเกินไปเหมือนเสี่ยวเยี่ยกลับสร้างความยุ่งยากเกินไป แต่ถ้าพอดูดีเหมือนเจ้าคนที่อยู่ข้างๆ นี่ก็ไม่เลวทีเดียว
รถไฟฟ้าผ่านไปสถานีแล้วสถานีเล่า เมื่อถึงสถานีที่สาม จู่ๆ ผู้ชายที่อยู่ข้างๆ ก็สั่นสะท้านไปทั้งตัว นั่งตัวตรงขึ้นมา
เวินติ้งฟางตะลึงงัน เพียงเห็นผู้ชายที่เดิมทีหลับตาพักผ่อนกลับลืมตาขึ้นมาไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร มือใหญ่คู่หนึ่งกุมประสานไว้หน้าลำตัว สองตาจ้องมองผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้า
ตอนแรกเวินติ้งฟางยังนึกว่าผู้ชายคนนี้รู้จักเธอ แต่ผู้หญิงคนนี้กลับไม่ได้สังเกตเห็นเขาเลยแม้แต่นิดเดียว เพียงแค่ใส่หูฟัง จับห่วงพลางอ่านนิยายเล่มหนึ่ง
ทันใดนั้นเองโทรศัพท์มือถือของเวินติ้งฟางก็ดังขึ้น เขารีบรับสาย
“ฮัลโหล”
“นายอย่าจ้องเขา”
เวินติ้งฟางได้ยินดังนั้นก็ละสายตาอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็อดไม่ได้ที่จะมองซ้ายแลขวา “เดี๋ยวนะ เธอรู้ได้ยังไงว่าฉันกำลังทำอะไร เธออยู่ไหน เธออยู่บนรถเหรอ”
อาหลิงไม่ได้ตอบเขา เพียงกล่าวว่า “เดี๋ยวตอนถึงสถานีนายก็ออกจากรถ สละที่นั่งให้ผู้หญิงคนนั้น”
“ผู้หญิงคนนะ…”
“คนที่ผมยาวถักเปีย สวมรองเท้าลายดอกเล็กๆ ถือถุงผ้าลายดอกกำลังอ่านนิยายคนนั้น”
เขาได้ยินดังนั้นไม่ต้องให้เธอพูดมากไปกว่านี้ก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายหมายถึงคนไหน ก็คือผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าผู้ชายคนข้างๆ นั่นเอง
“คนมากมายขนาดนั้น ไม่แน่ว่าฉันจะทำตามที่เธอบอกได้สักหน่อย…”
“สถานีต่อไปเป็นสถานีใหญ่ คนจะเปลี่ยนสายรถไฟฟ้าที่นั่นกันเยอะ” อาหลิงกล่าวด้วยความอดทน “เธอเดินมาทั้งวันแล้ว ถ้าเห็นว่ามีที่นั่งเธอก็จะนั่ง”
“อ้อ” เขาตอบพลางมองซ้ายมองขวา ในที่สุดก็เห็นว่าอาหลิงยืนอยู่ในตู้โดยสารข้างๆ หลบอยู่ข้างประตูแล้วจ้องเขาอยู่ และเสื้อผ้าบนตัวก็ไม่รู้ว่าเปลี่ยนตั้งแต่เมื่อไร นอกจากมีเสื้อคลุมเพิ่มขึ้นมาแล้ว บนศีรษะยังสวมหมวกแก๊ปใบหนึ่งอีกด้วย ในหูใส่หูฟังเอาไว้ บนสายหูฟังยังมีไมโครโฟนในตัว