หลี่เจาเกอถอนใจเสียงเบาอย่างยิ่งก่อนเอ่ย “ช่างเถิด ในเมื่อเขาอารมณ์ไม่ดี พิธีแต่งตั้งตำแหน่งให้เขาก็ชะลอไปอีกหน่อยแล้วกัน นางข้าหลวงจงถ่ายทอดคำสั่ง เริ่มพิธีครองราชย์ได้ทันที”
นางข้าหลวงขานรับด้วยสีหน้าสำรวมก่อนเดินมุ่งสู่เบื้องนอก ทว่าเดินไปไม่ถึงสองก้าวกลับถูกความเคลื่อนไหวจากด้านนอกสกัดไว้ นั่นคือเหล่าขันทีที่เฝ้าประตูที่ถูกโยนเข้าประตูตำหนักมาราวกระสอบป่าน ขันทีผู้เป็นหัวหน้าตะกายลุกขึ้น หมายจะขอขมาต่อหลี่เจาเกอ “ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมีความผิด…”
หลี่เจาเกอยกมือเอ่ยเรียบๆ “พอแล้ว เรารู้แล้ว พวกเจ้าถอยไปได้”
หลี่เจาเกอรู้ว่าตนเองล่วงเกินผู้คนไว้มาก จึงสั่งสมสมัครพรรคพวก รวบรวมผู้มีความสามารถพิเศษ วางเวรยามหลายชั้นไว้นอกตำหนักบรรทม แต่นางก็รู้เช่นกันว่าเวรยามเหล่านี้เพียงมีวิชาหมัดมวยอันตื้นเขิน จะขัดขวางคุณชายเผยผู้เคยลือนามทั่วอดีตเมืองหลวงฉางอันว่าเพียบพร้อมทั้งบุ๋นบู๊ได้อย่างไรกัน
บ่าวรับใช้ในตำหนักต่างรู้ว่าฮ่องเต้หญิงองค์ใหม่กับพระสวามีขัดแย้งกันหลายเรื่อง พวกเขาไม่กล้ารั้งอยู่ต่อจึงเผ่นแน่บในพริบตาราวใต้ฝ่าเท้าชโลมด้วยน้ำมัน หลังบ่าวรับใช้ที่คล้ายเมฆหลากสีสลายตัวไป ในตำหนักต้าเยี่ยก็ดูโล่งกว้างว่างโหวง ชวนให้รู้สึกเงียบงันอ้างว้างและกดดัน
นอกประตูตำหนักอันสว่างไสว เงาร่างสีครามสายหนึ่งก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามายืนอยู่กลางตำหนัก แล้วเงยหน้ามองมาทางหลี่เจาเกออย่างเย็นชา
หลี่เจาเกอสวมพระมาลาประดับระย้าลูกปัดมุกดูยิ่งใหญ่ สบตากับเผยจี้อันจากระยะไกล นางอยู่ในเครื่องแต่งกายเต็มยศ ต่างกับเผยจี้อันที่ยังสวมชุดสีครามซึ่งเขาใส่บ่อยที่สุด ทั่วกายทั้งบนล่างมีเพียงปิ่นหยกหนึ่งอันกับกระบี่ยาวหนึ่งเล่ม
เฉกเช่นยามแรกพบกันในปีนั้น จวบจนบัดนี้หลี่เจาเกอยังจดจำตอนที่นางพบเจอเผยจี้อันครั้งแรกได้ เขาแต่งกายเช่นเดียวกันนี้ วิญญูชนในอาภรณ์สีครามดั่งลมเย็นไล้จันทร์ผ่อง เสมือนเซียนใต้จันทรา คว้ากุมใจนางเป็นเชลยได้ในพริบตาเดียว
นับแต่แรกมองปราดนั้นนางก็คิดหมายจะได้เขามาโดยไม่เลือกวิธีการ ทว่านางปรากฏตัวสายเกินไป เขาได้หมั้นหมายกับหลี่ฉังเล่อน้องสาวนางไปก่อนแล้ว หลี่ฉังเล่อเป็นบุตรคนเล็กสุดของเสด็จแม่ เป็นองค์หญิงที่ถูกตามใจที่สุดในวัง แต่เล็กจนโตเสพสุขกับอาภรณ์หรูหรา อาหารล้ำค่า คำสรรเสริญ และเกียรติยศ เป็นไข่มุกสกาวที่คนทั้งหมดประคองอยู่ใจกลางฝ่ามือ รวมถึงเป็นแสงจันทร์ขาว* ที่เผยจี้อันเฝ้าพิทักษ์มาสิบปี หากเผยจี้อันกับหลี่ฉังเล่อแต่งงานกันก็เรียกได้ว่าบุรุษเก่งคู่สตรีงาม เป็นกิ่งทองใบหยกที่ทุกคนยินดีจะเห็นลงเอยกัน
มีเพียงหลี่เจาเกอที่ยอมรับไม่ได้ ด้วยหมายจะขอร้องเสด็จแม่ให้พระราชทานสมรสแก่นางกับเผยจี้อัน นางถึงกับไม่เสียดายที่จะละทิ้งศักดิ์ศรีกับมโนสำนึก ก้าวจากความสว่างไปสู่ความมืด ทำงานจำนวนหนึ่งซึ่งไม่อาจเผยในที่แจ้งแทนเสด็จแม่…มีคนคัดค้านไทเฮาสำเร็จราชการ มีคนคัดค้านสตรีกุมอำนาจบริหาร มีคนคัดค้านเสด็จแม่ขึ้นเป็นฮ่องเต้ เหล่านี้เสด็จแม่ไม่สะดวกจะออกหน้าจึงให้หลี่เจาเกอกุข้อหาไปสังหารผู้คัดค้านเสียให้สิ้น
หลี่เจาเกอพึ่งพาผลงานชุ่มโชกโลหิตเหล่านี้แลกพระราชโองการพระราชทานสมรสหนึ่งฉบับ แต่เล็กนางระหกระเหินอยู่นอกวัง กินไม่อิ่ม สวมไม่อุ่น เคยชินการยังชีพด้วยการแก่งแย่ง นางชมชอบบุรุษผู้หนึ่ง ทว่านางไม่รู้จะบอกเขาเช่นไร ทั้งไม่รู้ด้วยว่าจะทำอย่างไรให้เขาชมชอบนางได้ ถ้าเช่นนั้นก็ช่วงชิงเขามา จากนั้นก็ทำดีกับเขาให้มากๆ แล้วกัน หลี่เจาเกอนึกว่ากาลเวลาจะพิสูจน์ใจคน ขอเพียงนางมอบความจริงใจ เผยจี้อันจะต้องเปลี่ยนใจแน่นอน
ทว่า…ไม่เลย กระทั่งในวันพิธีที่นางจะครองราชย์และจะแต่งตั้งตำแหน่งพระสวามีฮ่องเต้ให้แก่เขา…ราชบุตรเขยที่นางรักที่สุดและกำลังจะขึ้นรับตำแหน่งอันสูงศักดิ์เป็นพระสวามีฮ่องเต้แต่ผู้เดียวกลับสวมชุดที่เรียบเสียจนให้อารมณ์วังเวง ซ้ำยังทำร้ายเวรยามตลอดรายทางเพื่อจะมาประจันหน้ากับนางถึงตำหนักบรรทม
หลี่เจาเกอคลี่ยิ้มให้เผยจี้อันก่อนถาม “สวามีข้า ท่านมาด้วยเรื่องใดหรือ”
“อย่าเรียกข้าว่าสวามี” เผยจี้อันมองนางอย่างเย็นเยียบ ริมฝีปากบางแย้มเพียงนิด ทุกคำที่ลอดออกมาล้วนคมกริบดุจมีด “คำเรียกนี้ทำให้ข้ารู้สึกสะอิดสะเอียน”
“ได้” หลี่เจาเกอผ่อนปรนต่อเขาอย่างอารมณ์เย็น บอกเขาว่า “ในเมื่อท่านไม่ชอบ ข้าก็จะให้ทุกคนเรียกท่านว่าราชบุตรเขยตามเดิม”
สีหน้าของเผยจี้อันยังคงเย็นยะเยือก เขาไม่อยากเกี่ยวพันใดๆ กับหลี่เจาเกอทั้งสิ้น ทว่าความเกี่ยวพันในฐานะคู่สมรสระหว่างเขากับหลี่เจาเกอเขียนชัดอยู่บนพระราชโองการ เขานึกถึงจุดประสงค์ที่มาที่นี่จึงถามเนิบช้า แววตาเย็นเยือก “หลี่เจาเกอ นี่จะเป็นหนสุดท้ายที่ข้าเป็นฝ่ายมาหาเจ้า คำพูดเหล่านี้ข้าจะไม่เอ่ยซ้ำรอบสอง ข้าถามเจ้า…จ้าวอ๋องใช่เจ้าฆ่าหรือไม่”