X
    Categories: ซ่อนรักชายาลับทดลองอ่านมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน ซ่อนรักชายาลับ บทที่ 7-บทที่ 9

หน้าที่แล้ว1 of 6

บทที่ 7

 ชุยสิงโจวเสียเวลาเปล่าๆ อยู่ที่นี่ไปหนึ่งคืนก็มากเกินพอแล้ว

หลังเขากินอาหารเช้าเสร็จแล้วเอ่ยกำชับบางอย่างกับหลี่มามาตรงประตูบ้านอีกครั้งก็ขึ้นรถม้าจากไป

สำหรับทางตำบลหลิงเฉวียนนั้น เขายังรู้สึกวางใจ เพราะคนที่จับตาดูหลิ่วเหมียนถังนอกจากหลี่มามาในบ้าน นอกบ้านยังมีองครักษ์ลับอีกนับไม่ถ้วน หากโจรกบฏลู่เหวินปรากฏตัวจะไม่มีโอกาสกลับไปอย่างแน่นอน…

 

กล่าวถึงทางหลิ่วเหมียนถัง หลังได้รับหน้าที่มานางก็รู้สึกว่าวันเวลาอันแสนน่าเบื่อมีเป้าหมายเพิ่มเข้ามาทันที

หลังกินอาหารเช้าเสร็จเมฆครึ้มสลายหาย แสงอาทิตย์ตกกระทบลงบนถนนหิน สภาพอากาศบนถนนสายเหนืออบอุ่นแจ่มใส

หลิ่วเหมียนถังเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม จึงนำส้นรองเท้าที่ตนเองต้องการเย็บ และให้หลี่มามาเตรียมถั่วลิสงคั่วไว้ตะกร้าหนึ่ง วิ่งไปพูดคุยเรื่อยเปื่อยกับบรรดาหญิงออกเรือนในตรอก

บรรดาหญิงออกเรือนเหล่านั้นต้อนรับเพื่อนบ้านที่มาใหม่อย่างมาก หลังทักทายกันเสร็จเรียบร้อยต่างก็ชะโงกหน้ามองทักษะเย็บปักถักร้อยของฮูหยินสกุลชุย

ทันทีที่ได้เห็นเหล่าหญิงออกเรือนพวกนั้นต่างรู้สึกพึงพอใจ ดูท่าสวรรค์จะยุติธรรม ความโดดเด่นของชุยฮูหยินผู้นี้ทุ่มไปบนใบหน้าหมดแล้ว มือไม่ได้มีความสามารถใดๆ สักนิด ฝีเข็มนั้นหยาบกระด้างอย่างที่ไม่กลัวจะทิ่มเท้าสามีนางบ้างเลย!

เมื่อได้เห็นความงุ่มง่ามของภรรยาคนงามสกุลชุย ความอิจฉาริษยาในใจของเหล่าสตรีก็พากันสงบลงทันควัน รวมกับที่ถั่วลิสงคั่วของหลี่มามาอร่อย หญิงออกเรือนทั้งหลายกินของผู้อื่นปากต้องหวาน* จึงยิ่งสนิทสนมเป็นกันเองกับชุยฮูหยินมากขึ้น

หลิ่วเหมียนถังเองก็ไม่พูดเรื่องที่ร้านค้าของสามีตนเองไม่มีแล้ว เพียงยิ้มแย้มอาศัยหัวข้อสนทนาเรื่อยเปื่อยสืบข่าวถึงร้านที่ค้าขายดีบนถนน พร้อมกับถามด้วยว่าบรรดาร้านที่ตั้งใจขายร้าน ก่อนหน้านี้เสนอราคาอย่างไรบ้าง

ขณะที่บรรดาสตรีเหล่านี้คุยกันติดลม หลี่มามาที่อยู่ด้านข้างกลับมีสีหน้าดำคล้ำอยู่ตลอด

ท่านอ๋องต้องการใช้หญิงสาวผู้นี้เป็นเหยื่อล่อ แต่ให้นั่งอยู่หน้าบ้านตนเองจะล่อโจรกบฏได้อย่างไร

ดังนั้นอาศัยช่องว่างที่แต่ละคนแยกย้ายกันกลับไปทำอาหารกลางวัน หลี่มามาจึงเอ่ยกับหลิ่วเหมียนถังว่า “ฮูหยิน สินค้าชุดแรกของนายท่านใกล้จะมาถึงแล้ว หากไม่รีบเลือกร้านให้เรียบร้อยในสองสามวันนี้ เกรงว่าสินค้าเหล่านั้นจะไม่มีที่ให้จัดวางนะเจ้าคะ”

หลิ่วเหมียนถังกลับส่งยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน “ไม่ต้องรีบร้อน ข้ามีแผนการในใจแล้ว ประเดี๋ยวตอนบ่ายพวกเราไปเดินดูในตำบล ไม่มีทางทำให้สามีเสียเวลาแน่นอน”

พูดจบนางก็กลับเข้าบ้านไปพลิกค้นเสื้อผ้าที่ต้องการใส่ไปเดินดูร้านค้าในตอนบ่าย

หลี่มามาเห็นสภาพกระตือรือร้นของหลิ่วเหมียนถังแล้ว ในใจก็ลอบทอดถอนใจยาวๆ พูดไปแล้วที่จริงแม่นางผู้นี้ก็เป็นบุตรสาวของครอบครัวดีๆ หากตอนแรกไม่ได้ถูกลักพาตัวก็คงมีชีวิตแต่งงานมั่นคงเป็นมารดาคนไปแล้ว

นางรับใช้หญิงสาวผู้นี้มาหนึ่งปี กระจ่างใจดีว่าความจริงนิสัยของแม่นางผู้นี้ไม่เลว ตอนนี้ได้เห็นอีกฝ่ายตั้งอกตั้งใจทำการค้าเพื่อ ‘สามี’ นางก็ให้รู้สึกเหมือนรับชมงิ้วโศกอยู่

ขอให้ทุกอย่างราบรื่นที หลิ่วเหมียนถังช่วยท่านอ๋องจับตัวหัวหน้าโจรได้ในเร็ววัน ถึงเวลานั้นต้องดูว่าท่านอ๋องจะเมตตาไว้ชีวิตแม่นางอาภัพผู้นี้ได้หรือไม่

แต่พอหลี่มามาได้เห็นหลิ่วเหมียนถังหลังแต่งตัวเสร็จกลับนิ่งอึ้งไป แม้ในหีบเสื้อผ้าของหลิ่วเหมียนถังจะไม่มีชุดใหม่ๆ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเลือกชุดที่เก่าเพียงนี้มาสวมใส่กระมัง หากนางมองไม่ผิดชุดนั้นเป็นชุดที่แขวนอยู่ในลานบ้านซึ่งบ่าวหญิงใบ้จะนำมาสวมเวลาผ่าฟืนเท่านั้น

“ฮูหยิน ท่าน…”

หลิ่วเหมียนถังเอ่ยขัดทันทีโดยไม่รอให้หลี่มามาถามจบ “จะไปซื้อของเช่นนี้ หากแต่งตัวดูดีเกินไปจะกลายเป็นแพะอ้วนถูกรอเชือด เจ้ามีเสื้อผ้าเก่าๆ หรือไม่ รีบไปเปลี่ยนเร็วเข้า”

หลี่มามาไร้หนทาง ได้แต่ทำตามคำสั่ง เปลี่ยนเป็นชุดที่ซักจนเก่าแล้วตามหลิ่วเหมียนถังออกจากบ้าน

เมื่อช่วงเช้าบรรดาหญิงออกเรือนเหล่านั้นเสนอตำแหน่งร้านค้าดีๆ มาอยู่หลายแห่ง แต่หลิ่วเหมียนถังดูอยู่ไม่นานก็กลับไป สุดท้ายตอนที่นางไปถึงถนนตะวันออกจู่ๆ ก็หยิบผ้ายาวผืนบางขึ้นมาบดบังใบหน้าไว้ พร้อมทั้งกำชับให้หลี่มามาปิดหน้าเช่นกัน จากนั้นถึงได้เดินต่อ

เดินไปไม่ไกลก็เห็นร้านแคบๆ แขวนป้าย ‘ขาย’ เอาไว้ นางมองสำรวจอยู่ครู่หนึ่งก่อนเดินเข้าไปสอบถามราคา

เดิมทีร้านนี้เป็นร้านขายอาหารกินเล่น กำแพงร้านถูกควันถ่านและน้ำมันเก่านานปีรมจนสีออกเหลืองคล้ำ พื้นที่คับแคบไม่พูดถึง ซ้ำยังเป็นตรอกที่ปลีกวิเวกตรอกหนึ่ง ไม่นับเป็นทำเลร้านที่ดีอันใดจริงๆ

แต่หลิ่วเหมียนถังกลับดูสนใจมาก นางค่อยๆ ปลดผ้าคลุมหน้าออก ทั้งยังสอบถามราคาขายร้านกับเถ้าแก่ขึ้นมา ตอนแรกเถ้าแก่เห็นนางแต่งตัวอัตคัด เดิมยังหลงคิดว่ามาขายแป้งทอด นึกไม่ถึงว่านางกลับถามเรื่องขายร้าน จึงอดมองสำรวจอย่างสงสัยไม่ได้

แม่นางผู้นี้มีรูปโฉมงดงาม ส่งผลให้ท่าทางของเถ้าแก่โอนอ่อนลงบ้าง ไม่ได้ขับไล่ไสส่งนางโดยหาว่าเป็นพวกต้มตุ๋นในทันที

ทว่าราคาที่เขาพูดกลับไม่สมเหตุสมผลเอามากๆ แค่ดูก็รู้ว่าไม่ได้เห็นหลิ่วเหมียนถังเป็นคนจะมาซื้อจริงๆ

หลิ่วเหมียนถังยิ้มกล่าวอย่างไม่ร้อนรน “บอกตามตรงบ้านข้าทำกิจการเกี่ยวกับงานศพ ไม่ต้องการร้านค้าที่ดีเลิศ อย่างมากแค่แขวนอักษร ‘เตี้ยน’* ดึงดูดผู้คนเท่านั้น ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีทางสนใจร้านค้าเล็กๆ เก่าๆ ของท่านหรอก หากท่านเสนอราคาตามจริง วันนี้ข้าก็สามารถตัดสินใจแทนสามี ลงนามสัญญาพร้อมจ่ายเงินได้เลย”

เจ้าของร้านได้ยินนางพูดเช่นนี้ แรกเริ่มขมวดคิ้วด้วยความรู้สึกว่าอัปมงคล จากนั้นจู่ๆ ดวงตาก็สว่างวาบแล้วเอ่ย “พูดจริงหรือ”

หลิ่วเหมียนถังยิ้มน้อยๆ “ไม่ได้หลอกลวงแน่นอน! เพียงแต่เป็นการค้าเล็กๆ เงินในมือมีไม่มาก ขอให้ท่านเสนอราคาตามจริงด้วย”

ทั้งสองคนต่อรองราคากัน หลี่มามาเพียงแค่รับฟังอยู่เงียบๆ ด้านข้าง พร้อมกับคำพูดก่อนหน้านี้คืนไปด้วย แม่นางหลิ่วอยู่ห่างจากคำว่า ‘ภรรยาที่ดี’ ไปไกล โชคดีที่ไม่ได้แต่งเข้าไปในตระกูลพ่อค้าสกุลชุยจริงๆ ไม่อย่างนั้นต่อให้มีทรัพย์สมบัติมากกว่านี้ก็คงโดนภรรยาเอาไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือยจนหมด

ทั้งๆ ที่ท่านอ๋องบอกนางว่าจะทำกิจการเครื่องเคลือบดินเผา นางกลับเห็นแก่ของถูก เลือกร้านค้าคับแคบแห่งนี้ มิหนำซ้ำเมื่อเช้าพวกหญิงออกเรือนเหล่านั้นพูดว่าร้านแป้งทอดแห่งนี้มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับร้านชุยปิ่ง** ข้างๆ จนลงไม้ลงมือกันหลายครั้ง เกือบถึงตายเสียด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้ถึงต้องขายร้านทิ้งแล้วย้ายไปอยู่ที่อื่นแทน

ทว่าเถ้าแก่ร้านข้างๆ มีชื่อเสียงเรื่องชอบใช้กำลัง คนที่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังต่างไม่อยากมีเพื่อนบ้านนิสัยไม่ดี ไม่มีทางที่จะมีใครมาซื้อ ดังนั้นจึงขายไม่ออกเสียที

ผลปรากฏว่าหลังหลิ่วเหมียนถังหารายละเอียดเรียบร้อย กลับกระตือรือร้นมาซื้อของที่ไม่มีใครต้องการ…ช่างสิ้นเปลืองถั่วลิสงที่นางคั่วไปเป็นตะกร้ายิ่งนัก

แต่เป้าหมายของท่านอ๋องคือการใช้นางล่อโจร ในเมื่อนางชอบสิ้นเปลืองเงิน เช่นนั้นก็เชิญตามสบายใจ

หลังหลี่มามาลอบถลึงตาใส่หลิ่วเหมียนถังเงียบๆ ก็ไม่พูดอะไรอีก เพียงมองนางเจรจากับเถ้าแก่ร้านอย่างคล่องแคล่ว ทั้งยังหาพยานมา ก่อนซื้อร้านนี้ไว้ในราคาที่ต่ำมาก

เหตุผลที่ราคาต่ำมาก นอกจากเพราะหลิ่วเหมียนถังใช้ทั้งไม้อ่อนไม้แข็งต่อราคาเก่งมากแล้ว ยังเป็นเพราะนางพูดว่าตนเองทำการค้ากับคนตายด้วย

เถ้าแก่ร้านแป้งทอดพ่ายแพ้จนต้องอยู่ใต้หมัดเท้าของเพื่อนบ้านชั่วร้ายมาหลายครั้ง ในใจมีความไม่พอใจอัดแน่นอยู่เต็มอก แค่ได้ยินกิจการของผู้ซื้อเขาก็เต็มใจขายในราคาถูกให้นางแล้ว ถึงเวลานั้นอักษร ‘เตี้ยน’ ตัวใหญ่ถูกแขวนอยู่หน้าประตู รวมกับวางวัวกระดาษเด็กกระดาษ* ดูซิว่าใครจะทนความอัปมงคลไปซื้ออาหารเช้าร้านข้างๆ กินได้บ้าง

แค่คิดก็สาแก่ใจนักเชียวแล้ว ดังนั้นเถ้าแก่ร้านจึงยอมให้อย่างง่ายดายมาก

กว่าหลิ่วเหมียนถังจะลงนามในสัญญาเสร็จดวงอาทิตย์ก็เอียงไปทางทิศตะวันตกแล้ว นางกลัวว่าสามีจะกลับมากะทันหันเหมือนเมื่อคืนอีก ดังนั้นระหว่างทางกลับบ้านจึงซื้อหมูสามชั้นสามชั่ง** ครึ่งมาจากร้านขายเนื้อ แล้วกลับไปบอกให้หลี่มามาเอาไปทำอาหาร

ทว่ารอจนดึกดื่นก็ยังไม่ได้ยินเสียงเคาะประตูบ้านดังขึ้น นอกจากความผิดหวังแล้ว หลิ่วเหมียนถังก็สั่งให้หลี่มามานำเนื้อพะโล้ไปแขวนไว้ในบ่อน้ำ อย่าได้วางทิ้งไว้จนเสีย รอวันอื่นสามีกลับมาบ้านค่อยนำมากิน

ส่วนอาหารเย็นของหลิ่วเหมียนถังยังคงเป็นหัวไช้เท้าแห้งกินกับข้าว แต่เนื่องจากว่านางกระหายมากจึงตักน้ำแกงเนื้อมาคลุกข้าวกินด้วย ผลปรากฏว่าหัวไช้เท้าแห้งยิ่งอร่อยมากขึ้นกว่าเดิมอีก

 

ผ่านไปอีกสองสามวัน ตอนที่ไม่อาจเก็บเนื้อไว้ได้อีกนั้น ก็ยังไม่เห็นเงาของสามีชุยจิ่วจะกลับมา

ในขณะนั้นข่าวว่าร้านแป้งทอดขายร้านให้กับกิจการเกี่ยวกับคนตายพลันแพร่กระจายไปทั่ว ทำเอาเถ้าแก่ร้านข้างๆ สบถด่าร้านแป้งทอดที่ขนย้ายข้าวของออกไปจนหมดอยู่ทุกวัน

วันนี้หลิ่วเหมียนถังพาหลี่มามาออกจากบ้านอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้นางแต่งกายดูดี เดินตรงเข้าไปในร้านชุยปิ่งข้างๆ

หลังเข้าไปนางกวาดตามองไปรอบๆ ร้านก่อนถามว่า “ท่านต้องการจะขายร้านหรือไม่”

เถ้าแก่ร้านเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ร้านข้างๆ ไม่ใช่ร้านข้า ทั้งยังขายออกไปแล้วด้วย หากเจ้าไม่คิดซื้ออะไรก็อย่ามาบังหน้าร้าน!”

หลิ่วเหมียนถังได้ยินกลับไม่หงุดหงิดแต่อย่างใด เพียงแค่เอ่ยอย่างเสียดาย “หมอดูดูตำแหน่งที่ตั้งของร้านแห่งนี้แล้วบอกว่าสนับสนุนดวงสามีข้า เหตุใดจึงถูกผู้อื่นซื้อไปเสียแล้วเล่า…ถ้าอย่างนั้นไม่ทราบว่าเถ้าแก่สามารถขายร้านของท่านได้หรือไม่”

เพื่อนบ้านนิสัยไม่ดีผู้นั้นเผยสีหน้าหงุดหงิด เดิมคิดอยากไล่คนออกไป แต่หลังดวงตากลอกหมุนไปรอบหนึ่งก็นึกเปลี่ยนใจ “หากเจ้าซื้อจะเสนอราคาที่เท่าไร”

หลังหลิ่วเหมียนถังประเมินดูร้านค้าที่ขนาดพอๆ กันแล้วก็เสนอราคาที่ต่ำยิ่งกว่าราคาที่นางซื้อร้านแป้งทอดเสียอีก

เพื่อนบ้านนิสัยไม่ดีได้ยินแล้วเอ่ยอย่างไม่พอใจ “แม่นางมาล้อเล่นหรือไร! ราคานี้ไม่ขาย!”

หลิ่วเหมียนถังได้ยินก็เอ่ยอย่างไม่ยี่หระ “ไม่ขายก็ไม่เป็นไร ข้าเพิ่งย้ายมาที่นี่ แค่ฟังตามที่หมอดูดูดวงให้เท่านั้น หากท่านเสนอราคาที่เหมาะสมมาข้าก็จะซื้อโดยไม่ต้องเสียเวลา หาไม่ข้ายังต้องไปสืบข่าวต่ออีก อย่างน้อยก็ต้องรู้ว่าบนถนนแถบนี้มีกิจการอะไรอยู่บ้าง หากขัดกับกิจการข้าเข้ามิใช่ว่าอัปมงคลหรอกหรือ เกรงว่าต่อให้ขายต่อยังจะขายไม่ออก…”

เมื่อได้ยินนางพูดเช่นนี้ใบหน้าที่ดูดุร้ายของเพื่อนบ้านนิสัยไม่ดีพลันมีความลำบากใจเพิ่มเข้ามา “ข้าเห็นว่าแม่นางเป็นคนตรงไปตรงมา บอกตามตรงว่าเมื่อก่อนก็เคยมีคนมาเสนอราคา แต่ว่าไม่คิดซื้อจริงจัง ชวนให้คนรังเกียจนัก หากแม่นางตั้งใจจะซื้อจริงๆ ก็เชิญนั่งก่อน ข้าขอไปปรึกษากับภรรยาข้าสักครู่ ดูว่านางเต็มใจหรือไม่”

ประโยคที่คล้ายไม่เจตนาเมื่อครู่นี้ของหลิ่วเหมียนถังจี้ใจดำของเถ้าแก่เข้าเต็มๆ ตอนนี้ร้านข้างๆ ยังคงแขวนป้ายเก่าของร้านแป้งทอดอยู่ รอผ่านไปอีกไม่กี่วันกระดาษยมทูตหัววัวหน้าม้า* มาวางเมื่อใด ร้านของเขาได้รับผลกระทบไม่พูดถึง เกรงว่ากระทั่งคนซื้อต่อยังจะไม่มีด้วยซ้ำ อาศัยโอกาสตอนที่หญิงสาวต่างถิ่นผู้นี้ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวตั้งราคาขายให้นาง แล้วตนค่อยหาซื้อร้านใหม่อีกทีดีกว่า!

สุดท้ายหลี่มามาก็ได้แต่มองดูหลิ่วเหมียนถังผู้มีฝีปากฉะฉานซื้อร้านค้าแห่งนี้มาได้ในราคาที่ต่ำไม่ต่างจากร้านแป้งทอดมากเท่าไรนัก

มาถึงตอนนี้นางมองค่ายกลที่หลิ่วเหมียนถังวางไว้ออกแล้วเช่นกัน อีกฝ่ายตั้งใจจะซื้อร้านค้าสองร้านที่ตั้งอยู่ข้างกัน จากนั้นค่อยรวมเป็นร้านเดียวกันแต่แรกแล้ว

แม้จะซื้อมาถึงสองร้าน แต่เพราะว่าราคาถูกมาก เมื่อรวมราคาทั้งสองร้านแล้วก็ยังเหมาะสม ต่อให้เพิ่มค่าปรับปรุงเข้าไปด้วยก็ยังถูกกว่าราคาร้านค้าดีๆ ที่อื่น

ในตอนที่หลิ่วเหมียนถังได้สัญญาร้านค้าสองฉบับมาไว้กับมือในที่สุด นางก็ผ่อนลมหายใจยาวๆ แล้วยิ้มพลางเอ่ยกับหลี่มามา “โชคดีที่ไม่ผิดต่อหน้าที่ที่ได้รับมา ในที่สุดก็ซื้อร้านค้าได้ ข้าดูมาก่อนแล้ว เดิมทีร้านทั้งสองเป็นบ้านหลังเดียวกัน กำแพงกั้นน่าจะเติมเข้ามาภายหลัง เจ้าของเดิมแบ่งขายออกเป็นสองส่วน ดังนั้นตอนทุบกำแพงกั้นทิ้งก็น่าจะง่ายดาย หลังทาสีร้านแล้วตกแต่งใหม่ ท่านพี่ก็น่าจะใช้งานร้านได้แล้ว อีกอย่าง…”

นางชี้ไปยังคลองหลังร้านแล้วเอ่ยต่อ “วันนี้ได้ยินพวกเพื่อนบ้านพูดว่าช่วงนี้ไหวหยางอ๋องกำลังขุดสร้างทางน้ำ คลองหลังร้านพวกเราจะเชื่อมไปถึงแม่น้ำที่ขุดใหม่ วันหน้าเรือก็จะเดินทางไปมาสะดวกยิ่งขึ้น เวลาส่งสินค้าไม่จำเป็นต้องเสี่ยงโยกคลอนบนเกวียนอีก ป้องกันไม่ให้เครื่องเคลือบดินเผาแสนล้ำค่าถูกแรงสั่นสะเทือนจนแตกหักได้ด้วย”

หลี่มามารับฟังอยู่เงียบๆ แต่ในใจรู้สึกนับถือหญิงสาวผู้นี้จริงๆ แม้ฝีมือเย็บปักของนางจะดูไม่ได้เอาเสียเลย แต่ความรู้ด้านทำการค้านี้เป็นของจริง ทำเลของร้านค้าแห่งนี้ก็เลือกซื้อได้ยอดเยี่ยมนัก

น่าเสียดายที่สามีของนางไม่ใช่พ่อค้าตัวจริง…คิดมาถึงตรงนี้หลี่มามาพลันถอนหายใจออกมากะทันหัน นึกสงสารแม่นางที่แสนฉลาดเฉลียวทว่าไร้ที่พึ่งพิงผู้นี้ขึ้นมาจากใจจริง

บทที่ 8

 แม้ระยะนี้เจินโจวจะมีการซ่อมบำรุงเส้นทางน้ำ แต่หลายคนก็ไม่ได้คิดไปถึงเรื่องที่คลองภายในจะเชื่อมถึงกันแล้วที่ดินมีราคาเพิ่มมากขึ้นนี้สักนิด

หากนายท่านของตนเป็นพ่อค้าผู้หนึ่งจริงๆ ก็สามารถนั่งรอวันที่ราคาที่ดินของร้านค้าปลีกวิเวกแห่งนี้เพิ่มสูงขึ้นได้เลย

หลิ่วเหมียนถังกำลังนึกด้วยความตื่นเต้นก็ได้ยินเสียงเอ่ยหยอกเย้าดังมาจากข้างนอกร้าน “ท่านเก้า ท่านมีภรรยาดีๆ เช่นนี้ วันเวลาที่จะร่ำรวยเทียบเคียงบ้านเมืองคงอยู่อีกไม่ไกลแล้ว!”

หลิ่วเหมียนถังเงยหน้ามอง ที่แท้เป็นหมอเทวดาจ้าวที่รักษานางกำลังเดินเคียงข้างมากับสามีนางชุยจิ่ว

พวกเขาต่างเป็นบุรุษรูปโฉมหล่อเหลารูปร่างสูงโปร่ง ทั้งยังอยู่ในอาภรณ์หรูหรา ศีรษะสวมกวาน* หยกดูสะดุดตาผู้คน โชคยังดีที่ที่นี่เป็นตรอกปลีกวิเวก ไม่อย่างนั้นแค่ชุยจิ่วคนเดียวก็ดึงดูดสายตาหญิงสาวที่เดินผ่านให้หยุดยืนดูแล้ว

ช่วงนี้หลิ่วเหมียนถังไม่ได้เจอหน้าสามีเลย ตอนนี้ได้มาพบกันที่นี่จึงดีใจมาก รีบเข้าไปคารวะทั้งสองคน “ท่านพี่กับท่านหมอเทวดามาที่นี่ได้อย่างไรกัน”

จ้าวเฉวียนแย่งเอ่ยกลั้วหัวเราะตอบ “ข้ากับท่านเก้าไปเยี่ยมสหายที่อำเภอข้างเคียง เพิ่งกลับมา บังเอิญเห็นเจ้าเดินนำนายช่างมาทางนี้จึงตามมาดู…”

ทุกวันนี้ยิ่งจ้าวเฉวียนได้เจอหลิ่วเหมียนถังก็ยิ่งพึงพอใจมากขึ้น แม้ในจวนของเขาจะมีภรรยาและอนุมากมาย แต่ก็มีเพียงพวกคนที่รู้จักใช้เงิน ไม่รู้จักดูแล

ภรรยาเอกของเขาเป็นบุตรสาวคนโตของอันกั๋วกง** นิสัยเฉยชา หลงใหลในรสพระธรรมตามมารดานาง เริ่มแรกหากไม่ใช่อันกั๋วกงขัดขวางไว้สุดกำลัง ก่อนแต่งงานนางยังเคยตั้งปณิธานจะออกบวชเป็นชีเสียด้วยซ้ำ

คนศึกษาในพระธรรมให้ความสำคัญกับเรื่องความสงบสุขและใจกว้าง แต่ภรรยาแสนดีของเขากลับดีนักเชียว ถึงขั้นศึกษาจนเสียสติ ไม่สนใจเรื่องทางโลก หลังแต่งงานมาไม่มีความรู้สึกผูกพันฉันสามีภรรยาใดๆ ให้กัน ในสายตานางแล้วจ้าวเฉวียนยังน่าสนใจสู้ปลาไม้*** ไม่ได้ด้วยซ้ำ

มีนายหญิงที่วันๆ เก็บตัวอยู่ในห้องพระ เรื่องจิปาถะต่างๆ ในจวนโหวก็สับสนวุ่นวายไปหมด ดังนั้นท่านโหวจ้าวจึงคิดว่าหากอนาคตเขาพาหลิ่วเหมียนถังเข้าบ้าน คนที่เฉลียวฉลาดอย่างนางจะต้องจัดการงานภายในจวนโหวได้อย่างแน่นอน

หลิ่วเหมียนถังได้ยินเขาพูดก็เพียงแค่ยิ้มน้อยๆ ตอบอย่างสุภาพ ด้วยกลัวว่าสามีจะรีบใช้งานร้านค้า ดังนั้นหลังได้ร้านมาหลิ่วเหมียนถังก็จ้างช่างจำนวนหนึ่งมาจากตลาดตะวันตก เตรียมจะปรับปรุงร้านค้าทันที

เพื่อเป็นการประหยัดเงิน งานหลายอย่างที่ไม่จำเป็นต้องใช้แรงต่างมีนางกับบ่าวหญิงสองคนเป็นผู้ทำ

ภายในร้านยามนี้จึงค่อนข้างวุ่นวาย ไม่เหมาะจะนั่งลงพูดคุย

หลิ่วเหมียนถังเห็นว่าวันนี้สามีสวมชุดสีขาวสะอาดสะอ้าน ไม่เหมาะจะอยู่ในร้านที่มีแต่กลิ่นควันกลิ่นน้ำมันฉุนจัดเช่นนี้ จึงเอ่ยปาก “ประเดี๋ยวข้าจะให้หลี่มามากลับบ้านไปทำอาหารก่อน ท่านพี่สามารถพาท่านหมอเทวดาจ้าวไปพักผ่อนที่บ้านก่อนได้นะเจ้าคะ”

ทว่าในใจท่านโหวจ้าวมุ่งหมายบางอย่างไว้ พอได้เห็นหลิ่วเหมียนถังเขาย่อมรู้สึกปวดใจเหมือนเห็นคนในครอบครัวตนเองอยู่บ้าง

เมื่อเห็นนางหันตัวกลับเข้าร้าน ถกกระโปรงขึ้นบันไดไปดึงกระดาษเคลือบน้ำมันเก่าบนผนังออกด้วยตนเอง จ้าวเฉวียนก็รีบพับแขนเสื้อแล้วกล่าวทันที “แม่นางหลิ่ว…เจ้าลงมาพักผ่อนก่อนเถอะ ข้าทำให้เจ้าเอง”

พูดจบเขาก็ปีนขึ้นโต๊ะมาแย่งดึงกระดาษเคลือบน้ำมันออก เมื่อเห็นว่าขนาดท่านโหวยังขึ้นที่สูง บ่าวชายของเขาย่อมไม่อาจอยู่ว่างได้ เข้ามาช่วยด้วยเช่นกัน

ส่วนโม่หรูบ่าวชายของชุยสิงโจวย้ายเก้าอี้ตัวหนึ่งจากในร้านออกมาวางหน้าประตูให้ท่านอ๋องนั่งลง

ชุยสิงโจวไม่ได้นั่งลง แม้ยามนี้จะเป็นช่วงเช้า ภายในตรอกเองก็เงียบสงบไร้ผู้คน แต่หากเขานั่งลงไม่ใช่เป็นอุปสรรคต่อการใช้หลิ่วเหมียนถังล่อศัตรูหรอกหรือ

ทว่าเมื่อเขามองจ้าวเฉวียนที่ขยันขันแข็งผิดปกติก็นึกเข้าใจความคิดของอีกฝ่ายขึ้นมา หลงเสน่ห์หลิ่วเหมียนถังเข้าแล้วจริงๆ ด้วย!

คิดถึงตรงนี้เขาก็พูดเสียงกร้าวขึ้น “สหาย ประเดี๋ยวจะไปงานแข่งหมากล้อมไม่ทันแล้ว”

ชุยสิงโจวพูดเสียงไม่ดัง แต่คนที่รู้จักเขาต่างรู้ว่าเขาเริ่มไม่พอใจ จ้าวเฉวียนถึงนึกได้ว่าวันนี้เขากับชุยสิงโจวออกมาในชุดลำลองเพราะต้องการไปพบตงซีจวีซื่อ* ที่มาพักอยู่ที่นี่

ตงซีจวีซื่อมีนิสัยแปลกประหลาด แต่ฝีมือการเดินหมากสูงส่ง อุตส่าห์เห็นแก่หน้าที่เป็นสหายของชุยสิงโจวยอมมาพบเขา ไม่อาจเสียเวลาได้จริงๆ

ดังนั้นจ้าวเฉวียนจึงรีบดึงกระดาษเคลือบน้ำมันออกอีกสองแผ่น จากนั้นส่งยิ้มขออภัยให้หลิ่วเหมียนถัง “วันนี้ติดธุระ ไว้วันหน้าจะต้องมาช่วยเจ้าแน่นอน”

หลิ่วเหมียนถังยิ้มพลางผูกผ้าโพกสีเขียวบนศีรษะแน่นขึ้น “ท่านหมอเทวดาเกรงใจเกินไปแล้ว งานหยาบกระด้างเช่นนี้จะรบกวนท่านได้อย่างไร”

จ้าวเฉวียนกระโดดลงจากโต๊ะ รับผ้าเปียกที่บ่าวยื่นมาให้พร้อมน้ำชา ก่อนเอ่ยอย่างจริงใจ “ข้ากับท่านเก้าสนิทกันดั่งพี่น้องแท้ๆ เจ้ากลับเอาแต่เรียก ‘ท่านหมอเทวดา’ ฟังดูเหินห่างนัก แค่เรียกนามข้า ‘จยาอวี๋’ ก็พอแล้ว”

หลิ่วเหมียนถังเผยยิ้ม แต่ไฉนเลยจะมีเหตุผลให้นางเรียกสกุลของสหายสามีโดยตรงเล่า ดังนั้นนางจึงเปลี่ยนไปเอ่ยว่า “ดูท่าในชะตาชีวิตของท่านจ้าวจะขาดธาตุน้ำ ทั้งในนามและชื่อรองต่างสนับสนุนกันยิ่งนัก**

จ้าวเฉวียนเองก็ยิ้มตาม รู้สึกว่าหญิงสาวผู้นี้ช่างจิตใจดีงาม ในชะตาชีวิตของเขาขาดความอ่อนโยนดุจสายน้ำ โฉมงามที่เข้าอกเข้าใจผู้อื่นเช่นนี้

หลังทั้งสองคนกลับไปขึ้นรถม้าจ้าวเฉวียนยังคงอาลัยอาวรณ์ หันกลับไปมองหญิงงามที่ยืนส่งสามีอยู่หน้าร้านอยู่บ่อยๆ

จนกระทั่งรถม้าเลี้ยวหัวมุมเขาถึงได้เก็บสายตากลับมาอย่างตัดใจไม่ได้

ชุยสิงโจวรู้สึกว่ามีความจำเป็นต้องตักเตือนสหายสนิทที่เดินทางผิด จึงเอ่ยเสียงเรียบ “ท่านโหวใจดี แต่ไม่จำเป็นต้องดีมากเกินไป อย่าได้ลืมเป็นอันขาดว่าหญิงสาวผู้นั้นก็เป็นคนในครอบครัวโจรกบฏ ทันทีที่ยุ่งเกี่ยวจะต้องโดนลูกหลงด้วยแน่นอน”

จ้าวเฉวียนไม่ชอบฟังเรื่องพวกนี้ เขาถลึงตาใส่อีกฝ่ายเบาๆ “คนดีๆ ที่ถูกโจรลักพาตัวไปนับเป็นคนในครอบครัวโจรกบฏที่ใดกัน…รอเรื่องนี้จบก่อนเถิด ท่านอ๋องจะต้องตัดสินใจอย่างเป็นกลาง คืนความยุติธรรมให้แม่นางหลิ่วด้วยนะ!”

ชุยสิงโจวกลับรู้สึกว่าสหายสนิทอ่อนต่อโลก ไม่อยากเปลืองน้ำลายกับอีกฝ่ายต่อไป จึงหยิบตำราที่วางไว้ด้านข้างขึ้นมาพลิกอ่านไปพลางเอ่ยเสียงอ่อนโยนไปพลาง “บิดากับพี่น้องนางต่างมีความผิด ไม่มีบ้านให้กลับแล้ว ทั้งยังเสื่อมเสียชื่อเสียงไม่อาจอยู่ในสังคมได้ หากนางช่วยข้าสร้างความดีความชอบ ข้าก็จะตกรางวัลให้นาง แล้วส่งไปปลงผมบวชชีในอาราม ใช้ชีวิตที่เหลืออย่างสงบสุขแล้วกัน”

จ้าวเฉวียนถูกภรรยาเอกที่หลงใหลในพระธรรมทรมานอยู่ทุกวี่ทุกวัน ยามนี้เพียงได้ยินคำว่า ‘อาราม’ สองพยางค์ก็จะปวดหัว ไม่รู้เหมือนกันว่าชาติก่อนเขาติดหนี้อะไรพระพุทธองค์ไว้ ชาตินี้ดวงแต่งงานจึงมีอุปสรรคเช่นนี้

ข้าอุตส่าห์มีใจให้หญิงสาวสักคน แต่เจ้าชุยสิงโจวกลับตั้งใจส่งคนไปอยู่อารามเสียได้!

จ้าวเฉวียนรู้สึกไม่พอใจ รู้สึกว่าบางทีอาจเพราะสหายสนิทไม่เข้าใจความรู้สึกที่เขามีต่อหญิงสาวผู้นั้นถึงได้ใจดำเช่นนี้ ดังนั้นจึงเอ่ยปากบอกตรงๆ “ท่านเองก็เป็นคนที่ใกล้มีเรื่องมงคล กำลังจะแต่งงานกับญาติผู้น้องคนรองสกุลเหลียน กลายเป็นคู่ที่สวรรค์สร้าง น่าสงสารตัวข้าที่ได้ชื่อว่าแต่งงานแล้ว ทุกวันกลับไม่มีใครสนใจไยดี ขาดแค่คนแสนดีอย่างแม่นางหลิ่วเท่านั้นเอง…”

น่าเสียดายที่ประโยคนี้พูดออกไปแล้วกลับไม่มีใครสนใจ

ชุยสิงโจวพิงพนักรองในรถม้า มือหนึ่งยกขึ้นยันขมับตั้งใจอ่านหนังสือ คล้ายว่าไม่มีความสนใจจะสนทนาถึงเรื่องมงคลที่ใกล้เข้ามาของตนเช่นกัน

คุณหนูรองสกุลเหลียนที่จ้าวเฉวียนพูดถึงความจริงเป็นหลานสาวแท้ๆ ของชายาสกุลฉู่ของท่านอ๋องผู้เฒ่า มารดาของชุยสิงโจว

สมัยนั้นท่านอ๋องผู้เฒ่ามีนิสัยเจ้าชู้เสเพล หลังชายาอ๋องผู้เฒ่าแต่งเข้าไปก็ไม่ได้รักใคร่ลึกซึ้งกับท่านอ๋องผู้เฒ่า แต่งงานมาหกปีกลับมีเพียงบุตรสาว ไม่มีบุตรชาย

ท่านอ๋องผู้เฒ่าชุยเซี่ยรอจนหมดความอดทนจึงรับอนุจากตระกูลผู้ดีมาสามคน สลับหมุนเวียนไปหาตลอดเวลาสี่ปี แข่งกันคลอดบุตรชายออกมาทั้งหมดแปดคน

เมื่อเข้าปีที่เจ็ดอาจเพราะค่าน้ำมันธูปเทียนที่ชายาอ๋องผู้เฒ่าถวายทำให้เจ้าแม่ประทานบุตรซาบซึ้งใจเข้า นางจึงตั้งครรภ์คลอดชุยสิงโจวบุตรชายภรรยาเอกคนโตออกมาในที่สุด

ดังนั้นแม้ชุยสิงโจวจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรชายภรรยาเอกคนโต ทว่ากลับเป็นพี่น้องคนที่เก้าในครอบครัว

ภูมิหลังของอนุเหล่านั้นล้วนไม่ธรรมดา แต่ละบ้านยังมีบุตรชายกันทั้งสิ้น การแก่งแย่งชิงดีทั้งในทางลับและที่แจ้งของในจวนอ๋องรุนแรงเสียยิ่งกว่าภายในวัง มากพอจะให้นักเล่านิทานเล่าจนปากเปื่อยทีเดียว

ซ้ำชายาอ๋องผู้เฒ่ายังมีนิสัยอ่อนโยน เหตุผลที่สามารถยืนมั่นคงท่ามกลางการแก่งแย่งชิงดีของพวกอนุได้ ย่อมเป็นเพราะภูมิหลังทางบ้านบิดาของนางล้ำลึก พี่น้องยังล้วนมีความสามารถ มีแรงสนับสนุนเข้มแข็งเป็นเหตุผล

ที่สำคัญที่สุดคือบุตรชายของนางผู้นี้เก่งกาจ

โดยสรุปแล้ว หลังท่านอ๋องผู้เฒ่าตาย ตอนที่ชุยสิงโจวสืบทอดบรรดาศักดิ์ต่อ พี่น้องเหนือเขาขึ้นไปก็มีเหลือน้อยนิดแล้ว ความโหดร้ายในช่วงเวลานั้นใหญ่โตมากพอให้คนในจวนอ๋องล้วนเก็บงำไม่พูดถึง

ได้เห็นเรือนหลังของบิดาป่าเถื่อนเลวร้าย บรรดาอนุแต่ละคนล้วนโอ้อวดจองหอง ตอนถึงเวลาที่ชุยสิงโจวควรจะแต่งงาน ตัวเลือกชายาอ๋องคนใหม่ย่อมต้องเลือกอย่างระมัดระวังเอามากๆ เงื่อนไขแรกคือจะต้องมีนิสัยอ่อนโยน ไม่อาจเย่อหยิ่งอวดดี

ช่วยไม่ได้ที่มารดาเขาอ่อนโยนเกินไป หากแต่งสตรีที่ร้ายกาจมากเข้ามา เกรงว่าแม่สามีอย่างนางจะคุมไม่อยู่

เขาไม่ลุ่มหลงมัวเมาในนารี แล้วก็ไม่คิดมีอนุหรือสาวใช้ห้องข้าง* ขอเพียงภรรยามีนิสัยอ่อนน้อม สามารถกตัญญูต่อมารดา คลอดและเลี้ยงดูบุตรได้ก็เป็นพอ

สุดท้ายภายใต้ข้อเสนออย่างกระตือรือร้นของชายาอ๋องผู้เฒ่า เขาจึงเลือกญาติผู้น้องเหลียนปิ่งหลันที่นิสัยคล้ายคลึงกับมารดาเป็นคู่หมั้น

เหลียนปิ่งหลันเป็นบุตรคนรองของเหลียนฉู่ซื่อ** น้องสาวของชายาอ๋องผู้เฒ่า บิดาของนางคือเหลียนหานซาน ลุงของเจิ้นหนานโหวจ้าวเฉวียน

ดังนั้นคุณหนูรองสกุลเหลียนจึงเป็นทั้งญาติผู้น้องบ้านน้าของชุยสิงโจว แล้วก็เป็นญาติผู้น้องบ้านลุงของจ้าวเฉวียนด้วย

และชุยสิงโจวกับจ้าวเฉวียนก็นับเป็นเครือญาติแต่งงานกัน มีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้น

ในปีนั้นคุณหนูรองสกุลเหลียนมีบรรดาญาติผู้พี่มากความสามารถให้เลือกจนตาลาย สุดท้ายก็ตัดสินใจเลือกท่านอ๋องรูปงามอย่างชุยสิงโจว ทำให้เหล่าคุณหนูสกุลอื่นๆ อิจฉาแทบตาย

น่าเสียดายที่เรื่องราวไม่ได้ราบรื่น ท่านย่าของคุณหนูรองสกุลเหลียนตายกะทันหันเนื่องจากผลท้อติดคอเมื่อสองปีก่อน อุบัติเหตุเช่นนี้ทำให้บรรดาลูกหลานในตระกูลรับมือไม่ทัน ไม่อาจดำเนินการสู่ขอก่อนหน้าช่วงไว้ทุกข์ได้ ส่งผลให้กำหนดการแต่งงานของเหลียนปิ่งหลันกับชุยสิงโจวจำเป็นต้องเลื่อนออกไปสามปี

บัดนี้ผ่านไปสองปีแล้ว รออีกเพียงปีเดียวจวนไหวหยางอ๋องก็จะรับนายหญิงได้เสียที

เพียงแต่ชายาอ๋องผู้เฒ่ามักคิดถึงลูกสะใภ้ในอนาคตของตนอยู่บ่อยๆ ทั้งยังเป็นเพราะโดดเดี่ยวไม่มีใครเคียงข้าง ดังนั้นจึงชอบเชิญนางมาที่จวนของตนเอง

ชุยสิงโจวไม่ได้มีข้อสงสัยต่อการตัดสินใจของมารดา แล้วก็ไม่อยากให้คนติฉินนินทาญาติผู้น้องที่ยังไม่ทันแต่งเข้าด้วย ดังนั้นเวลาที่เหลียนปิ่งหลันมาเป็นแขกที่จวน เขาก็จะหลีกเลี่ยงไม่กลับไป ป้องกันไม่ให้ถูกคนเอาไปลือว่าเป็นการลอบนัดพบช่วงไว้ทุกข์ เสื่อมเสียชื่อเสียงของกันและกันให้ผู้อื่นจับเป็นจุดอ่อนเอาได้

พอลองนับดูเขาไม่ได้กลับไปจวนอ๋องครึ่งปีได้แล้ว หลังงานแข่งหมากล้อมครั้งนี้ก็จะต้องรีบกลับไปร่วมงานวันคล้ายวันเกิดของมารดา

งานแข่งหมากล้อมกับผู้ทรงภูมิรื่นเริงอย่างมาก ชุยสิงโจวเป็นยอดฝีมือด้านการเดินหมาก เวลาว่างนอกจากงานเขาไม่ชอบงานเลี้ยงวุ่นวายหนวกหู ชอบเพียงการฆ่าเวลาที่ไม่จำเป็นต้องพูดเช่นนี้

ระยะนี้ข่าวลือที่ทางราชสำนักระแวงกองทัพในมือเขากำลังดุเดือด ฮ่องเต้ก็กำลังรอให้เขาคืนตราทหาร สลายกองทัพด้วยตนเอง

ชุยสิงโจวเหนื่อยหน่ายกับการรับมือคำพูดหยั่งเชิงของพวกขุนนางแล้ว เขามีความสุขกับการอยู่กับคนว่างงานอย่างจ้าวเฉวียนและตงซีจวีซื่อนี้มากกว่า

 

หลังงานแข่งหมากล้อมผ่านไปครึ่งวันก็สิ้นสุดลง ตงซีจวีซื่อที่ไม่ชอบชมเชยผู้ใดยังเอ่ยปากชม “ไม่ได้พบหน้าแค่ไม่กี่วัน ฝีมือเดินหมากของไหวหยางอ๋องก็ดุดันมากขึ้นอีกแล้ว การได้ประมือกับท่านช่างชวนให้คนติดใจจริงๆ!”

เขาพูดจบแล้วหยิบตำราหมากล้อมเก่าขาดม้วนหนึ่งออกมา “กล้าพนันกล้าแพ้ วันนี้ข้าแพ้ให้ท่านสามกระดานติด ขอมอบตำราหมากล้อมที่สืบทอดมายาวนานเล่มนี้ให้ท่าน เพียงแต่ตำราหมากล้อมขั้นสูงที่สืบทอดมานี้ทุกวันนี้เหลือเพียงครึ่งแรก หวังว่าวันหน้าท่านจะตามหาอีกครึ่งที่เหลือพบ และสามารถแบ่งปันให้ข้าอ่านได้”

ชุยสิงโจวยิ้มน้อยๆ แน่นอนว่าย่อมรับปาก

บทที่ 9

 เดิมตำราหมากล้อมที่หาได้ยากเล่มนี้ก็เป็นสิ่งที่สามารถพบเจอแต่ไม่อาจเรียกร้องได้ ชุยสิงโจวเองก็ไม่รู้ว่าจะหาตำราอีกครึ่งที่เหลือเจอ ทำให้ความปรารถนาตลอดชีวิตของตงซีจวีซื่อเป็นจริงได้หรือไม่

ชุยสิงโจวได้รับตำราหมากล้อมที่ต้องการมาก็นับว่าการเดินทางครั้งนี้สมปรารถนา หลังมอบชาชื่อดังจากภูเขาหลูซานที่พกติดตัวให้ตงซีจวีซื่อแล้วเขาก็ขอตัวลากลับ

อีกสองวันจะเป็นงานวันคล้ายวันเกิดของมารดา ช่วงนี้บรรดาญาติห่างๆ ของจวนอ๋องต่างทยอยกันมาที่จวนแล้ว เขาจำเป็นต้องกลับไปต้อนรับแขกและกินเลี้ยง

ดังนั้นหลังออกจากเรือนในเขตภูเขาของตงซีจวีซื่อ เขากับจ้าวเฉวียนก็ลงจากภูเขาไปเปลี่ยนเป็นรถม้าหรูหราแขวนป้ายจวนอ๋อง ออกเดินทางกลับจวนอ๋องด้วยกัน

ความจริงจวนไหวหยางอ๋องอยู่ไม่ไกลจากตำบลหลิงเฉวียน อยู่ที่เมืองเจินโจวซึ่งห่างกันเพียงแม่น้ำหนึ่งสาย

แม้งานวันคล้ายวันเกิดของชายาอ๋องผู้เฒ่าจะยังไม่เริ่มขึ้น ทั้งยามนี้ก็ดึกแล้ว แต่ด้านหน้าประตูจวนอ๋องยังคงมีรถม้ามาจอดหยุดกันอย่างคึกคัก

ในที่สุดท่านอ๋องก็กลับมาบ้าน ทุกคนภายในจวนต่างกระตุ้นความฮึกเหิมขึ้นมาอีกร้อยเท่า ออกมาต้อนรับท่านอ๋องกัน

และเรื่องแรกที่ชุยสิงโจวทำก็คือไปคารวะมารดา

เพราะรู้ว่าบุตรชายจะกลับมา ฉู่ไท่เฟย* ที่ปกติเข้านอนเร็วจึงยังนั่งอยู่ในห้องโถงโดยมีเหลียนปิ่งหลันกับมารดานางอยู่เป็นเพื่อน รอชุยสิงโจวมาคารวะด้วยกัน

ตอนที่ชุยสิงโจวในชุดเสื้อแขนกว้างสีฟ้าอ่อน รัดสายคาดเอวเดินอ้อมศาลาริมน้ำมาปรากฏตัวที่ลานด้านหน้า โคมไฟซึ่งแขวนอยู่สูงก็ส่องกระทบใบหน้าอันหล่อเหลาของเขาจนเป็นประกายระยิบระยับ โครงหน้ายิ่งดูรูปงามกว่าเดิม

เหลียนปิ่งหลันมองดูว่าที่สามีของตนอย่างขวยเขิน เม้มปากน้อยๆ รอญาติผู้พี่เดินมาเงียบๆ

ทว่าชุยสิงโจวกลับไม่เสียสมาธิไปมองแต่อย่างใด แต่ไรมาเขาก็ไม่ได้สนใจมองญาติผู้น้องของเขาสักเท่าไร

ตั้งแต่เล็กจนโตเขาไม่ได้สนิทกับญาติผู้น้องที่อายุห่างกันสี่ปีผู้นี้สักเท่าใด ต่อให้รอบข้างไม่มีผู้อื่นอยู่ด้วย ความจริงเขาก็ไม่มีอะไรให้พูดกับญาติผู้น้องนัก

โชคดีที่หลักจรรยาระหว่างสามีภรรยาสำคัญที่ให้ความเคารพซึ่งกันและกัน เหมือนกับหลิ่วเหมียนถังผู้นั้น ขอเพียงเคารพนอบน้อมต่อสามี ต่อให้ไม่มีอะไรให้พูดก็สามารถอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขได้

ชุยสิงโจวไม่มีความสนใจต่อสายสัมพันธ์กลมเกลียวใกล้ชิดระหว่างสามีภรรยาอย่าง ‘คิ้วของข้าหนาบางไปหรือไม่’* เลยสักนิด แต่เข้าใจว่าความนอบน้อมของภรรยาเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่ง

ตรงจุดนี้คุณหนูตระกูลใหญ่อย่างเหลียนปิ่งหลันจะต้องทำได้ดียิ่งกว่าคุณหนูตกอับอย่างหลิ่วเหมียนถังแน่นอน

หลังคารวะมารดาแล้ว ฉู่ไท่เฟยก็เอ่ยเสียงอ่อนโยน “ไม่ได้เจอเจ้าเสียนาน เหตุใดจึงดูผอมลงอีกแล้ว หากครั้งนี้ไม่ติดงานอะไรก็รั้งอยู่ในจวนอ๋องให้นานหน่อย จะได้ลิ้มรสฝีมือทำอาหารของปิ่งหลันด้วย น้ำแกงบำรุงที่นางต้มให้ข้าดีต่อร่างกายอย่างมาก”

เหลียนปิ่งหลันได้ยินท่านป้าฉู่ซื่อเอ่ยชมนางจึงยิ้มตอบเสียงอ่อนหวาน “เพราะไท่เฟยไม่รังเกียจฝีมือเงอะงะของปิ่งหลันต่างหากล่ะเจ้าคะ ข้ารู้ฝีมือทำอาหารของตนเองดี ไฉนเลยจะกล้าแสดงฝีมืออัปลักษณ์ต่อหน้าญาติผู้พี่ได้”

ฉู่ไท่เฟยเห็นเหลียนปิ่งหลันถ่อมตนจึงยิ้มพลางเอ่ยกับน้องสาวเหลียนฉู่ซื่อ มารดาของเหลียนปิ่งหลันซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ “เจ้าดูสิ ไยปิ่งหลันถึงได้ถ่อมตนเพียงนี้ นิสัยไม่เหมือนเจ้าสักนิดเดียว!”

ฉู่ไท่เฟยพูดความจริง เหลียนฉู่ซื่อน้องสาวของนางผู้นี้ตอนอยู่บ้านเดิม ไม่ว่าเรื่องใดก็ฝีปากจัดจ้าน จะต้องแก่งแย่งสิ่งที่ดีที่สุดมาเสมอ ต่อให้ภายหลังแต่งงานมีลูกแล้วก็ไม่เห็นว่าจะดีขึ้น แต่เหลียนปิ่งหลัน บุตรสาวของน้องสาวกลับเป็นคุณหนูอ่อนหวานสง่างาม เหมาะสมกับชุยสิงโจวบุตรชายนางอย่างยิ่ง

ชุยสิงโจวไม่ได้กลับบ้านมานาน หลังคารวะมารดาเสร็จจึงนั่งอยู่พูดคุยเรื่อยเปื่อยกับมารดาและท่านน้าต่อ

หลังเหลียนฉู่ซื่ออมยิ้มสนทนาเรื่องอื่นสั้นๆ จู่ๆ ก็เปลี่ยนหัวข้อมายิ้มแย้มแล้วเอ่ยว่า “ท่านพี่ สิงโจวใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกเป็นส่วนใหญ่ ข้างกายไม่มีสาวใช้ที่เอาใจใส่ นานวันเข้าจะไม่ดีเอาได้ กำหนดการแต่งงานของเขากับปิ่งหลันยังเหลืออีกหนึ่งปี มิสู้ให้เหลียนเซียงสาวใช้ข้างกายปิ่งหลันไปปรนนิบัติข้างกายท่านอ๋องก่อน อย่างน้อยจะได้ดูแลความเป็นอยู่ได้กระมัง”

ลูกไม้คุณหนูยังไม่มาสาวใช้นำมาก่อนประเภทนี้ออกจะอยู่เหนือความคาดหมายของผู้คนจริงๆ ฟังดูแล้วเจตนาของท่านน้าเหลียนฉู่ซื่อคือต้องการส่งเหลียนเซียงมาเป็นสาวใช้ห้องข้างของชุยสิงโจวก่อน

ฉู่ไท่เฟยอดมองไปทางเหลียนปิ่งหลันที่นั่งอยู่ด้านข้างไม่ได้ นางคล้ายไม่ได้มีสีหน้าตกใจ แค่ก้มหน้าน้อยๆ ไม่พูดอะไร จากนั้นฉู่ไท่เฟยก็มองไปทางเหลียนเซียงต่อ

รูปโฉมของสาวใช้ผู้นี้นับว่าใช้ได้ แต่ยังคงด้อยกว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเหลียนปิ่งหลัน ดูแล้วไม่เหมือนพวกมารยาสาไถย…

ตอนนั้นชุยสิงโจวกลับเอ่ยปากขึ้นว่า “ข้าไปอยู่ที่ค่ายทหารบ่อยๆ พาสาวใช้ไปด้วยไม่สะดวก บ่าวชายข้างกายก็รอบคอบมากพอแล้ว ท่านน้าไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงข้า”

หลังได้ยินท่านอ๋องเอ่ยปฏิเสธอ้อมๆ เหลียนฉู่ซื่อกลับยังไม่ยอมแพ้ “เหลียนเซียงไม่ใช่บ่าวรับใช้ที่เลี้ยงดูในเรือนใหญ่จนปวกเปียกทำตัวเป็นนาย ท่านอ๋องเรียกใช้ให้เต็มที่ก็พอ วันหน้าพอท่านกับปิ่งหลันแต่งงานกัน นางเองก็ปรนนิบัติจนมีกฎเกณฑ์แล้ว คอยช่วยเหลือปิ่งหลันดูแลชีวิตประจำวันของท่านได้พอดีมิใช่หรือ”

ฉู่ไท่เฟยหูเบา เมื่อได้ยินเช่นนี้ก็รู้สึกว่ามีเหตุผล ดังนั้นจึงเอ่ยกล่อมบุตรชายด้วยเช่นกัน “ในเมื่อเป็นความปรารถนาดีของท่านน้าเจ้า เจ้าก็รับปากเสียเถอะ”

แต่ชุยสิงโจวไม่ได้มีท่าทีว่าจะยอมรับปาก แค่ยกถ้วยชาขึ้นมาปาดฝาถ้วยเบาๆ ก่อนเอ่ยเปลี่ยนหัวข้อไปคล้ายไม่เจตนา “เมื่อไม่กี่วันก่อนพลทหารผู้ใต้บังคับบัญชาของข้ามาบอกว่าเห็นบ่าวรับใช้ของท่านน้าเหลียนที่ตำบลหลิงเฉวียน คิดว่าคงไปเลือกซื้อเครื่องเคลือบดินเผา ได้ซื้อที่ถูกใจกลับมาหรือไม่ อยากให้ข้าช่วยเลือกซื้อแทนหรือไม่”

เหลียนฉู่ซื่ออึ้งงันไปเล็กน้อย ตอนที่กำลังจะเอ่ยปากดึงกลับเข้าประเด็นเดิม เหลียนปิ่งหลันกลับเอ่ยเสียงอ่อนหวานแทรกขึ้นมา “ท่านแม่คิดมากไปแล้ว ต่อให้ญาติผู้พี่ต้องการหาสาวใช้ ภายในจวนก็มีคนที่คล่องแคล่วอยู่มากมาย พวกนางต่างเป็นคนที่ไท่เฟยสั่งสอนด้วยตนเอง การทำงานกับความละเอียดอ่อนจะใช่สิ่งที่คนใจร้อนอย่างเหลียนเซียงสู้ได้อย่างไร”

พูดจบนางก็เอ่ยเสียงหวานเรื่องที่เมื่อวานไปกินเจที่วัดเป็นเพื่อนไท่เฟยขึ้นมาต่อ เมื่อพูดถึงเรื่องขบขันก็ทำเอาฉู่ไท่เฟยหัวเราะจนอ้าปากกว้าง ส่วนเรื่องยกสาวใช้ให้ชุยสิงโจวก็ผ่านไปทั้งอย่างนี้

รอชุยสิงโจวลุกขึ้นขอตัวลามารดากลับไปที่เรือนหนังสือ เหลียนฉู่ซื่อเองก็พาบุตรสาวลากลับไปยังเรือนพักแขกของเหลียนปิ่งหลันเช่นกัน

หลังเข้าไปในห้อง รอบข้างไม่มีคนนอกอีก เหลียนฉู่ซื่อก็หน้านิ่ว ถลึงตาเอ่ยกับบุตรสาวทันที “ไม่ใช่ตกลงกันว่าจะส่งเหลียนเซียงไปอยู่ข้างกายสิงโจวก่อนหรอกหรือ จะได้รู้ว่าสถานการณ์ทางนั้นเป็นอย่างไร อุตส่าห์พูดให้พี่สาวข้ายอมได้แล้ว เหตุใดตอนหลังเจ้าถึงขัดขวางอีก”

เรื่องนี้ยิ่งพูดเพลิงโทสะก็ยิ่งรุกรานหัวใจ เหลียนฉู่ซื่อพูดกับบุตรสาวต่อด้วยความกังวลเต็มอก “สวรรค์! นี่มันลูกรับสืบทอดนิสัยบิดาโดยแท้ เรื่องเหลวไหลในจวนอ๋องมีมาไม่เคยหยุดหย่อน! ตอนนั้นข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านอ๋องผู้เฒ่าชุยเซี่ยมีนิสัยเจ้าชู้ถึงได้ไม่ยอมแต่ง ทำเอาบิดามารดาไร้หนทางได้แต่ให้ข้าแลกหนังสือหมั้นหมายกับพี่สาว ให้นางแต่งกับชุยเซี่ย แล้วให้ข้าแต่งกับบิดาเจ้าแทน เจ้าดูท่านป้าเจ้าสิ ถ้าไม่ใช่มีบ้านเดิมคอยปกป้องก็คงถูกพวกนางจิ้งจอกเหล่านั้นจิกทึ้งกินไปนานแล้ว ไฉนเลยจะมีชีวิตไท่เฟยอย่างสงบสุขเฉกเช่นทุกวันนี้ ปัญหาทุกข์ใจของนางในตอนนั้น เทียบกับชีวิตสงบสุขสบายใจของจวนพวกเราไม่ได้แม้แต่น้อย…ถ้าเจ้าไม่ระวังตัวเอาไว้ ระวังจะเดินตามรอยท่านป้าเจ้า ถึงเวลานั้นตำแหน่งขุนนางไม่สูงไม่ต่ำของบิดาเจ้าก็ไม่อาจช่วยอะไรเจ้าได้หรอกนะ!”

ได้ยินคำเยินยอตนเองของมารดา เหลียนปิ่งหลันผู้มีท่าทีอ่อนโยนต่อหน้าผู้อื่นเสมอพลันมองเหยียดเหลียนฉู่ซื่อไปหนหนึ่งอย่างไม่ยี่หระ

เหลียนฉู่ซื่อไม่ทันสังเกตสายตาหยามเหยียดของบุตรสาว ยังคงเอ่ยกับตนเองต่อไป “ข้าเห็นว่าสิงโจวบุตรชายคนเดียวของนางนิสัยดี ไม่ได้เสเพลเหมือนบิดาเขาถึงได้ยอมให้เจ้าแต่งเข้า ไฉนเลยจะรู้ว่าสิงโจวกลับเลี้ยงอนุคนหนึ่งไว้ที่ตำบลหลิงเฉวียนเงียบๆ! นี่มัน…ไม่ใช่ว่าเหมือนท่านอ๋องผู้เฒ่าที่ตายไปหรอกหรือ หากไม่รีบป้องกันแต่เนิ่นๆ คนที่เสียเปรียบจะเป็นเจ้าอย่างแน่นอน!”

เหลียนปิ่งหลันปล่อยให้เหลียนเซียงช่วยถอดปิ่นให้นาง ก่อนเอ่ยเสียงอ่อนโยน “ท่านแม่ ลูกพูดกับท่านมากี่ครั้งแล้วว่าห้ามทำอะไรโจ่งแจ้งเกินไป วันนี้ท่านฟังคำพูดของญาติผู้พี่ บอกชัดว่าจับเรื่องที่บ่าวรับใช้ของท่านพ่อพบเจอเรือนนอกที่ตำบลหลิงเฉวียนแล้ว หากท่านรีบร้อนยัดเยียดคนให้เขา มิใช่เป็นการยัดหูตาเข้าไปแบบโจ่งแจ้งหรอกหรือ จากนิสัยของญาติผู้พี่จะยอมได้อย่างไร”

เหลียนฉู่ซื่อรู้ว่าบุตรสาวพูดจามีเหตุผล แต่ยังคงเอ่ยอย่างไม่พอใจ “เช่นนั้นจะปล่อยให้เขามีอนุหรือ ถึงเวลานั้นหน้าตาสกุลเหลียนของพวกเราควรเอาไปวางไว้ที่ใด”

เหลียนปิ่งหลันกลับเอ่ยอย่างสบายใจ “ซูโม่ไม่ได้ใช้เงินสืบข่าวมาแล้วหรือ บอกว่าหญิงสาวผู้นั้นเดิมเป็นภรรยาพ่อค้าที่ถูกโจรลักพาตัวไป ไม่รู้ว่าไปเข้าตาญาติผู้พี่ได้อย่างไร พวกที่ชื่อเสียงเสียหายเพียงนี้ก็แค่อาศัยรูปโฉมมาแก้เบื่อให้บุรุษเท่านั้น จากฐานะของญาติผู้พี่ ต่อให้โปรดปรานอย่างไรก็ไม่มีทางยกสตรีผู้นั้นขึ้นมาได้ ในเมื่อเป็นคนที่เอาไว้แก้เบื่อส่วนตน จะยังไปทำลายความสุขของญาติผู้พี่ให้เขานึกรำคาญใจไปไย”

ความจริงเหลียนฉู่ซื่อเองก็สงสัยว่าเหตุใดบุตรสาวของตนจึงไม่มีนิสัยใจร้อนเหมือนตน อดทนอดกลั้นได้ดีเพียงนี้! แต่เหลียนปิ่งหลันก็พูดจามีเหตุผล วันนี้ท่านอ๋องยกเรื่องซูโม่บ่าวรับใช้ของเหลียนหานซานขึ้นมาพูดกะทันหันก็เพราะกำลังเอ่ยกระทบกระทั่งนางอ้อมๆ

หลานชายผู้นี้ของนางแม้ดูสุภาพอบอุ่น แต่นิสัยข้างในกลับไม่ได้อ่อนโยนเหมือนพี่สาว ถ้าจะยัดเยียดสาวใช้เข้าไปให้ได้กลับจะไม่เป็นการดีแทน

เมื่อไม่กี่วันก่อนตอนที่บ่าวรับใช้ผู้นั้นไปสืบข่าวอีกครั้ง พลทหารนายนั้นที่เคยใช้เงินซื้อตัวไว้ได้หายไปแล้ว พอถามคนอื่นต่างก็ปิดปากเงียบ ทำให้เขาเจอทางตันได้แต่ถอยกลับ ตอนนี้คิดดูแล้วจากนิสัยของชุยสิงโจวจะต้องลงโทษพลทหารนายนั้นแน่ๆ คิดอยากหลอกถามอีกก็เป็นไปไม่ได้แล้ว

ส่วนเหลียนปิ่งหลันพอพ้นจากช่วงเพลิงริษยาสุมหัวใจในตอนแรกก็คิดตก ในอนาคตนางแต่งเข้าไปก็จะเป็นนายหญิงของจวนอ๋อง พระชายาผู้ดูแลจวน มีวิธีจัดการอนุผู้นั้นอีกมากมาย เหตุใดจะต้องหาเรื่องให้ญาติผู้พี่ไม่พอใจก่อนแต่งงานด้วยเล่า

ในเมื่อเป็นเช่นนี้นางย่อมทำเป็นไม่รับรู้เรื่องใด ที่จริงมีหญิงสาวชื่อเสียงป่นปี้คอยปรนนิบัติญาติผู้พี่เช่นนี้ก็ดี ถึงอย่างไรก็ดีกว่าไหวหยางอ๋องผู้เฒ่าที่ตายไปซึ่งล่อลวงคุณหนูตระกูลอื่น ยกอนุสูงศักดิ์ที่ด่าทอไม่ได้เข้าบ้านมามากมาย

คิดมาถึงตรงนี้เหลียนปิ่งหลันก็กล่อมให้มารดาไปพักผ่อนเสียงอ่อนโยน ส่วนนางใช้ยาบำรุงหน้าที่ทำจากไข่มุกแปะหน้า เอาผ้าโปร่งคลุมผมไว้แล้วนอนลง

สองสามวันมานี้เหลียนปิ่งหลันสนใจบำรุงผิวพรรณเป็นพิเศษ เพราะได้ยินพลทหารนายนั้นบอกว่าภรรยาพ่อค้าผู้นั้นรูปโฉมงดงามมาก นางจึงยากจะไม่รู้สึกไม่พอใจ เกิดใจนึกอยากเอาชนะขึ้นมา

ทว่าต่อให้งามกว่านี้ก็มีวันที่โรยรา วิธีการใช้หน้าตามัดใจคนจะคงอยู่นานได้อย่างไร นางในฐานะภรรยาเอกจิตใจก็ควรกว้างขวางสักหน่อย ไม่อาจหูตาตื้นเขินอย่างมารดาได้

เมื่อครู่นี้แม้มารดาจะต่อว่าท่านอ๋องผู้เฒ่าว่าเจ้าชู้ ไม่ใช่คนที่ควรแต่งงานด้วย แต่เวลามารดาอยู่ที่บ้านตนเอง ไม่รู้ว่าร้องไห้ตัดพ้อเสียใจภายหลังบ่อยครั้งเพียงใด บ่นตำหนิความไร้สามารถของบิดา เอาแต่พูดว่าตอนนั้นตนหน้ามืดตามัว เหตุใดจึงต้องเปลี่ยนคู่แต่งงานกับพี่สาวด้วย

ตอนที่บิดาของพวกเหลียนฉู่ซื่อเลือกสามีให้กับพวกนางสองพี่น้อง เหตุผลที่เลือกบุตรเขยที่ซื่อสัตย์อย่างเหลียนหานซาน เพราะเห็นว่าฉู่ซื่อมีนิสัยอ่อนโยน

เมื่อเหลียนฉู่ซื่อแต่งงานมาหลังสลับตัวสามีกับพี่สาว กลับพบว่าสามีนั้นจะว่าซื่อสัตย์ก็ซื่อสัตย์อยู่ ทว่าไร้ความสามารถเกินไป! ไม่รู้จักปลิ้นปล้อนปรับตัวในราชสำนักเลยสักอย่าง หลายปีมานี้เอาแต่ประจำการอยู่ที่เดียวไม่เคยได้เลื่อนขั้นสักครั้ง

พอมองชุยเซี่ยผู้นั้นแทน เดิมทีก็แค่แม่ทัพรักษาการณ์ประจำที่แห่งหนึ่ง แต่หลังสร้างความดีความชอบโดยไม่คาดฝันบ่อยครั้งเข้า ฮ่องเต้องค์ก่อนก็แต่งตั้งเขาให้เป็นอ๋อง นับจากนั้นแม้จะผ่านอุปสรรคบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เป็นเกียรติเป็นศรีแก่วงศ์ตระกูล เมืองบรรดาศักดิ์มีแต่ขยับขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

เหลียนฉู่ซื่อเสียใจภายหลังแทบตายอยู่ตามลำพัง มักจะพูดว่าหากไม่เปลี่ยนตัวสามีตั้งแต่แรก นายหญิงคนปัจจุบันของจวนอ๋องต้องเป็นนางจึงจะถูก

 

* มาจากสำนวน ‘กินของผู้อื่นปากต้องหวาน รับของผู้อื่นมือต้องสั้น’ หมายถึงได้รับผลประโยชน์ดีๆ จากอีกฝ่ายแล้วก็ต้องช่วยเหลืออีกฝ่าย

* เตี้ยน (奠) มีความหมายว่าเซ่นไหว้ผู้ตาย เป็นตัวอักษรสีขาวดำที่มักเห็นแปะอยู่ตามงานศพ

** ชุยปิ่ง เป็นชื่อขนมโบราณ วิธีการทำคือนำแป้งไปนึ่ง ลักษณะเดิมเป็นแป้งสีขาวฟูนุ่มคล้ายหมั่นโถวในปัจจุบัน ต่อมาเปลี่ยนเป็นคล้ายขนมเปี๊ยะแบบแผ่น

* วัวกระดาษ เด็กกระดาษ เป็นเครื่องกระดาษที่เผาให้คนตายเพื่อนำไปใช้ในปรโลก บางพื้นที่มีธรรมเนียมเผาม้ากระดาษให้ผู้ชาย และเผาวัวกระดาษให้ผู้หญิง เพราะสมัยโบราณเชื่อว่าผู้ชายที่ตายแล้วจะไปเป็นขุนนางที่ปรโลก ดังนั้นจึงต้องเผาม้ากระดาษให้ผู้ตายที่เป็นผู้ชายเพื่อนำม้าไปขี่ในอีกภพหนึ่ง ในส่วนของผู้หญิง โดยสมัยโบราณการอาบน้ำและซักล้างจะมีการกำหนดเวลาที่แน่นอน คนที่ใช้น้ำสิ้นเปลืองโดยเฉพาะผู้หญิง เมื่อตายไปจะต้องถูกลงโทษให้ดื่มน้ำที่ตัวเองทำให้สกปรกในชาติที่แล้วให้หมดจึงจะไปเกิดใหม่ได้ ดังนั้นจึงต้องเผาวัวกระดาษเพื่อไปช่วยเจ้านายดื่มน้ำสกปรกเหล่านั้น

** ชั่ง (ชั่งจีน) หรือ จิน เป็นหน่วยชั่งของจีน มีน้ำหนักประมาณครึ่งกิโลกรัม และยังนิยมใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน

* ยมทูตหัววัวหน้าม้า คือยมทูตสองตนผู้รับใช้อยู่ข้างกายพญายมในนรกตามคติความเชื่อแบบจีน ทั้งสองมีรูปร่างเหมือนคน แต่ตนหนึ่งมีหัวเป็นวัว อีกตนหนึ่งมีหัวเป็นม้า

* กวาน เป็นคำเรียกของเกี้ยวหรือมงกุฎที่ใช้รวบผมของผู้ชายจีนในสมัยโบราณ

** กั๋วกง เป็นบรรดาศักดิ์ของขุนนางจีนในสมัยโบราณ แต่งตั้งให้เชื้อพระวงศ์หรือผู้มีคุณงามความชอบ โดยบรรดาศักดิ์ห้าขั้นรองจากชั้นอ๋องคือ กง โหว ป๋อ จื่อ หนาน แต่ละสมัยจะมีคำเรียกและลำดับแยกย่อยต่างกัน กั๋วกงถือเป็นขั้นสูงสุดในลำดับกง

*** ปลาไม้ คือไม้แกะสลักทรงกลมคู่กับไม้ที่ใช้เคาะ ใช้สำหรับเคาะตอนสวดมนต์เพื่อเพ่งสมาธิและให้จังหวะในการสวดมนต์ เดิมเป็นอุปกรณ์ของศาสนาเต๋าแต่ศาสนาพุทธในจีนนำมาใช้

* จวีซื่อ เป็นคำเรียกผู้มีคุณธรรมมีความสามารถ แต่ไม่ได้รับราชการเป็นขุนนาง

** ชาวจีนสมัยโบราณมีชื่อเรียกขานหลากหลาย โดยทั่วไปมี ‘นาม’ (หมิง 名) คือชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้แต่กำเนิด ‘ชื่อรอง’ (จื้อ 字) เป็นชื่อที่อาจารย์ตั้งให้เมื่อเข้ารับการศึกษา มักสอดคล้องกับนาม หรือเพิ่มคำด้านหน้าให้เหมือนกันในหมู่พี่น้องเพื่อบ่งบอกรุ่นในวงศ์ตระกูล นอกจากนี้ผู้มีความรู้ มีตำแหน่งหน้าที่อาจตั้ง ‘ฉายา’ (เฮ่า 号) ของตนเองเพื่อใช้ในวงการ ซึ่งนาม ‘จ้าวเฉวียน’ สามารถแยกออกได้เป็นแซ่จ้าวชื่อเฉวียน เฉวียน แปลว่าน้ำพุ ส่วนชื่อรองจยาอวี๋ จยา แปลว่าความสุข ยินดี อวี๋ แปลว่าปลา ซึ่งความหมายของนามและชื่อรองเกี่ยวกับน้ำ ทำให้หลิ่วเหมียนถังเข้าใจว่าชะตาของจ้าวเฉวียนขาดธาตุน้ำเพราะคนจีนบางส่วนจะตรวจดวงชะตาของผู้นั้นจากวันเดือนปีเกิดเพื่อดูว่าในดวงขาดธาตุอะไร หรือต้องเสริมธาตุอะไร หากขาดธาตุน้ำจะเลือกตัวอักษรที่เกี่ยวกับน้ำ หากขาดธาตุไฟก็จะเลือกตัวอักษรที่เกี่ยวกับไฟ

* สาวใช้ห้องข้าง เป็นคำเรียกเมียบ่าวซึ่งไม่ได้รับการยกย่อง โดยมากรับไว้ก่อนรับอนุภรรยาหรือแต่งภรรยาเอก พักอยู่ในห้องด้านข้างที่ทะลุกับห้องนอนหลักของเจ้านายเพื่อให้สะดวกในการปรนนิบัติตอนกลางคืน จึงเป็นที่มาของชื่อดังกล่าว

** ซื่อ ธรรมเนียมการเรียกขานสตรีที่แต่งงานแล้วของจีนจะใช้คำว่า ซื่อ (แปลว่านามสกุล) ต่อท้ายนามสกุลเดิมของสตรี บางครั้งอาจเพิ่มนามสกุลของสามีไว้หน้าสุดเพื่อระบุให้ชัดขึ้นก็มี

* ไท่เฟยคือ ชายาของอ๋อง (ไท่หวังเฟย) หรือพระชายาของฮ่องเต้องค์ก่อน (ไท่หวงเฟย)

* มาจากกลอนบทหนึ่งในสมัยราชวงศ์ถัง กล่าวถึงคู่แต่งงานใหม่ที่เตรียมจะไปไหว้คารวะพ่อแม่สามี ฝ่ายภรรยาลุกขึ้นมาแต่งตัวประทินโฉมแต่เช้า ในใจก็กังวลว่าจะเป็นที่ชื่นชอบของพ่อแม่สามีหรือไม่ จึงเอ่ยถามสามีเกี่ยวกับการแต่งหน้าเขียนคิ้วเพื่อสร้างความมั่นใจ

 

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 25 .. 65 เวลา 12.00 .

 

 

หน้าที่แล้ว1 of 6

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: