“อย่ามองมาทางฉัน”
อาหลิงจับไมโครโฟนในตัวนั้นมาไว้ข้างปาก พูดอย่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
เด็กหนุ่มเห็นดังนั้นก็รีบดึงสายตากลับมาอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็อดไม่ได้ที่จะแอบมองผู้ชายกับผู้หญิงคนนั้นอีกแวบหนึ่ง
ผู้ชายคนนั้นยังคงหลุบตาแต่ใบหน้าซีดเหลือเกิน ซีดจนเขายังนึกว่าอีกฝ่ายจะเป็นลมแล้ว
“เขาดูเหมือนใกล้จะเป็นลมนะ” เวินติ้งฟางพูดอีกครั้งเสียงเบา “ฉันว่าเขาดูเหมือนจะไม่ได้หายใจ”
“บอกนายแล้วไงว่าอย่าจ้องเขา! แล้วนายก็อย่าพูดมั่วซั่วอีก!” เสียงเดือดดาลของอาหลิงดังขึ้นมาอีกครั้ง “เขาไม่เป็นลมหรอก นายอย่าดึงความสนใจจากเขา!”
“โอเคๆ”
เวลานี้รถไฟฟ้าแล่นมาถึงสถานีถัดไปแล้ว ประตูยังไม่ได้เปิดคนโขยงหนึ่งก็ลุกขึ้นยืนเตรียมออกจากตู้โดยสาร
ตอนแรกเวินติ้งฟางกำลังจะลุกขึ้น แต่อาหลิงกลับเอ่ยปากว่า “รออีกเดี๋ยว! รอคนออกไปครึ่งหนึ่งก่อนนายค่อยลุก”
เขาคร้านจะถามแล้วว่าทำไม ทำตามอย่างว่าง่าย
“เอาล่ะ ตอนนี้แหละ รีบลงไป”
เวินติ้งฟางลุกขึ้นแล้วเดินออกจากตู้โดยสาร ยังอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองอีกแวบหนึ่ง ถึงได้พบว่าที่แท้อาหลิงให้เขาลุกขึ้นช้าหน่อยก็เพราะกลัวว่าที่นั่งจะถูกคนอื่นแย่งไป ผู้หญิงที่ถือถุงผ้าลายดอกและอ่านนิยายอยู่เพิ่งสังเกตเห็นว่ามีที่นั่งว่างช้าไปครึ่งจังหวะ จากนั้นในที่สุดก็นั่งลงตรงที่นั่งซึ่งเขาเพิ่งลุกขึ้นอย่างที่อาหลิงต้องการ
เขาอยู่บนชานชาลา หันหน้ามองไปทางอาหลิง เห็นเธอยังแอบมองสองคนนั้นอยู่ในตู้โดยสารถัดไป เพราะสนใจใคร่รู้เกินไปเขาจึงอดไม่ได้ที่จะเร่งฝีเท้า วิ่งไปเข้าตู้โดยสารที่อาหลิงอยู่ก่อนที่ประตูจะปิดลง
“นายเข้ามาอีกทำไม” พอเธอเห็นเขาก็ขมวดคิ้ว ยื่นมือไปโบกไล่เขาเหมือนไล่ลูกสุนัข “รีบออกไปซะ อย่าให้เขาเห็น”
“เขาไม่เห็นหรอกน่า เขาโฟกัสที่ผู้หญิงคนนั้นหมดแล้ว” เวินติ้งฟางเบียดไปอยู่ข้างกายอาหลิง “อีกอย่างนะ ประตูรถปิดแล้ว”
อาหลิงถลึงตาใส่เขาอย่างไม่สบอารมณ์ แต่เพราะประตูรถปิดแล้วจริงๆ และรถไฟฟ้าก็เริ่มเคลื่อนแล้วเธอถึงได้ถอดหูฟังแล้วหันหน้ากลับไป หดตัวอยู่ข้างประตูที่เชื่อมตู้โดยสาร แอบมองชายหนึ่งหญิงหนึ่งที่อยู่ตู้โดยสารข้างๆ ต่อ
“ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร เธอดูท่าทางไม่รู้จักผู้ชายคนนั้นนะ”
อาหลิงไม่สนใจเขา แค่เอาหูฟังพันโทรศัพท์มือถือแล้วยัดกลับเข้าไปในกระเป๋าเสื้อพลางแอบมองสองคนนั้นอยู่ใต้หมวกแก๊ป
“นี่เป็นงานใหม่ของเธอเหรอ” เขาถามอีกครั้งด้วยความสนใจใคร่รู้ “กำลังเป็นนักสืบเหรอ”
อาหลิงหันกลับไปถลึงตาใส่เขาอีกครั้งแล้วหยิบเงินหนึ่งพันหยวนออกมาจากกระเป๋าเสื้อยัดใส่ให้เขา “ที่นี่ไม่มีธุระของนายแล้ว รีบลงรถกลับบ้านไปซะ”
เขารับธนบัตรหนึ่งพันหยวนนั้นแล้วเก็บไว้ให้ดีอย่างระมัดระวัง แต่ยังคงไม่ได้หมุนตัวจากไป เขาอยู่บนรถไฟฟ้าไม่สามารถกระโดดลงไปตามใจได้ ดังนั้นจึงแค่ยืนอยู่ข้างหลังอาหลิงต่อไป จากนั้นก็แอบมองคนในตู้โดยสารถัดไป
หลังจากหญิงสาวคนนั้นนั่งลง ชายหนุ่มคนนั้นก็ไม่ได้หลับตาแล้ว และไม่ได้หันไปมองผู้หญิงคนนั้นด้วย เพียงแค่จ้องไปข้างหน้า ท่าทางไม่กล้าหายใจแรง
ท่าทางตื่นเต้นของหมอนั่นแม้แต่เขาที่อยู่ในตู้โดยสารข้างๆ ยังมองออกได้อย่างชัดเจน ผู้หญิงคนนั้นความรู้สึกช้ามาก ไม่สังเกตเห็นเลยสักนิด
รถไฟฟ้าแล่นๆ หยุดๆ ผ่านไปสถานีแล้วสถานีเล่า
ผลปรากฏว่าผู้หญิงคนนั้นกำลังอ่านนิยาย อ่านไปอ่านมาก็เริ่มง่วงเหงาหาวนอน ศีรษะเล็กๆ นั่นผงกซ้ายทีขวาที สุดท้ายก็โน้มไปหลับซบบนบ่าของชายหนุ่มทั้งอย่างนี้
ชั่วขณะนั้นชายหนุ่มเม้มปากแล้วหลับตา แต่เวินติ้งฟางรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้หลับ ลูกกระเดือกของผู้ชายคนนั้นขยับขึ้นลง สองมือกำหมัดแน่นกว่าเดิมทำให้ข้อต่อนิ้วขึ้นสีขาว
“นี่ เขาเป็นโรคกลัวผู้หญิงหรือเปล่า”
เวินติ้งฟางมองแล้วก็อดไม่ได้ที่จะถามอีกครั้ง ผลปรากฏว่าได้มาแค่การกระทุ้งศอกทีหนึ่งจากอาหลิง และเธอก็หันกลับมาดุเสียงค่อย