‘ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น ขอให้จวนคังอ๋องของท่านอย่าได้ข้องแวะกับสกุลมู่เด็ดขาด…สามีข้า…ลูกสาวข้า…เวยเวยของข้า เวยเวย…ท่านจงอยู่ให้ห่างจากพวกเขา อย่าให้มีดที่แขวนอยู่เหนือศีรษะท่านต้องไปตกใส่สกุลมู่…อย่า…’
ดวงตาของจอมยุทธ์หญิงเบิกกว้าง น้ำตาโลหิตไหลรินลงมาสองสาย นางถามด้วยน้ำเสียงดุดัน
‘ฟู่จิ่นซี ท่านได้ยินชัดหรือไม่!’
น้ำเสียงดุดันที่เรียกชื่อพร้อมแซ่ในความฝันนั้นเหมือนนางมาบีบเค้นเขาอยู่ตรงหน้าไม่มีผิด หน้าอกด้านซ้ายของฟู่จิ่นซีกระตุกจนต้องเปิดเปลือกตาพรึ่บ
ตื่นแล้ว?
ภายในห้องมืดสนิทเงียบสงัด เหมือนแสงจันทร์ยังคร้านที่จะทอดตัวเข้ามาในห้อง ชายหนุ่มตลบผ้าห่มแล้วขึ้นมานั่งอยู่ในความมืดอย่างเชื่องช้า เขายกมือขึ้นลูบใบหน้าแล้วถอนหายใจเบาๆ “ได้ยินชัด เพราะเช่นนี้สิ่งใดทนได้ข้าเลยทน สิ่งใดทนไม่ได้ข้าก็ต้องทน ทนจนอวัยวะห้ากลั่นหกกรอง แทบเคลื่อน เพียงแต่ท่านผู้อาวุโสลิ่นขอรับ บุตรสาวสกุลมู่ของท่านช่าง…ทำร้ายความตั้งมั่นของข้าได้ดีเหลือเกิน”
มือทั้งสองข้างของชายหนุ่มค่อยๆ กำเป็นหมัดแน่นขึ้นกระทั่งข้อนิ้วมีเสียงกรอบแกรบเหมือนข้าวตอกแตก คล้ายกำลังปฏิเสธความปรารถนาที่เต้นเร่าอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ และละม้ายอยากจะไขว่คว้าบางสิ่งในอากาศ
นางช่างทำร้ายความตั้งมั่นของเขาเสียเหลือเกิน…
มู่ไคเวยยิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่าเมื่อวานตนไม่น่าฟังคำเขาและลงจากรถมาเหมือนคนโง่งมเลย
ตอนคังอ๋องฟู่จิ่นซีเปิดใจคุยกับนางว่าตัวเขาเป็นดาวปีศาจนำเคราะห์ที่ทำให้บิดามารดาต้องเสียชีวิต นางน่าจะใช้กลยุทธ์เหนือชั้นในการสอบสวนเพื่อล้วงลึกเข้าไปในบทสนทนาและค้นหาเบาะแส เผื่อจะได้ความจริงบางอย่างของคดีที่ซานชวนโข่วจากปากของเขามากขึ้น แต่พอโอกาสมาถึงนางกลับโง่งมไปเสียได้
เพราะหลังจากที่นางฟังเรื่องราวที่แสนสะเทือนใจของเขาจบ ฟู่จิ่นซีก็พูดนิ่งๆ ‘ถึงจวนสกุลมู่แล้ว เจ้าลงไปเถอะ’
แล้วนางก็ปฏิบัติตาม
กระทั่งเข้ามานั่งเฉยๆ ที่เก้าอี้ไท่ซือ ในห้องรับแขกพักหนึ่งแล้ว เสียงเรียกของท่านพ่อจึงช่วยเรียกสติ ทำให้มู่ไคเวยรู้ว่านางลืมถามฟู่จิ่นซีว่าเขาจะใช้วิธีใดทำให้ฮ่องเต้และไทเฮาถอนพระบัญชา
หากไทเฮามีใจปกป้องเขา ยืนกรานให้ฟู่จิ่นซีหา ‘อาวุธเทพกำราบปีศาจ’ มาเป็นชายาเอกให้ได้ และหากฮ่องเต้ยังรู้สึกข้องใจและยังอยากพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่างจวนคังอ๋องกับมารดาของนาง อยากใช้นางเข้าไปหยั่งเชิงจวนคังอ๋อง ฟู่จิ่นซีจะเปลี่ยนพระทัยของฮ่องเต้อย่างไร