X
    Categories: ชาตินี้ไม่ขอเป็นอนุ!ทดลองอ่านมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน ชาตินี้ไม่ขอเป็นอนุ! บทที่ 5

หน้าที่แล้ว1 of 9

บทที่ 5

ตอนที่เจี่ยนเหยียนเดินเข้าไปนั่ง นางวางดอกท้อในมือเอาไว้บนโต๊ะด้านข้าง เมื่อครู่รีบร้อนจะกลับจึงลืมนึกถึงเรื่องนี้ไปชั่วขณะ นางตั้งสติ ยื่นมือไปรับดอกท้อมาพร้อมเอ่ยขอบคุณเสียงเบา “ขอบคุณเจ้าค่ะ”

ในมือขวาของสวีจ้งเซวียนยังคงถือคัมภีร์จวงจื่อเล่มนั้น ส่วนมือซ้ายยื่นกิ่งดอกท้อนี้มาให้ ก่อนหน้านี้เจี่ยนเหยียนไม่เคยตั้งใจสังเกตเขา ยามนี้เมื่อยื่นมือไปรับดอกท้อในมือเขาใกล้ๆ ถึงได้เห็นว่าที่ข้อมือซ้ายของเขามีกำไลไม้กฤษณาเรียบๆ อยู่วงหนึ่ง สีดำขลับดุจเคลือบเงา เนื้อแข็งดุจหยก เมื่ออยู่ใกล้ก็จะได้กลิ่นหอมสดชื่นจางๆ

เจี่ยนเหยียนรีบก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว นางคารวะให้เขา ก่อนหันหลังกลับพาไป๋เวยเดินจากไปทันที

สวีจ้งเซวียนมองแผ่นหลังของนางที่กำลังเดินลงบันได ก้าวไปตามถนนหินกรวดไม่ช้าไม่เร็ว แสงแดดสีทองอ่อนส่องกระทบลงบนร่างนาง ทำให้ดูบาดตาอยู่เล็กน้อย

“ญาติผู้พี่” ตอนนั้นเองอู๋จิ้งเซวียนก็เดินมาหยุดข้างๆ เขา เมื่อเห็นเขาเอาแต่มองแผ่นหลังของเจี่ยนเหยียน ความเสียใจที่สะสมมาก่อนหน้านี้ก็แปรเปลี่ยนเป็นความหึงหวงทันที ทว่าก็ยังถามออกไปทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ “ท่านกำลังมองอะไรอยู่หรือ”

สวีจ้งเซวียนเก็บสายตากลับมา เขาหันหลังเดินกลับไปนั่งบนเก้าอี้แล้วถึงได้เอ่ยตอบ “ต้นไผ่ในเรือนของจิ่นเอ๋อร์โตสวยขึ้นเรื่อยๆ แล้ว”

ทันทีที่ได้ยินเขาพูดถึงต้นไผ่ อู๋จิ้งเซวียนก็นึกถึงประโยคที่เจี่ยนเหยียนเคยพูดไว้ นางจึงเอ่ยต่อทันที “แผ่นอักษรคู่ที่ญาติผู้พี่เขียนให้จิ่นเอ๋อร์ก็เขียนได้ดียิ่ง เข้ากับทัศนียภาพที่สุดแล้ว”

“พี่เซวียน” สวีเมี่ยวจิ่นถามนางขึ้นมาในตอนนี้เอง “ท่านบอกว่าแผ่นอักษรคู่ของพี่ใหญ่ข้าเขียนได้เข้ากับทัศนียภาพ เช่นนั้นท่านรู้หรือไม่ว่ากวีสองประโยคนี้ใครเป็นผู้แต่ง”

อู๋จิ้งเซวียนมองไปที่สวีจ้งเซวียนอย่างอ่อนโยน ความรักในแววตาแทบจะล้นทะลักออกมา “กวีที่ดีเช่นนี้ ย่อมเป็นญาติผู้พี่แต่งอยู่แล้ว”

สวีเมี่ยวจิ่นหัวเราะดูแคลนออกมาเบาๆ จากนั้นก็กลับไปก้มหน้าเล่นพู่สีแดงบนถุงพกในมือ ไม่คิดจะพูดอะไรอีก

ยามนั้นสวีจ้งเซวียนกลับวางคัมภีร์ลง ถามสวีเมี่ยวจิ่นว่า “เจ้าควรจะกินยาแล้วใช่หรือไม่”

พี่น้องใจสื่อถึงกัน สวีเมี่ยวจิ่นเอ่ยรับคำทันที “ใช่เจ้าค่ะ ถึงเวลาที่ข้าควรจะกินยาแล้ว ท่านหมอเคยกำชับข้าว่าหลังกินยาต้องพักผ่อน ห้ามเล่นสนุก พี่เซวียน ขอบคุณที่วันนี้ลำบากมาเยี่ยมข้า แต่ว่าท่านกลับไปก่อนเถอะ วันหน้าค่อยมาเยี่ยมข้าก็ไม่ต่างกัน”

ประโยคไล่แขกเอ่ยอย่างชัดเจนเพียงนี้แล้ว อู๋จิ้งเซวียนก็ไม่สะดวกจะนั่งต่ออีก ดังนั้นนางจึงลุกขึ้นยืนพลางเอ่ยกำชับคำพูดจำพวกให้สวีเมี่ยวจิ่นดูแลตนเองดีๆ พักผ่อนให้มากๆ เพียงแต่นางหลงคิดว่าสวีจ้งเซวียนก็จะกลับไปเหมือนกันจึงยืนรออยู่ที่เดิมสักพัก ตั้งใจจะกลับไปพร้อมเขา ทว่าหลังผ่านไปครู่ใหญ่ก็เห็นเขายังนั่งอยู่ตรงนั้นไม่ขยับ นางจึงถามเสียงค่อย “ญาติผู้พี่ ท่านไม่ไปหรือเจ้าคะ”

สวีจ้งเซวียนยังไม่ทันตอบ สวีเมี่ยวจิ่นก็ชิงตอบขึ้นมาก่อนแล้ว “ข้ายังมีคำพูดส่วนตัวบางอย่างจะคุยกับพี่ใหญ่ เชิญพี่เซวียนกลับไปก่อนเถอะเจ้าค่ะ”

อู๋จิ้งเซวียนทำอะไรไม่ได้ ได้แต่เอ่ยลาสวีจ้งเซวียน จากนั้นก็พาเสวี่ยหลิ่วหันหลังเดินจากไปอย่างเชื่องช้า

ทันทีที่แผ่นหลังของนางหายลับไปจากประตูเรือน สวีเมี่ยวจิ่นก็รีบเรียกสาวใช้ทันควัน “ซิ่งเอ๋อร์ รีบไปปิดประตูเรือนเร็วเข้า ไม่ว่าผู้ใดมาก็บอกไปว่าข้าพักผ่อนแล้ว ห้ามเปิดประตู!”

ซิ่งเอ๋อร์ขานรับแล้วออกไปปิดประตูเรือนทันที

สวีเมี่ยวจิ่นถึงได้หันหน้าไปเอ่ยอย่างโมโห “ข้าไม่ชอบพี่เซวียน!”

“เพราะเหตุใด” สวีจ้งเซวียนหยิบคัมภีร์จวงจื่อขึ้นมาอ่านอีกครั้ง

“ทุกครั้งที่พี่เซวียนมาหาข้าที่นี่ก็จะทำตัวเหมือนนางเป็นเจ้าของเรือนหนิงชุ่ย ใช้งานสาวใช้ข้าจนหัวหมุน อีกอย่างนางเองก็น่าตลกมาก มีหลายเรื่องที่ไม่เข้าใจแต่ก็ยังแสร้งทำเป็นเข้าใจ อย่างเมื่อครู่นี้ที่นางพูดว่าสองประโยคนั้นเข้ากับทัศนียภาพ เดิมเป็นคำที่พี่เหยียนพูดไว้ นางก็เอามาพูดแทน ทว่ากลับไม่รู้ว่ากวีสองประโยคนั้นใครเป็นผู้แต่ง บอกว่าเป็นท่านแต่งเสียได้ เรื่องนี้ก็ช่างไปเถอะ เดิมทีท่านย่าก็พูดว่าสตรีไร้ความสามารถจึงจะเหมาะสม ไม่ให้พวกเรารู้อักษรอ่านตำรา หากไม่ใช่เพราะพี่ใหญ่ ข้ากับพี่หญิงสามอาจจะเป็นคนโง่โดยไม่รู้ตัวเหมือนกัน ที่น่าตลกคือเพื่อที่จะเอาใจท่าน พี่เซวียนเลยไปเรียนรู้อักษร ไปเรียนการเขียนพู่กัน ไม่เข้าใจก็แล้วไป แต่ยังต้องแสร้งทำเป็นเข้าใจอีก บอกว่าแผ่นอักษรคู่ที่ท่านเขียนเป็นสิงข่าย นั่นเป็นสิงเฉ่าต่างหากเล่า”

ครั้นได้ยินสวีเมี่ยวจิ่นเอ่ยด้วยความโมโหออกมาเป็นชุดไม่หยุด สวีจ้งเซวียนกลับหัวเราะออกมา

เขาเหลือบสายตาขึ้นมองนาง เห็นบนใบหน้าดวงเล็กเต็มไปด้วยความโมโหจึงยิ้มเอ่ย “ข้าไม่เห็นเคยรู้มาก่อนว่าเจ้าปากร้ายเพียงนี้ แต่หากเจ้าไม่ชอบให้นางสั่งการสาวใช้ของเจ้าที่นี่ ครั้งหน้าแค่พูดออกไปตรงๆ ก็พอ ต่อหน้าแอบโกรธเงียบๆ ลับหลังกลับมาตัดพ้อ มีประโยชน์อันใด”

สวีเมี่ยวจิ่นยิ่งโมโหจนขยี้เท้า “ท่านคิดว่าข้าไม่อยากทำหรือ ข้าอยากทำเช่นนั้นนัก แต่ถ้าให้ท่านย่ารู้ว่าข้าล่วงเกินนาง ไม่แน่ว่าอาจจะสั่งสอนอะไรข้าก็ได้!”

สวีจ้งเซวียนจึงปิดคัมภีร์ลง เขาลุกขึ้นเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้กลมข้างนาง ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “เจ้าวางใจได้ มีข้าอยู่ เจ้าไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวผู้ใดทั้งนั้น กับท่านย่าเป็นเช่นนี้ กับมารดาก็เช่นกัน เจ้าเองก็ไม่จำเป็นต้องอดกลั้นตนเอง แสดงท่าทางอยู่ในกรอบประเพณีอันดีงามออกมา เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของเจ้าอย่างตรงไปตรงมาก็พอ เหมือนหนิงเอ๋อร์อย่างไรเล่า ใช้ชีวิตอย่างอิสระหน่อย ข้าในฐานะพี่ใหญ่เจ้าย่อมคอยปกป้องเจ้าอยู่ข้างหลังตลอดไป”

หลังจากเขาพูดประโยคนี้จบ ไม่รู้เหตุใดกลับนึกถึงเจี่ยนเหยียนขึ้นมากะทันหัน สาเหตุที่นางแสดงท่าทีเป็นสตรีอยู่ในกรอบประเพณีอันดีงามออกมา เป็นเพราะว่าในใจระแวดระวังผู้ใด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องทำเช่นนี้ใช่หรือไม่

สวีเมี่ยวจิ่นตื้นตันใจอย่างมาก นางเอ่ยเสียงเบา “พี่ใหญ่ ท่านดีต่อข้านัก”

“ข้ามีน้องสาวแท้ๆ อย่างเจ้าแค่คนเดียว ไม่ดีต่อเจ้าแล้วจะให้ดีกับใคร” สวีจ้งเซวียนยิ้มน้อยๆ ก่อนจะเหลือบไปเห็นถุงพกในมือนาง เขาเห็นว่ามันเป็นลายกระต่ายตัวหนึ่ง ทว่าก็ดูไม่ค่อยคล้ายเท่าไรนัก ตัวอ้วนๆ ชวนให้คนเอ็นดู เขาจึงอดเอ่ยปากถามไม่ได้ “เจ้าเอาถุงพกใบนี้มาจากที่ใดกัน”

ทันทีที่สวีเมี่ยวจิ่นได้ยินก็รีบยกถุงพกในมือไปตรงหน้าเขาประหนึ่งมอบสมบัติ “ลายบนถุงพกใบนี้น่ารักมากใช่หรือไม่ ข้าตั้งใจไปขอมาจากพี่เหยียนเอง ก่อนหน้านี้พี่หญิงสามเคยได้ถุงพกจากพี่เหยียน นางเอามาอวดต่อหน้าข้าไม่หยุด ข้าโมโหก็เลยไปแอบสืบรู้มาว่าวันนี้พี่เหยียนจะออกมาข้างนอก ข้าจึงพาชิงจู๋ไปนั่งดักเจอนางกลางทางแล้วเอ่ยปากขอถุงพกใบนี้กับนาง บนถุงพกใบนั้นของพี่หญิงสามปักลายแมว ทว่าก็ไม่ใช่แมวธรรมดา เรียกว่าแมวกวักอะไรสักอย่าง ส่วนของข้าเป็นกระต่าย จากที่พี่เหยียนบอกมันเรียกว่ากระต่ายเจี้ยน ข้าชอบทันทีที่เห็น แทบจะอยากไปหากระต่ายหน้าตาเช่นนี้มาเลี้ยงให้ได้”

กระต่ายเจี้ยน? สวีจ้งเซวียนคิดในใจว่านี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินว่ามีกระต่ายเช่นนี้ ทว่าแม้กระต่ายตัวนี้จะมีใบหน้าโง่งม แต่ก็มักให้ความรู้สึกว่าเวลาต่อมามันจะลืมตาขึ้น ไม่รู้ว่าจะแสดงสีหน้าแบบใด เอ่ยคำพูดเช่นไรออกมา ช่างเหมาะสมกับ ‘เจี้ยน’ ที่มีความหมายว่า ‘กะล่อน’ อยู่มากจริงๆ

 

หลังเจี่ยนเหยียนออกมาจากประตูเรือนหนิงชุ่ย ก็ถือดอกท้อในมือพลางครุ่นคิดว่าควรจะจัดการกับมันอย่างไรดี โยนทิ้งไว้ข้างทางหรือโยนลงน้ำ? แต่เมื่อเห็นว่าดอกท้อในมืองามสะพรั่ง นางก็รู้สึกว่าการทำเช่นนี้ออกจะดิบเถื่อนเกินไป

สุดท้ายนางจึงหาพื้นที่ชุ่มริมสระน้ำบริเวณใต้ต้นท้อต้นหนึ่ง นั่งยองๆ ขุดหลุมแล้วปักดอกท้อในมือลงไป

หลังล้างมือในสระน้ำให้สะอาดเรียบร้อย นางก็หยิบผ้าเช็ดมือสีเขียวอ่อนผืนหนึ่งในชายเสื้อออกมาเช็ดมือ โดยตรงมุมผ้าปักลายช่อดอกกล้วยไม้เอาไว้ เสร็จจากนั้นจึงลุกขึ้นยืนเดินกลับไปทางเรือนเหอเซียง

ไป๋เวยถามออกไปอย่างงุนงง “คุณหนู เหตุใดท่านจึงไม่เอาดอกท้อกิ่งนี้กลับไปปักแจกันเล่าเจ้าคะ”

เจี่ยนเหยียนคิดในใจว่า…เพราะดอกท้อกิ่งนี้ผ่านมือสวีจ้งเซวียนมาแล้วอย่างไร ข้าไม่อยากจะเกี่ยวพันอันใดกับเขาทั้งนั้น ทว่าก็ไม่สะดวกจะพูดประโยคนี้กับไป๋เวยตรงๆ ดังนั้นนางจึงยกข้ออ้างขึ้นมาส่งๆ แทน “ไม่ว่าอย่างไรพวกเราก็เป็นแขก หากจู่ๆ พบคนสกุลสวีเข้าระหว่างทาง เห็นว่าในมือข้าถือดอกท้อไว้ จะหลงคิดว่าข้าเป็นคนเด็ดได้ แม้ดอกท้อจะเป็นของเล็กน้อย แต่ก็ถือเป็นเรื่องใหญ่ ไม่แน่ว่าอาจทำให้ผู้อื่นคิดว่าไฉนพวกเราจึงทำตัวประหนึ่งเป็นเจ้าของที่นี่ก็ได้ ดังนั้นมิสู้หาสักที่ปักมันไว้ ดีไม่ดีมันอาจจะงอกรากแตกหน่อโตมาเป็นต้นท้อก็ได้”

ไป๋เวยผงกศีรษะ รู้สึกว่าเจี่ยนเหยียนพูดได้มีเหตุผล

ทั้งสองคนเดินกลับไปที่เรือนเหอเซียง เพิ่งจะเดินอยู่ตรงระเบียงก็มองเห็นซื่อเยวี่ยกำลังเกาะประตูเรือนพร้อมชะโงกหน้าออกมามองข้างนอก

ทันทีที่ได้เห็นเจี่ยนเหยียนกับไป๋เวย นางก็รีบเดินเข้ามาหาทันที บนใบหน้าประดับสีหน้าร้อนใจขณะกดเสียงต่ำเอ่ย “คุณหนู เมื่อครู่นี้ฮูหยินส่งเจินจูมาบอกให้ท่านไปพบสองรอบแล้วเจ้าค่ะ”

ไป๋เวยหัวใจหนักอึ้งในฉับพลัน อดรู้สึกเคร่งเครียดขึ้นมาไม่ได้ นางรีบถามกลับ “เจ้ารู้หรือไม่ว่าฮูหยินรีบร้อนเรียกหาคุณหนูด้วยเรื่องอะไร”

ซื่อเยวี่ยส่ายหน้า “ข้าก็ไม่ทราบ ข้าหลอกถามจากเจินจูแล้ว แต่นางก็ไม่รู้เช่นกัน”

เมื่อเจี่ยนเหยียนเห็นพวกนางมีสภาพเหมือนเตรียมรับศึกหนักเช่นนี้ก็ยิ้มเอ่ยปลอบ “จะมีเรื่องใหญ่อันใดได้ น่าจะแค่เรียกข้าไปคุยด้วยเท่านั้นกระมัง ดูพวกเจ้าเครียดกันอย่างกับอะไรดี” พร้อมกันนั้นก็บอกให้ทั้งสองคนตามนางกลับไปที่ห้อง

ซื่อเยวี่ยยังคงเอ่ยอย่างร้อนใจ “คุณหนู ฮูหยินส่งเจินจูมาเร่งถึงสองรอบ ท่านรีบไปเถอะเจ้าค่ะ ยังจะกลับห้องไปเพื่ออันใดอีก”

“ท่านแม่ไม่ชอบให้ข้าแต่งตัวจืดชืด ข้ากลับห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนค่อยไปพบนางก็ได้ หากมีเรื่องอะไรจริงๆ ก็คงไม่ได้รีบร้อนเพียงนั้น”

ไป๋เวยกับซื่อเยวี่ยได้ยินแล้วก็ได้แต่ตามเจี่ยนเหยียนกลับไปที่ห้องก่อน

ตอนที่เจี่ยนเหยียนเปลี่ยนชุด เมื่อนางล้วงหาในชายแขนเสื้อกลับไม่พบผ้าเช็ดหน้าที่พกติดตัวออกไปด้วยวันนี้ นางครุ่นคิดแล้วคาดว่าน่าจะหล่นไปตอนอยู่ข้างสระน้ำก่อนหน้านี้ หลังล้างมือเสร็จนางหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดมือ ตอนที่ยัดกลับเข้าไปในชายแขนเสื้อคงไม่ได้ยัดเข้าไปลึกพอ ดังนั้นนางจึงสั่งให้ซื่อเยวี่ยไปตามหาแถวนั้นดู ส่วนตนเองไปหาเจี่ยนฮูหยินพร้อมกับไป๋เวย

ยามนี้เจี่ยนฮูหยินกำลังนอนตะแคงพูดคุยกับเสิ่นมามาอยู่บนตั่งหลัวฮั่นในห้องหลัก หลังได้ยินสาวใช้ข้างนอกเอ่ยว่าคุณหนูมาแล้ว เจี่ยนฮูหยินก็รีบลุกขึ้นนั่งตัวตรงทันที

เมื่อสาวใช้ยื่นมือไปเลิกม่านขึ้นเรียบร้อย เจี่ยนเหยียนกับไป๋เวยก็เดินตามกันเข้ามา

“ท่านแม่” เจี่ยนเหยียนเดินเข้าไปหาเจี่ยนฮูหยิน ก่อนหยุดยืนห่างจากนางไปสามก้าวแล้วย่อกายคารวะพร้อมเอ่ยเรียกเสียงเบา

ส่วนไป๋เวยยืนห่างไปด้านหลังเจี่ยนเหยียนหนึ่งก้าว แล้วก็ย่อกายคารวะเจี่ยนฮูหยินเช่นกัน

“เมื่อครู่เจ้าไปที่ใดมา” เจี่ยนฮูหยินกลับมีสีหน้าบึ้งตึง เอ่ยถามอย่างไม่พอใจ “เจินจูไปหาเจ้ามาสองรอบ เจ้าล้วนไม่อยู่”

รอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าเจี่ยนเหยียนไม่ได้ลดทอนลงขณะตอบกลับเสียงนอบน้อม “เมื่อครู่นี้ลูกได้ยินสาวใช้บอกว่าดอกท้อข้างนอกกำลังบานสวย จึงพาไป๋เวยไปชมดอกท้อที่ริมสระน้ำอยู่พักหนึ่ง ทว่ากลับพบพวกคุณหนูใหญ่ คุณหนูสี่ กับคุณหนูอู๋เข้า ทุกคนจึงสนทนาเรื่อยเปื่อยกัน ลูกไม่ทราบว่าท่านแม่จะส่งพี่เจินจูมาหาลูก ไม่อย่างนั้นลูกก็จะรีบกลับมาแล้ว”

“คุณหนูสี่?” เจี่ยนฮูหยินอึ้งไป นางย้อนคิดถึงความสัมพันธ์ของบ้านต่างๆ ในสกุลสวีเล็กน้อยก่อนเอ่ยถามต่อ “น้องสาวแท้ๆ ของคุณชายใหญ่ผู้นั้น?”

เจี่ยนเหยียนคิดในใจว่าความทรงจำในเรื่องพวกนี้ของเจี่ยนฮูหยินนี่ช่างน่าอัศจรรย์ใจจริงๆ แต่เปลือกนอกยังคงตอบอย่างนอบน้อม “เจ้าค่ะ”

เจี่ยนฮูหยินไม่ได้พูดอะไร แค่ช้อนสายตามองเจี่ยนเหยียน เมื่อเห็นอีกฝ่ายสวมเสื้อแพรสีใบบัวปักลายดอกยวนเหว่ย* กระโปรงจีบรอบสีแดงสดใส บนศีรษะประดับปิ่นหงส์ครึ่งซีก ปิ่นหยกเขียวห้อยพู่ และติดดอกไม้ผ้าแพรสีชมพูอ่อนน่ารักก็อดผงกศีรษะไม่ได้ ชุดกระโปรงกับเครื่องประดับบนตัวเจี่ยนเหยียนเหล่านี้ล้วนเป็นของที่เมื่อไม่กี่วันก่อนนางกับเสิ่นมามาเดินทางไปเมืองหลวงเพื่อเลือกซื้อมาให้อีกฝ่ายโดยเฉพาะ

เจี่ยนฮูหยินเอ่ยบอกให้เจี่ยนเหยียนนั่งลง ด้านข้างมีสาวใช้ผู้หนึ่งยกถาดวาดลายดอกไห่ถังที่บนนั้นมีชาถ้วยหนึ่งอยู่มาวางบนโต๊ะไม้ฮวาหลีข้างมือนาง

เจี่ยนเหยียนนั่งลงบนเก้าอี้เหมยกุยตัวแรกทางซ้ายมือ ไม่ได้ดื่มชา ทว่าเอ่ยถามขึ้นว่า “เมื่อไม่กี่วันก่อนท่านแม่ไปเมืองหลวงมา ได้ไปเยี่ยมพี่ชายหรือไม่ ไม่ทราบว่าตอนนี้พี่ชายเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”

หลังครอบครัวของเจี่ยนฮูหยินมาถึงจวนสกุลสวี นางก็จ่ายเงินซื้อฐานะลูกศิษย์สำนักศึกษาให้เจี่ยนชิง แล้วส่งไปเขาไปเรียนที่สำนักศึกษาทันที แต่ว่าสำนักศึกษากลับอยู่ในเมืองหลวง ไม่สะดวกอย่างมากต่อการเข้าเรียนเลิกเรียน ท้ายที่สุดจึงได้แต่ทำตามสวีจ้งเซวียน ซื้อเรือนเล็กๆ ให้เจี่ยนชิงพักอยู่ที่เมืองหลวง ทั้งยังส่งบ่าวรับใช้ไปเป็นสหายร่วมเรียนและคอยปรนนิบัติที่นั่น รอมีเวลาว่างค่อยกลับทงโจวมาเยี่ยมเจี่ยนฮูหยินกับเจี่ยนเหยียนที่จวนสกุลสวี และเมื่อไม่กี่วันก่อนตอนที่เจี่ยนฮูหยินกับเสิ่นมามาไปซื้อเสื้อผ้าเครื่องประดับให้เจี่ยนเหยียนที่เมืองหลวง ย่อมต้องแวะไปเยี่ยมเจี่ยนชิงมาด้วย ดังนั้นเจี่ยนเหยียนจึงถามเช่นนี้

เจี่ยนฮูหยินตอบว่า “ดูผอมลงกว่าเดิมอยู่บ้าง ข้าก็ถามแล้ว เห็นว่าการเรียนของทางนี้หนักกว่าที่บ้านเราทางนั้น”

เจี่ยนเหยียนจึงเอ่ยปลอบนางไปรอบหนึ่งเป็นคำพูดว่า “เรียนหนักก็นับเป็นเรื่องดี เช่นนี้พี่ชายจะได้ก้าวหน้ามากขึ้นกว่าเดิม รอปีนี้สอบเซียงซื่อผ่าน ความลำบากเหล่านี้ก็ไม่เสียเปล่าแล้วเจ้าค่ะ”

คำพูดเหล่านี้ของเจี่ยนเหยียนทำให้เจี่ยนฮูหยินผงกศีรษะติดๆ กัน กระทั่งสีหน้ายังดีขึ้นมาบ้าง หากมองแค่ภายนอกก็ยังดูเหมือนแม่ลูกคู่หนึ่งนั่งสนทนาสัพเพเหระกันจริงๆ

เจี่ยนเหยียนย่อมรู้ว่าที่เจี่ยนฮูหยินเรียกนางมาต้องไม่ใช่เพื่อเพิ่มความสัมพันธ์ฉันแม่ลูกแน่ จะต้องมีเรื่องอื่นที่อยากจะพูดอีก และไม่ผิดจากที่คาด หลังนางดื่มชาปี้หลัวชุนในถ้วยไปได้พอสมควร เจี่ยนฮูหยินก็ค่อยๆ ชักนำหัวข้อสนทนาไปยังเรื่องที่ตนอยากจะพูดในวันนี้

“มาอยู่ที่สกุลสวีได้สักพักหนึ่งแล้ว เจ้ากับบรรดาพี่น้องในสกุลสวีเหล่านั้นคบหากันเป็นอย่างไรบ้าง”

เจี่ยนเหยียนคิดในใจว่าวันนี้เจี่ยนฮูหยินพูดกับนางดีๆ อย่างหาได้ยากจริงๆ เรื่องนี้ย่อมมีสาเหตุจากที่เมื่อครู่นี้นางยกเรื่องเจี่ยนชิงขึ้นมา พูดคำพูดที่อีกฝ่ายชอบฟังเหล่านั้น แต่เบื้องหลังจะต้องมีเรื่องอื่นอย่างแน่นอน และตอนนี้ยังพูดไปถึงพี่น้องในสกุลสวี เกรงว่าเจี่ยนฮูหยินจะไม่สนใจพวกพี่น้องสตรีในสกุลสวี ที่สนใจคงมีแต่พี่น้องบุรุษของสกุลสวีมากกว่า ซ้ำยังมีแค่ ‘คนผู้นั้น’ เท่านั้น มิฉะนั้นเมื่อครู่นี้คงไม่มีทางโพล่งถามว่าสวีเมี่ยวจิ่นใช่น้องสาวแท้ๆ ของสวีจ้งเซวียนหรือไม่

เจี่ยนเหยียนรู้สึกจิตใจหนักอึ้งขึ้นทันใด แต่ภายนอกกลับไม่ได้แสดงออกมาสักนิด เพียงตอบอย่างนอบน้อมตามเดิม “ลูกเคยเจอคุณหนูสกุลสวีครบทุกคนแล้ว ปกติก็คบหากันได้ไม่เลวเจ้าค่ะ ส่วนบรรดาคุณชายของสกุลสวี พวกเขาล้วนพักอยู่ที่เรือนหน้า ลูกเองก็อยู่ที่เรือนใน ปกติจึงไม่ค่อยได้พบกันเจ้าค่ะ”

ไม่ค่อยได้พบกันเช่นนี้ไม่ได้ เจี่ยนฮูหยินคิดในใจ ต่อให้เจี่ยนเหยียนจะหน้าตางดงามกว่านี้ หากไม่ค่อยได้เจอกับสวีจ้งเซวียนก็เกรงว่าจะไม่มีความคืบหน้า แต่จะให้เจี่ยนเหยียนไปวนเวียนแถวเรือนหน้าทุกวันก็ไม่ดี คนในสกุลสวีมีผู้ใดเป็นคนโง่บ้าง ถึงเวลานั้นหากให้ผู้อื่นโดยเฉพาะฉินซื่อจับเจตนาของนางได้ เกรงว่าแม้แต่จะอยู่เป็นแขกที่นี่พวกนางก็คงทำไม่ได้แล้ว มิหนำซ้ำบุรุษพวกนี้ไม่ใช่ว่าชอบการหยอกเย้าครึ่งๆ กลางๆ ไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธกันทั้งนั้นหรอกหรือ ถ้าหากแสดงออกชัดเจนเกินไป เกรงว่าจะสร้างความรำคาญให้ได้

เจี่ยนฮูหยินครุ่นคิดแล้วเอ่ย “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ช่างแล้ว ข้ารู้สึกว่าคุณหนูสี่ผู้นั้นดูไม่เลว ซ้ำที่พักยังอยู่ใกล้กับเจ้า เวลาว่างๆ เจ้าก็ไปหาคุณหนูสี่บ่อยๆ ได้”

ในเมื่อหมายมั่นสวีจ้งเซวียนไว้ เจี่ยนฮูหยินย่อมสืบข่าวทั้งหมดที่สืบได้มาหมดแล้ว

นางรู้ว่าสวีจ้งเซวียนมีน้องสาวแท้ๆ แค่สวีเมี่ยวจิ่นคนเดียว ทั้งยังดีต่อน้องสาวผู้นี้มาก ทุกครั้งที่กลับมาช่วงวันหยุดจะต้องไปนั่งอยู่ที่เรือนของสวีเมี่ยวจิ่นทุกครั้ง ขอแค่เจี่ยนเหยียนสนิทกับสวีเมี่ยวจิ่นผู้นี้ ว่างๆ ไปเที่ยวหาอีกฝ่ายบ่อยๆ ยังต้องกลัวว่าจะไม่ได้เจอสวีจ้งเซวียนอีกหรือ

เจี่ยนฮูหยินดีดลูกคิดคำนวณในใจอย่างดี เพียงแต่เมื่อฟังเข้าหูเจี่ยนเหยียนกลับรู้สึกว่าเจี่ยนฮูหยินเห็นนางเป็นคนโง่เขลาจริงๆ ทว่าภายนอกกลับไม่สะดวกเผยท่าทีอะไรออกไป ยังคงขานรับอย่างนอบน้อมเท่านั้น “เจ้าค่ะ”

เจี่ยนฮูหยินจึงฝากฝังนางอีกบางเรื่อง เป็นคำพูดจำพวกวันหน้าไม่ให้นางแต่งตัวจืดชืดเกินไป เป็นเด็กสาววัยกำลังสดใส มิหนำซ้ำช่วงเวลาไว้ทุกข์ของบิดานางแม้จะยังไม่ครบตามเวลาแต่ก็ผ่านมาเกือบปีแล้ว ทั้งยังอยู่บ้านผู้อื่น แต่งตัวจืดชืดเกินไปผู้อื่นจะมองอย่างไร ดังนั้นแต่งกายให้ดูสดใสหน่อยจะดีกว่า

เจี่ยนเหยียนเอาแต่ทำเป็นฟังไม่เข้าใจ ยังคงขานรับอย่างนอบน้อมว่า “เจ้าค่ะ”

เจี่ยนฮูหยินยังกำชับเรื่องบางอย่างกับเจี่ยนเหยียนต่อ จากนั้นก็โบกมือให้นางกลับไป รอหลังเจี่ยนเหยียนเดินออกไปจากห้อง ร่างกายที่นั่งยืดหลังตรงของนางก็เอนไปด้านข้าง แขนเท้าอยู่บนหมอนหนุนสีเหลืองอมเขียวทอลายมังกรตัวเล็ก ขณะที่คิ้วขมวดมุ่นเข้าหากัน

เจินจูยกถาดที่วางชาถ้วยหนึ่งเดินเข้ามา เสิ่นมามาที่ยืนอยู่ด้านข้างมาโดยตลอดยื่นสองมือออกไปรับแล้ววางลงบนโต๊ะเบาๆ

“เสิ่นมามา” ทันใดนั้นก็ได้ยินเจี่ยนฮูหยินถอนหายใจถามขึ้นมากะทันหัน “เจ้าว่าเรื่องนี้ควรจะทำเช่นไรดี”

เสิ่นมามาแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง นางโน้มตัวลงเอ่ยถาม “ฮูหยินมีเรื่องลำบากใจอะไรหรือเจ้าคะ”

เสิ่นมามาเป็นคนสนิทของเจี่ยนฮูหยิน เรื่องของเจี่ยนเหยียน เจี่ยนฮูหยินย่อมเล่าให้นางฟังทุกอย่าง ดังนั้นเจี่ยนฮูหยินจึงบอกปัญหาในใจตนเองออกไปตรงๆ “เดิมทีคุณชายใหญ่สวีก็ไม่ค่อยอยู่บ้าน เหยียนเจี่ยเอ๋อร์ไม่ว่าอย่างไรก็เป็นเด็กสาวหน้าบาง เจ้าดูตอนที่เมื่อครู่นี้พูดถึงบรรดาคุณชายสกุลสวีสิ ศีรษะนางแทบจะก้มไปถึงพื้น เกรงว่านอกจากตอนกินอาหารเมื่อเดือนก่อนที่ทั้งสองคนเคยพบกัน หลังจากนั้นจะต้องไม่เคยพบกันอีกแน่นอน แต่สองคนนี้จะไม่พบกันได้อย่างไร ต่อให้เหยียนเจี่ยเอ๋อร์จะหน้าตาถูกใจคนกว่านี้แล้วอย่างไร ต้องให้คุณชายใหญ่รู้เรื่องนี้ก่อนจึงจะถูก ดังนั้นจะต้องหาหนทางทำให้ทั้งสองคนได้พบหน้ากันบ่อยๆ ถึงจะดี แต่ว่ามีเรื่องหนึ่งคือ…ห้ามให้ผู้อื่นรู้สึกว่าข้าจงใจทำ อย่างอื่นไม่พูดถึง แค่คนของบ้านใหญ่ผู้นั้น เจ้ายังจำคำที่นางพูดกับข้าเมื่อเดือนก่อนได้หรือไม่ ต่อหน้าคนมากมายเพียงนั้นไม่ใช่ว่าทำให้ข้าขายหน้าหรือ หากให้นางล่วงรู้ความคิดนี้ของข้า เกรงว่าจะโวยวายขึ้นมา ถึงเวลานั้นพวกเราก็อยู่ในสกุลสวีกันไม่ได้แล้ว”

“ฮูหยิน” เสิ่นมามาใคร่ครวญก่อนตัดสินใจเอ่ย “บ่าวจำได้ว่าห่างจากทงโจวไปไม่ไกลมีสวนดอกท้ออยู่แห่งหนึ่ง สมัยฮูหยินเป็นคุณหนูพวกเราเคยไปเที่ยวกันมาก่อน”

เจี่ยนฮูหยินระลึกถึงช้าๆ “ข้าจำได้ว่ามีที่เช่นนั้นอยู่จริงๆ ข้างในมีต้นท้อมากมาย เวลาที่พวกมันเบ่งบานดูงามสะพรั่งละลานตา ตอนที่ข้าเป็นคุณหนูเคยไปมาก่อน…” พูดมาถึงตรงนี้ดวงตาของนางก็เปล่งประกายกะทันหัน พร้อมกับเหยียดตัวขึ้นตรง

เสิ่นมามาเห็นเจี่ยนฮูหยินเป็นเช่นนี้ก็รู้ว่านางเข้าใจเจตนาตนเองแล้วจึงเอ่ยต่อ “ตอนนี้เป็นช่วงฤดูดอกท้อบานพอดีมิใช่หรือเจ้าคะ บ่าวคิดว่ามิสู้พวกเราส่งเทียบเชิญ บอกว่ามาอยู่ที่จวนสกุลสวีก็หนึ่งเดือนได้แล้ว รบกวนอยู่ไม่น้อย ฮูหยินรู้สึกขอบคุณในน้ำใจของพวกฮูหยินผู้เฒ่าจึงอยากอาศัยโอกาสฤดูใบไม้ผลิที่ดอกไม้บาน เชิญครอบครัวฮูหยินผู้เฒ่าไปเที่ยวที่สวนดอกท้อ ถึงเวลานั้นฮูหยินผู้เฒ่ามีความสุข ทุกคนในสกุลสวีก็มีแต่จะชื่นชมท่าน ฮูหยินได้หน้า ทั้งยังสามารถให้คุณหนูกับคุณชายใหญ่พบหน้ากันอย่างแนบเนียน เรื่องที่ยิงธนูดอกเดียวได้อินทรีสี่ตัวเหตุใดจึงไม่ทำเล่า”

“จริงด้วย!” เจี่ยนฮูหยินผงกศีรษะพร้อมยิ้มกว้าง “เสิ่นมามา ในเมื่อเป็นเช่นนี้เจ้าก็ส่งคนไปที่สวนดอกท้อแห่งนั้น ให้ไปจองสถานที่ที่กว้างขวางและมีทัศนียภาพงดงามหน่อย หากต้องจ่ายมากกว่าเดิมก็ไม่เป็นไร ส่วนวันเวลาก็กำหนดไว้เป็นวันที่คุณชายใหญ่หยุดครั้งหน้า ส่วนข้าก็จะไปส่งเทียบเชิญให้ฮูหยินผู้เฒ่ารวมถึงฮูหยินคนอื่นๆ เชิญชวนให้พวกนางไปชมดอกท้อด้วยกันในอีกห้าวันให้หลัง!”

 

หลังเจี่ยนเหยียนออกมาจากห้องปีกตะวันออกของเจี่ยนฮูหยินก็เดินช้าๆ ผ่านระเบียงกลับไป ในใจครุ่นคิดเรื่องบางอย่าง

ในเมื่อเมื่อครู่นี้เจี่ยนฮูหยินได้บอกอย่างคลุมเครือให้นางเจอหน้าสวีจ้งเซวียนบ่อยๆ แล้ว พิจารณาจากนิสัยของเจี่ยนฮูหยิน เกรงว่าเร็วๆ นี้จะต้องสร้างโอกาสให้นางกับสวีจ้งเซวียนได้เจอหน้ากันบ่อยๆ ออกมาเองแน่

เจี่ยนเหยียนยังคงจดจำคำพูดที่ฉินซื่อเอ่ยเมื่อเย็นวันนั้นได้อย่างชัดเจนทุกถ้อยคำ นางไม่อยากจะไปวนเวียนอยู่ใกล้ๆ สวีจ้งเซวียนอย่างหน้าด้านให้คนจำนวนนับไม่ถ้วนหัวเราะเยาะนางลับหลัง แต่ที่จริงนี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่นางถือสาที่สุด นางไม่ได้กลัวคนอื่นหัวเราะเยาะนาง แล้วก็ไม่สนใจว่าคนอื่นจะมองนางอย่างไรด้วย คำว่าชื่อเสียงสำหรับนางก็เป็นแค่คำคำหนึ่งเท่านั้น นางไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย

ที่สำคัญคือคนอย่างสวีจ้งเซวียนผู้นั้น ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ใดก็เป็นบุรุษที่เพียบพร้อมทั้งหน้าตาและความสามารถ จากฐานะของเขา วันหน้าภรรยาของเขาจะต้องเป็นหญิงสาวสูงศักดิ์อย่างแน่นอน ซ้ำอนุเองก็ย่อมมีมาก นางจะยังไปเข้าร่วมความวุ่นวายพวกนั้นเพื่ออันใดกัน ด้วยฐานะของนางในตอนนี้ย่อมไม่มีทางได้เป็นภรรยาเอกแน่ๆ หากให้นางเป็นอนุ…

เจี่ยนเหยียนหัวเราะแผ่วเบา นางไม่มีวันไปเป็นอนุของใคร ถึงขั้นว่านางไม่คิดจะแต่งกับใครด้วยซ้ำ

เรื่องประเภทถูกจำกัดขอบเขตให้อยู่แต่ในเรือนแห่งหนึ่ง วันๆ แก่งแย่งชิงดีกับหญิงสาวกลุ่มหนึ่ง สังเกตว่าวันนี้สามีของตนเองเข้าห้องหญิงสาวคนใด พรุ่งนี้จะวางแผนให้ตนเองได้รับความโปรดปรานมากกว่านี้อีกสักหน่อยอย่างไร นางไม่คิดจะทำหรอก ชีวิตของนางต่อให้ไม่อาจยิ่งใหญ่ แต่อย่างน้อยก็จะต้องมีอิสรเสรี

นางคิดเช่นนี้มาตลอดทาง หลังกลับไปถึงเรือนแยกทิศตะวันออกก็นอนเอนหลังพิงบนพนักพิงเกราะผ้า หันหน้าออกไปมองภายนอกหน้าต่าง

ข้างนอกหน้าต่างปลูกต้นกล้วยเอาไว้ กิ่งใบดกหนา ใบห้อยตกลงมา ส่วนตรงมุมกำแพงที่อยู่ห่างออกไปเล็กน้อยปลูกต้นจื่อเวยเอาไว้ ตอนนี้ยังไม่ถึงฤดูของดอกจื่อเวย จึงมีแค่ใบเขียวชอุ่มเท่านั้น

เวลาที่นั่งอยู่บนตั่งไม้ข้างบานหน้าต่างทิศใต้สามารถมองเห็นไปถึงประตูเรือนได้ ดังนั้นเจี่ยนเหยียนจึงได้เห็นซื่อเยวี่ยที่กำลังรีบร้อนเดินเข้ามาด้วยสีหน้าไม่สบายใจ

“คุณหนูเจ้าคะ” ซื่อเยวี่ยเลิกม่านไผ่เซียงเฟยที่ยาวจรดพื้นบนประตูกั้นขึ้นพร้อมเดินตรงเข้ามาเรียกนาง

เจี่ยนเหยียนมองนางพลางถาม “เกิดอะไรขึ้น เหตุใดจึงมีสีหน้ากังวลใจเพียงนี้”

ซื่อเยวี่ยขยำผ้าเช็ดหน้าสีขาวในมืออย่างไม่สบายใจขณะเอ่ยตอบ “ก่อนหน้านี้คุณหนูสั่งให้บ่าวไปหาผ้าเช็ดหน้าสีเขียวอ่อนปักลายช่อดอกกล้วยไม้ตรงมุมที่ริมฝั่ง แต่เมื่อครู่นี้บ่าวไปหาที่ริมฝั่งมารอบหนึ่ง กระทั่งในพงหญ้าก็ค้นหา กลับไม่พบผ้าเช็ดหน้าที่คุณหนูพูดถึงผืนนั้นเลย จะทำอย่างไรดีเจ้าคะ”

“หาไม่เจอก็ช่างเถอะ ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่ของมีค่าอะไร จะร้อนใจเพียงนี้ไปไย หากผู้อื่นพบเห็นเข้าจะคิดอย่างไร วันหน้าต่อให้ในใจจะมีปัญหาหนักหนากว่านี้ แต่บนใบหน้าก็ห้ามแสดงความร้อนรนออกมา ป้องกันไม่ให้ผู้อื่นที่เจตนาไม่ดีเห็นเข้าแล้วอาจจะนำไปพูดอะไรก็ได้”

ซื่อเยวี่ยรับปาก ทว่าคิดไปคิดมาก็ยังถามออกมาอยู่ดี “แต่ว่าคุณหนู นั่นเป็นผ้าเช็ดหน้าที่ท่านพกติดตัวไว้นะเจ้าคะ!”

“ผ้าเช็ดหน้าที่ข้าพกติดตัวไว้แล้วอย่างไรกัน” เจี่ยนเหยียนถามอย่างประหลาดใจ “ผ้าเช็ดหน้าข้าต่อให้มีไม่ถึงยี่สิบผืนก็มีอย่างน้อยสิบแปดผืน หายไปผืนหนึ่งแล้วอย่างไร เดิมทีผืนนั้นก็ไม่ใช่ผ้าเช็ดหน้าที่ข้าชอบที่สุดอยู่แล้ว”

ถึงอย่างไรซื่อเยวี่ยก็อายุยังน้อย รู้แค่ว่าผ้าเช็ดหน้าที่พกติดตัวนั้นสำคัญมาก ทำหายไม่ได้ แต่ก็พูดเหตุผลไม่ออก

สุดท้ายไป๋เวยที่อยู่ด้านข้างจึงเป็นคนอธิบาย “คุณหนู ผ้าเช็ดหน้านั้นเทียบกับของอย่างอื่นไม่ได้ ท่านไม่เคยดูการแสดงงิ้ว จึงไม่ทราบว่าสิ่งของที่มอบให้คนในดวงใจมักเป็นพวกของที่พกติดตัวอย่างถุงหอม กำไล พู่หยก รวมถึงผ้าเช็ดหน้าทั้งสิ้น ท่านทำผ้าเช็ดหน้าผืนนี้หายไป แม้สิ่งของจะเล็กน้อย แต่หากให้คนจิตใจต่ำช้าเก็บได้แล้วนำมาพูดจาเหลวไหลไร้สาระ ถึงเวลานั้นกลับไม่อาจอธิบายชัดได้ มิใช่เป็นการทำลายชื่อเสียงของท่านหรอกหรือ”

เจี่ยนเหยียนถึงได้เข้าใจว่ายังมีเรื่องเช่นนี้ด้วย แม้นางจะใช้ชีวิตอยู่ในยุคโบราณมาสิบสามปีแล้ว แต่ความคิดบางอย่างก็ยังคงเป็นปัจจุบันอยู่ดี เห็นว่าก็แค่ผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งเท่านั้น เมื่อชาติก่อนนางเคยทำโทรศัพท์มือถือหายไปตั้งหลายเครื่อง หากอิงตามหลักการนี้ มิใช่ว่านางไม่เหลือชื่อเสียงอะไรไปนานแล้วหรือ

ยามนี้ซื่อเยวี่ยยังคงเอ่ยอย่างร้อนใจ “เช่นนี้จะทำอย่างไรดีเจ้าคะ แต่ว่าบ่าวตามหาทั่วริมฝั่งทุกที่ก็ยังหาผ้าเช็ดหน้าของคุณหนูไม่พบ พี่ไป๋เวย ไม่เช่นนั้นพวกเราไปหาด้วยกันอีกสักครั้งดีหรือไม่”

ไป๋เวยยังไม่ทันพูดอะไรเจี่ยนเหยียนก็เอ่ยขึ้นมาก่อน “ช่างเถอะ จะไปตามหาอีกเพื่ออันใดกัน ต่อให้ถูกคนเก็บไปจริงๆ บนผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นก็ไม่ได้ปักชื่อของข้าเอาไว้ คนอื่นเก็บไปแล้วยังจะทำอะไรได้เล่า จะรู้ว่าเป็นของข้าได้อีกหรือ ต่อให้รู้ แต่ขอแค่ข้าปฏิเสธว่าไม่ใช่ของข้า เขายังจะทำอย่างไรได้อีก หากพวกเจ้ารีบร้อนออกไปตามหาที่นั่นในตอนนี้ กลับจะทำให้คนที่มีเจตนาร้ายรู้ทันทีว่าเป็นผ้าเช็ดหน้าของข้า ดังนั้นก็ไม่ต้องตามหาแทนเสียเลย แค่ทำเป็นไม่มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นก็พอ”

ซื่อเยวี่ยกับไป๋เวยได้ยินดังนั้นก็ได้แต่ปล่อยให้เป็นเช่นนี้แล้ว

ที่จริงแล้วผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นของเจี่ยนเหยียน ตอนนี้กำลังอยู่ในมือของสวีจ้งเซวียน

หลังเขาอยู่คุยกับสวีเมี่ยวจิ่นที่เรือนหนิงชุ่ยสักพัก ก็ลุกขึ้นตั้งใจกลับไปที่ห้องหนังสือของตนเองเช่นกัน

แต่ตอนที่ยืนอยู่หน้าประตูเรือนหนิงชุ่ยได้เห็นดอกท้อริมฝั่งกำลังเบ่งบานงดงาม เขาจึงเดินตามริมฝั่งไปพลางชื่นชมความงามของต้นท้อเหล่านั้น

จากนั้นหลังเดินเล่นไปเช่นนี้สักพัก เขาก็ได้เห็นดอกท้อที่ปักอยู่ใต้ต้นท้อต้นหนึ่งกิ่งนั้นเข้า

เขาจดจำดอกท้อกิ่งนั้นได้ในทันทีว่าเป็นกิ่งที่เขายื่นให้เจี่ยนเหยียนกับมือตนเองตอนที่นางเตรียมกลับจากเรือนหนิงชุ่ย เพราะว่าตอนที่เขาหยิบดอกท้อขึ้นมาจากโต๊ะ ไม่ทันระวังโดนดอกท้อดอกหนึ่งบนกิ่งร่วงหลุด ตำแหน่งตรงนั้นจึงโล่งไป

สวีจ้งเซวียนมองดอกท้อกิ่งนี้ แววตาวูบไหวน้อยๆ จากนั้นมุมปากกลับหยักยกขึ้นมา

เจี่ยนเหยียนผู้นี้รังเกียจเขามากเพียงใดกันแน่ นึกไม่ถึงว่าแม้แต่ดอกท้อที่เคยผ่านมือเขามาแล้วก็ไม่ต้องการ ทว่าตัวนางเองก็น่าสนใจอยู่ ไม่ได้โยนดอกท้อทิ้งไปข้างทางหรือโยนลงน้ำส่งๆ กลับกันยังตามหาพื้นที่ชุ่มมาปลูกลงไป เพราะเหตุใดกัน หรือนางยังหวังให้ดอกท้อที่ถูกเด็ดกิ่งนี้งอกรากออกมาได้หรือไร

สวีจ้งเซวียนหลุบตามองดอกท้อกิ่งนี้ เมื่อมีลมพัดกิ่งหลิวที่อ่อนโยนข้างสระก็แกว่งไกวให้เกิดเป็นระลอกคลื่นน้ำวงแล้ววงเล่า ส่วนกลีบดอกท้อสีชมพูอมขาวบนกิ่งท้อกลับถูกพัดร่วงหล่นไปสองกลีบ

เกรงว่าไม่ทันถึงพรุ่งนี้เช้าดอกท้อบนกิ่งนี้ก็คงถูกลมพัดร่วงหมดแล้วกระมัง ถึงเวลานั้นมิใช่จะเหลือแค่กิ่งท้อโกร๋นกิ่งหนึ่งหรอกหรือ โดยไม่ทันรู้ตัวเขาก็นั่งยองๆ ลงไปดึงดอกท้อกิ่งนั้นออกมาแล้ว

ส่วนปลายกิ่งมีดินโคลนแห้งติดอยู่ เขาจึงนำกิ่งท้อไปหาพื้นที่ที่ค่อนข้างตื้นริมฝั่ง จากนั้นล้างดินโคลนที่ติดอยู่อย่างตั้งใจ หลังล้างดินโคลนที่ปลายกิ่งออกจนหมด ในตอนที่เขากำลังจะยืดตัวตรง ปลายหางตากลับเหลือบไปเห็นว่าที่พงหญ้าด้านข้างมีของบางอย่างอยู่ เมื่อหันไปมองอย่างตั้งใจจึงเห็นว่านั่นเป็นผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่ง

เพราะผ้าเช็ดหน้าเป็นสีเขียวอ่อน เมื่อตกอยู่บนพื้นหญ้าเช่นนี้จึงไม่ได้สะดุดตา ถูกมองข้ามไปได้อย่างง่ายดาย

มุมหนึ่งของผ้าเช็ดหน้าปักลายช่อดอกกล้วยไม้ไว้ ยามมองแวบแรกช่อดอกกล้วยไม้นี้กลับไม่คล้ายปักลงไป แต่เสมือนวาดลงไปเสียมากกว่า ดูประณีตงดงามสมจริง

เมื่อครู่นี้สวีจ้งเซวียนเพิ่งได้เห็นถุงพกลายกระต่ายเจี้ยนที่เจี่ยนเหยียนปักจากสวีเมี่ยวจิ่น ดังนั้นจึงมองออกทันทีว่าช่อดอกกล้วยไม้นี้เป็นฝีมือเจี่ยนเหยียนเช่นกัน ดังนั้นผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ก็ย่อมเป็นของเจี่ยนเหยียนด้วย

เขายื่นมือไปเก็บผ้าเช็ดหน้าขึ้นมา บางส่วนบนผ้าเช็ดหน้ายังมีร่องรอยเปียกน้ำอยู่ คาดว่าเมื่อครู่นี้น่าจะถูกนำมาใช้เช็ดมือ ตอนที่เก็บกลับเข้าไปในชายแขนเสื้อไม่ทันระวังเก็บเข้าไปไม่ลึกพอจึงตกอยู่บนพื้นหญ้า

สวีจ้งเซวียนคิดแล้ว สุดท้ายเขาก็เก็บผ้าเช็ดหน้าผืนนี้เข้าไปในชายแขนเสื้อตนเอง ส่วนมือก็ถือดอกท้อเดินกลับไปที่ห้องหนังสือของตน เขาหาแจกันติ้งเหยา* เคลือบสีขาวคอสูงออกมารินน้ำใส่ จากนั้นปักดอกท้อลงไป ก่อนจะมองสำรวจอย่างตั้งใจสักพักแล้วถึงได้วางลงบนโต๊ะหนังสือ หลังทำเรื่องนี้เสร็จเขาจึงเอ่ยถามฉีซังที่ยืนมือแนบลำตัวอยู่ด้านข้าง “เรื่องที่ข้าให้เจ้าไปสืบมาเป็นอย่างไรบ้างแล้ว”

ฉีซังเงยหน้าตอบกลับอย่างนอบน้อม “เรียนคุณชาย บ่าวไปสืบข่าวมาจากทางห้องครัวและเรือนเหอเซียงแล้ว สาวใช้ทางเรือนเหอเซียงบอกว่าเจี่ยนฮูหยินเอ่ยว่ากระเพาะอาหารของคุณหนูเจี่ยนไม่ค่อยดี กินเนื้อสัตว์ไม่ได้ มื้อหนึ่งก็ห้ามกินมากเกินไป ดังนั้นอาหารทุกมื้อของคุณหนูเจี่ยนจะบอกทางห้องครัวไว้ล่วงหน้าเสมอ ให้คนในห้องครัวทำตามที่บอก จากคำบอกเล่าของสาวใช้เหล่านั้น อาหารเหล่านี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผัก ส่วนอาหารหลักเช้าเย็นแบ่งเป็นข้าวต้มหนึ่งชาม ตอนกลางวันก็แค่ข้าวสวยครึ่งชามเท่านั้น โดยมีสาวใช้รุ่นใหญ่ข้างกายเจี่ยนฮูหยินเป็นคนไปนำอาหารเหล่านี้จากห้องครัวไปให้คุณหนูเจี่ยน จากนั้นนางก็จะกินในห้องตนเอง…

ส่วนทางห้องครัวบอกว่าไป๋เวยสาวใช้รุ่นใหญ่ข้างกายคุณหนูเจี่ยนแอบยัดเงินให้ซย่ามามาผู้ดูแลห้องครัวจำนวนไม่น้อย สาวใช้กับบ่าวหญิงอาวุโสคนอื่นๆ ในห้องครัวก็ต่างเคยถูกยัดเงินให้ ดังนั้นทุกครั้งที่ไป๋เวยไปที่นั่น ซย่ามามาก็จะแอบเอาขนมหวานหรืออาหารบางอย่างให้นาง ส่วนที่ว่าขนมกับอาหารเหล่านี้ไป๋เวยเป็นคนกินเอง หรือคุณหนูเจี่ยนเป็นคนกินกันแน่ โปรดอภัยให้บ่าวที่ไร้ความสามารถด้วย ไม่อาจสืบออกมาได้ขอรับ”

หลังเอ่ยจบฉีซังก็คุกเข่าข้างหนึ่งลงไปขอรับผิดกับสวีจ้งเซวียน เพียงแต่ในใจเขากลับรู้สึกคับข้องไม่น้อย เมื่อเช้าอยู่ดีๆ คุณชายก็ให้เขาไปสืบเรื่องที่ว่าปกติคุณหนูเจี่ยนกินอะไรบ้างมาให้ได้เสียอย่างนั้น คุณชายสนใจคุณหนูเจี่ยนถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน กระทั่งทุกวันอีกฝ่ายกินอะไรยังต้องไปสืบมาให้ได้

สวีจ้งเซวียนกลับคิดในใจว่า มิน่า ยามนั้นตอนที่เจี่ยนเหยียนแบ่งขนมพุทราแดงให้เสี่ยวเหมาถวนกินถึงได้เอ่ยคำพูดอย่าง ‘หลังให้เจ้ากินเย็นนี้ข้าก็ต้องทนหิวแล้ว’ ออกมา เพียงแต่เหตุใดเจี่ยนฮูหยินต้องให้เจี่ยนเหยียนกินน้อยเพียงนั้นด้วย หรือท้องไส้นางจะไม่ดี กินได้ไม่มากจริงๆ แต่สาวใช้รุ่นใหญ่ข้างกายนางไปเอาเงินมากมายจากที่ใดมาติดสินบนพวกซย่ามามา เห็นได้ชัดว่าน่าจะมาจากเจี่ยนเหยียน เช่นนั้นสุดท้ายขนมหวานเหล่านั้นก็จะต้องไปถึงมือเจี่ยนเหยียนอย่างแน่นอน

เขาคิดเรื่องพวกนี้อยู่ภายในใจ คิดจนภายหลังนึกไปถึงร่างกายเบาหวิวของเจี่ยนเหยียนที่ราวกับแค่ลมพัดมาก็จะลอยไปตามลมได้ คิ้วเรียวจึงขมวดเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว เมื่อเห็นว่าฉีซังยังคุกเข่าอยู่บนพื้น เขาจึงเอ่ยว่า “ลุกขึ้นมาเถอะ”

ฉีซังขานรับพร้อมลุกขึ้นยืน จากนั้นเดินไปยืนอย่างนอบน้อมอยู่ด้านข้างพลางแอบเหลือบมองดอกท้อบนโต๊ะหนังสือกิ่งนั้น ในใจนึกสงสัยว่า…ดอกท้อกิ่งนั้นคืออันใดอีก คุณชายไม่เคยดูแลดอกไม้ใบหญ้าเหล่านี้มาก่อนนี่ อย่างภายในห้องก็เป็นกระถางต้นสนเทียนมู่ ไม่ก็สวนหินประดับ ไม้ดัด อย่างมากที่สุดก็เป็นกระถางดอกสุ่ยเซียน ประดับหินจำลอง มองดูแล้วสง่างามสบายตา ดังนั้นดอกท้อที่งดงามอ่อนหวานเช่นนี้นับเป็นอันใดกันแน่

 

(ติดตามต่อได้ในฉบับเต็มเดือน มีนาคม 65)

 

หน้าที่แล้ว1 of 9

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: