บทที่ 151-2 คนรู้จักเก่าแก่
แถบเจียงหนานก่อกบฏ ทัพใหญ่สามสิบหมื่นของราชสำนักเตรียมการเคลื่อนพล ครั้นถึงวันเดินทัพฮ่องเต้ก็นำขุนนางบุ๋นบู๊กับสตรีมีบรรดาศักดิ์ทั้งหลายมาส่งทัพใหญ่ถึงประตูเมืองหลวงด้วยตนเอง
จอมทัพอยู่ด้านหน้าลั่นคำปฏิญาณ สุ้มเสียงกังวานปานระฆัง พลังห้าวหาญเทียมฟ้า หลี่เจาเกอเป็นรองจอมทัพ ในโอกาสเช่นนี้ไม่ควรจะทำตัวเด่น จึงยืนเงียบอยู่ด้านข้าง วันนี้เจ้ากรมทั้งหก อู่หยวนเซี่ยว อู่หยวนชิ่ง หลี่ฉังเล่อ รวมถึงสองจางล้วนอยู่ที่นี่ แม้แต่หลี่ไหวที่หายหน้าไปนานก็เผยโฉมแล้ว หลี่เจาเกอแจ้งใจ ฮ่องเต้เจตนาพาหลี่ไหวออกมาเพื่อแสดงความชอบธรรม หลี่ไหวต่างหากคือรัชทายาทที่เกาจงฮ่องเต้แต่งตั้ง หลี่สวี่บุตรอนุผู้หนึ่งมีคุณสมบัติอันใดก่อการ
จางเยี่ยนจือยืนอยู่หลังฝูงชน ดูคล้ายมีบางอย่างอยากจะกล่าว ทว่าจอมทัพกำลังสนทนากับฮ่องเต้ จางเยี่ยนจือไม่กล้ายื่นหน้ายื่นตา อุตส่าห์รอกระทั่งคนคู่นี้โอภาปราศรัยจบ จอมทัพไปตรวจแถวทหารที่กำลังจะเคลื่อนตัว ทว่าหลี่เจาเกอที่รอจนหมดความอดทนแต่แรกก็หมุนตัวเดินไปทางม้าศึกของนางเช่นกัน จางเยี่ยนจือจึงไม่อาจมัวคำนึงว่ารอบข้างยังมีผู้อื่น รีบร้องเรียกนางเอาไว้
“องค์หญิงเซิ่งหยวน!”
หลี่เจาเกอหันมามองจางเยี่ยนจืออย่างแปลกใจ จริงอยู่รอบด้านผู้คนวุ่นกับหน้าที่ ดูคล้ายไม่มีใครสังเกตทางนี้ แต่ถึงอย่างไรสี่ทิศก็มีดวงตาอยู่มากมาย จางเยี่ยนจือร้องเรียกนางเช่นนี้บ้าบิ่นถึงขีดสุดจริงๆ จางเยี่ยนชางหรี่ตามองมาหาพี่ชายก่อนใคร แม้แต่หลี่ฉังเล่อกับพี่น้องสกุลอู่ทางนั้นก็ดูเหมือนจะหันมาทางนี้แล้ว จางเยี่ยนจือรู้ทั้งรู้ว่าตนเองกำลังรนหาเรื่องตาย กลับยังคงฝืนทำเก่ง เดินขึ้นหน้ามาชูจอกสุรา หมายจะคารวะหลี่เจาเกอหนึ่งจอก
“กระหม่อมจะสงบใจคอยชัยชนะขององค์หญิงเซิ่งหยวน”
กองทัพด้านหน้ารอนางอยู่ นางจึงผงกศีรษะเพียงนิดๆ ก็ตั้งท่าจะกลับเข้าแถวทหาร ทว่าจางเยี่ยนจือรีบฉวยจังหวะคารวะสุรา เดินขึ้นหน้ามาอีกก้าวแล้วพลันกดเสียงพูดให้เบาลง “อย่าได้เชื่อใคร”
หลี่เจาเกอคิ้วกระตุกวูบ มองไปทางอีกฝ่ายด้วยนัยที่ไม่ชัดเจน
จางเยี่ยนจือต้านทานแรงกดดันจากรอบทิศ สองตาจับจ้องหลี่เจาเกอแน่วนิ่ง ก้นบึ้งดวงตาราวมีไฟสลัวเต้นระริก “อย่าได้เชื่อใครทั้งสิ้น”
สีหน้าของเขาไม่ปกติ คล้ายไปรู้เรื่องอันใดมา ทว่ามีคนมองมาทางนี้มากขึ้นเรื่อยๆ นางจึงทำเสมือนเขาไม่ได้พูดอันใด หมุนตัวขึ้นขี่ม้าของนาง เปล่งเสียงคำว่า ‘ไป’ พร้อมกับกระตุ้นม้าออกเดินทางทันที
กองทัพเคลื่อนตัวไปไกลอย่างยิ่งใหญ่ แลประดุจกำแพงเหล็กทอดยาว ฝุ่นฟุ้งราวมีปราการทรายสายหนึ่งอยู่เบื้องหลัง จากนั้นเป็นเช่นเมฆดำลอยไกลออกไปทุกที กระทั่งบรรจบเป็นเส้นเดียวกันกับเส้นขอบฟ้า ไม่อาจจะมองเห็นได้อีก
ผู้คนหน้าประตูเมืองมองส่งทัพใหญ่จากไปไกลโดยไม่ส่งเสียง จวบจนฮ่องเต้ขยับตัว คนที่เหลือค่อยรู้สึกเหมือนตื่นจากห้วงฝัน พากันอารักขาฮ่องเต้กลับวัง จางเยี่ยนชางจึงฉวยจังหวะเดินไปถึงข้างกายพี่ชายแล้วชายตาถาม “เมื่อครู่ท่านพูดอะไรกับนาง”
จางเยี่ยนจือสั่นศีรษะ “ไม่มีอะไร แค่คำอำลาเท่านั้น”
อีกด้านหนึ่งในกองทัพ กู้หมิงเค่อเองก็กำลังถามเรื่องเดียวกัน “เมื่อครู่เขาพูดอะไรกับท่าน”
หลี่เจาเกอส่ายหน้าช้าๆ “คำพูดแปลกๆ บางอย่าง ไม่สำคัญอะไรหรอก ท่านวางใจได้”
กู้หมิงเค่อปรายตามองนางนิ่งๆ ปราดหนึ่งแล้วไม่ได้ซักถามต่อ เมื่อวานเขาส่งคนไปสอบถามความเคลื่อนไหวของสกุลเผยโดยเฉพาะ ที่ผิดคาดคือยังคงไม่มีข่าวการป่วยตายของคุณชายใหญ่สกุลเผยส่งมาจากเมืองอวิ๋นโจวเลย
เทพดาราจี้อันฟื้นฟูความทรงจำแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องสวมบทบาทอยู่ในแดนมนุษย์ต่อไป ทว่าคุณชายใหญ่สกุลเผยยังคงมีชีวิตอยู่ นั่นบ่งชัดว่าจี้อันยังไม่ได้กลับราชสำนักสวรรค์
กู้หมิงเค่อทางหนึ่งมองดูเกราะเหล็กที่ปรากฏเต็มสายตา อีกทางหนึ่งยิ้มเยาะตนเองอยู่ในใจ ไม่รู้ว่าพักนี้ตกชะตาอันใดอยู่ คล้ายพบเจอปรปักษ์ได้ง่ายยิ่ง
ก่อนหน้าคือจี้อัน ตอนนี้ยังมีคนผู้นั้นเพิ่มมาอีก นับๆ ดูตนก็ไม่ได้เจอคนผู้นั้นมานานเหลือเกินแล้วจริงๆ
ตลอดทางทัพใหญ่เร่งเคลื่อนพล ไม่ช้าก็ไปถึงมณฑลเจียงหนาน ทัพกบฏอาศัยความได้เปรียบทางพื้นที่ ยึดภูเขาตูเหลียงเป็นที่มั่นตั้งรับอย่างแน่นหนา ทัพราชสำนักจึงเริ่มจากปิดล้อมเชิงเขาแล้วบุกตีระลอกแรก
ทหารผสมของฝ่ายกบฏด้อยกว่าทหารประจำการของฝ่ายราชสำนักลิบลับ ทว่าตอนฝ่ายราชสำนักถือแต้มเหนือกว่าอยู่นั้น นักรบสวมหน้ากากองอาจสูงใหญ่กองหนึ่งพลันบุกลงเขามา ร่างกายของนักรบหนักยิ่ง เพียงย่ำเท้าลงพื้นก้อนหินก็สะเทือนจนกระเด้งกระดอน ทวนเหล็กในมือกวาดขวับเดียวก็โค่นล้มทหารราชสำนักได้จำนวนมาก ที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าคือกลุ่มนักรบสวมหน้ากากนี้ไม่กลัวเหนื่อยยาก เดินหน้าตะลุยราวไม่รู้จักอ่อนล้า ต่อให้ถูกดาบฟันใส่ก็ไม่ถอยหนี
ทหารทั่วไปมีหรือจะเทียบกับเครื่องกลสงครามเช่นนี้ได้ไหว ไม่ทันไรทัพราชสำนักก็พ่ายถอยกลับมา