“ทำไมนายยังไม่ออกไปอีก!”
“โอ้ว…” เขากุมพุงน้อยๆ ที่ถูกเธอโจมตี พูดเสียงกระซิบอย่างรู้สึกไม่เป็นธรรม “บ้านฉันก็อยู่ทางฝั่งนี้เหมือนกันไง”
อาหลิงได้ยินดังนั้นก็ได้แต่ถลึงตาใส่เขาแล้วกล่าวเตือนเสียงเบาอย่างเกรี้ยวกราด “นายไม่พูดก็ไม่มีใครหาว่านายเป็นใบ้หรอก ขืนนายพูดจามั่วซั่วดึงความสนใจเขาอีกล่ะก็ ฉันจะให้นายกลายเป็นใบ้เอง!”
พอเขาได้ยินก็รีบหุบปาก ไม่กล้าส่งเสียงอีกแม้แต่ประโยคเดียว
ผู้หญิงคนนี้มีวิชาแกร่งกล้า ทั้งยังมีพลังเวทมหาศาลขนาดนั้น อยากทำให้เขากลายเป็นใบ้ก็คงเป็นแค่เรื่องง่ายจิ๊บจ๊อย
อันที่จริงปกติเขาเองก็ไม่กล้าพูดจาเหลวไหลกับเธอ แต่วันนี้เรื่องนี้ทำให้เขาแปลกใจจริงๆ ถึงได้พูดมากโดยไม่ระวัง เผยนิสัยโดยธรรมชาติออกมา
อ๊ะ ไม่สิ นิสัยโดยธรรมชาติของฉันไม่ได้ขี้ซุบซิบนินทาขนาดนั้นหรือเปล่า หรือว่ามี?
เวินติ้งฟางเอียงศีรษะพลางใคร่ครวญคำพูดและการกระทำของตนเองในหัว แอบมองผู้หญิงตรงหน้า อีกทั้งหนึ่งชายหนึ่งหญิงที่อยู่ในตู้โดยสารข้างๆ ต่อไป รู้ว่าตอนนี้กำลังแสดงละครฉากไหน
รถไฟฟ้าแล่นมาถึงสถานีอีกครั้ง คนโขยงหนึ่งเบียดกันเข้ามา เวินติ้งฟางถูกเบียดกลับไปข้างๆ อาหลิงอีกครั้ง เธอหดตัว หันกลับมาถลึงตาใส่เขา แต่พอเห็นว่าคนอื่นเป็นคนทำ คราวนี้เธอจึงไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงหันหน้ากลับไป
จะว่าไปเธอเตี้ยลงหรือเปล่านะ เขาจำได้ว่าก่อนหน้านี้อาหลิงสูงกว่าเขาหนึ่งศีรษะ ตอนนี้ส่วนสูงของทั้งสองคนแทบจะใกล้เคียงกันแล้ว
อ๊ะ น่าจะเป็นฉันสูงขึ้นมากกว่า เดี๋ยวกลับบ้านไปจะวัดส่วนสูงแล้วจดไว้สักหน่อย
ตอนนี้ร่างกายของเขานับว่าไม่ขยายออกข้างอีกต่อไปแล้ว รู้สึกว่าจะสูงขึ้นอีกนิด มิน่าล่ะช่วงนี้ถึงหิวบ่อย เพิ่งได้เงินมาหนึ่งพันหยวน เดี๋ยวก่อนกลับบ้านแวะซื้อเนื้อไก่สักหน่อยดีกว่า ไก่ป็อปที่ซื้อข้างนอกแพงสุดๆ ทอดเองทั้งถูกทั้งอร่อยกว่า
เพื่อประหยัดเงินเขายังปลูกโหระพาเองด้วย
ทอดโหระพากับไก่ทอดพร้อมกัน ทั้งกรอบทั้งหอมจริงๆ ทอดเสร็จแล้วก็เหมือนกับที่ขายข้างนอกไม่มีผิดเพี้ยน บางทีหลังจากนี้เขาอาจจะมาตั้งร้านเล็กๆ หาเงินได้ และก็น่าจะสามารถหาเลี้ยงตัวเองได้ด้วย
“อย่ามัวแต่คิดเรื่องกินๆๆ เต็มหัวน่า!” เธอพูดโดยไม่แม้แต่จะหันหน้ากลับมา
“อืม” เวินติ้งฟางไม่ได้ตระหนักว่าทำไมจู่ ๆ อาหลิงถึงโพล่งประโยคนี้ออกมา เขาตอบรับคำหนึ่งไปส่งๆ สติยังคงล่องลอยต่อไป คิดแต่ว่าตัวเองจะแวะซูเปอร์มาร์เก็ตเอาปลาเส้นกับไส้กรอกข้าวมาทอดด้วยกันแล้วกินดีไหม
“ของทอดไม่ดีต่อร่างกาย นายอยากลดความอ้วนอยากสูงขึ้นก็ต้องออกกำลังกายเยอะๆ กินอาหารธรรมชาติเยอะๆ หน่อย แล้วกินอาหารแปรรูปให้น้อยๆ”
“อาหารแปรรูปอะไร” เขาถามอย่างงุนงง
“ไส้กรอก แฮม ไก่ทอด แฮมเบอร์เกอร์ ขนมปัง เค้ก พิซซ่า หมูปั้นแป้ง ไส้กรอกข้าว ปลาเส้น โคล่า ชานมไข่มุก ทุกอย่างที่ผ่านการแปรรูป รูปร่างหน้าตาไม่เหมือนกับลักษณะเดิมของวัตถุดิบ…”
“เอ๊ะ? อะไรนะ ทำไมล่ะ ของพวกนี้กินไม่ได้หมดเลยเหรอ” เขาตื่นตกใจจนได้สติกลับมา รีบถาม “งั้นฉันยังจะกินอะไรได้ล่ะ”
“ผักกาด ผลไม้ ไข่ไก่ นม น้ำเต้าหู้ เนื้อ” อาหลิงขมวดคิ้วพลางหันกลับมาพูดกับเขา “ก็กินของที่ดูออกว่าลักษณะเดิมของมันเป็นยังไง นายเสิร์ชหาในเน็ตเองสิ”
“กินเนื้อได้เหรอ” ได้ยินคำสุดท้ายในหมู่อาหาร เขาก็ซาบซึ้งใจสุดแสน “เนื้ออะไรก็ได้หมดเลยเหรอ”
“ไม่ใช่ของทอดก็โอเคแล้ว!” เธอทิ้งท้ายด้วยประโยคนี้แล้วก็หมุนตัวออกจากตู้โดยสารไปอย่างเร่งรีบ
เวินติ้งฟางตกใจ หันกลับไปถึงได้พบว่าสองคนนั้นที่อยู่ในตู้โดยสารข้างๆ ออกไปแล้ว เขาเองก็รีบเดินออกตามหลังเธอไปติดๆ
หลังออกมาจากตู้โดยสารอาหลิงไม่ได้เข้าใกล้สองคนนั้น เพียงแค่ยืนอยู่หลังบันได รอหลังจากผู้ชายคนนั้นตามผู้หญิงคนนั้นขึ้นไปข้างบน ถึงได้ตามไปอยู่ห่างๆ
ตามไปตามมา เวินติ้งฟางค่อยๆ พบว่าเรื่องราวยิ่งแปลกประหลาดมากขึ้นเรื่อยๆ
เพิ่งขึ้นมาถึงชานชาลาผู้หญิงคนนั้นเกือบจะหกล้ม ชายหนุ่มประคองเธอ เธอเขียนกระดาษแผ่นหนึ่งให้ชายหนุ่ม จากนั้นก็ชิงเดินไปก่อน ชายหนุ่มยืนอยู่ตรงที่เดิมพักหนึ่งถึงตามขึ้นไปชั้นบน ผู้หญิงคนนั้นดูท่าทางไม่รู้จักผู้ชายคนนั้น แต่เมื่อเวินติ้งฟางกับอาหลิงออกจากสถานีรถไฟฟ้าพร้อมกันแล้วเดินตามผู้ชายคนนั้นไปสองสายถนน ถึงได้พบว่าเจ้าหมอนั่นเดินตามผู้หญิงคนนั้นอยู่ข้างหน้าก่อนแล้ว