บทที่ 72
เว่ยเซวียนซื่อลุกขึ้นช้าๆ เดินไปถึงข้างรั้วของที่นั่งรับชม สายตาตั้งใจจับจ้องเป็นพิเศษ นางมองเห็นชัดว่าทุกครั้งหลังจากเซี่ยวชิงหันตัวไปกระซิบกระซาบทางม่านเล็กน้อยก็จะออกคำสั่งธง ปรับแนวทางรุกรับของขบวนทัพ
และขณะนี้ในเวลาเดียวกับที่ทำลายลูกเหล็กลงสำเร็จ กองทัพเซียวรวมตัวจัดทัพใหม่เสร็จเรียบร้อย ถึงแม้จะทำลายโล่ลูกเหล็กลงได้ แต่เมื่อครู่นี้ทหารที่ถูกค่ายกลประหลาดล้มคว่ำกลับมีนับไม่ถ้วน ตามกฎของการซ้อมรบ ทันทีที่โดนสกัดล้มลงพื้นก็เทียบเท่ากับเสียชีวิต กำลังพลของกองทัพเซียวตอนนี้จึงเหลืออยู่ไม่มากแล้ว
ดังนั้นถึงแม้เติ้งไหวโหรวจะขมวดคิ้วแน่นเพราะโล่ลูกเหล็กถูกแก้ทาง แต่ภายในใจกลับไม่ได้กังวลมากนัก เพราะว่าความได้เปรียบยังอยู่ทางเขาทั้งหมด ขอเพียงมีเวลามากพอ กองทัพเซียวที่เหลือก็จะถูกเขมือบกลืนกินทั้งหมดเช่นเดียวกัน
อวี้ฉือเฟยเยี่ยนที่มองเห็นสภาพการณ์บนสนามรบผ่านม่านก็หัวใจบีบรัดแน่น อดไม่ได้ย้ายสายตามองลงบนภาพร่างค่ายกลหลายแผ่นในมือตนเอง นี่เป็นค่ายกลที่เซียวอ๋องร่างออกมาก่อนหน้านี้ อวี้ฉือเฟยเยี่ยนหาพบในห้องหนังสือของจวนอ๋อง รู้สึกว่าภาพพวกนี้น่าสนใจ รวมกับนางไม่คุ้นเคยกับค่ายกลที่กองทัพเซียวฝึกซ้อมก่อนหน้านี้ จึงหยิบติดมือมาด้วยทั้งหมด
ภาพพวกนี้อวี้ฉือเฟยเยี่ยนเคยวิเคราะห์ถี่ถ้วนระหว่างทางมาแล้ว มองออกว่าเซียวอ๋องให้ความสำคัญกับการซ้อมรบครั้งนี้มาก นึกภาพเหตุการณ์หลากหลายรูปแบบที่อาจเกิดขึ้น แล้วคิดแผนการรับมือออกมา นางมองค่ายกลเชือกสกัดขาม้าก่อนคิดอะไรขึ้นได้ ต้องรู้ว่าขณะนี้ไม่ได้กำลังรบอยู่จริงๆ ในเมื่อเติ้งไหวโหรวไม่เลือกวิธีการ เช่นนั้นเหตุใดนางจะไม่เลียนแบบเล่า
ในเมื่ออย่างไรเสียการซ้อมรบก็ไม่อาจเทียบกับสงครามจริงได้ ไม่ได้เรียกร้องการสังหารจริงๆ เสียหน่อย ขอแค่ทหารล้มลงก็เท่ากับเสียชีวิต อย่างนั้น…บางที…อาจจะทำเช่นนี้ได้ อวี้ฉือเฟยเยี่ยนเอ่ยเรียกเสียงเบา “แม่ทัพเซี่ยว” ตามด้วยกระซิบบางอย่าง เซี่ยวชิงหันกลับไปออกคำสั่งให้ทหารใช้งานเชือกสกัดขาม้าทันที
เว่ยเซวียนซื่อเห็นเซี่ยวชิงหันหน้าไปรับฟังอีกครั้ง หัวใจก็กระตุกวาบ หรือคนที่อยู่หลังม่านถ่ายทอดแผนการลับอะไรออกมาอีกแล้ว
ไม่ผิดจากที่คาด หลังเซี่ยวชิงออกคำสั่ง ทหารกองทัพเซียวที่เหลือก็หยิบเชือกสกัดขาม้าที่เหน็บอยู่ตรงเอวออกมา สองคนจับคู่กันอ้อมวนกองทัพเติ้งอย่างรวดเร็ว ใช้เชือกมัดบรรดาทหารกองทัพเติ้งเข้าด้วยกัน จากนั้นออกแรงกระชากพวกเขาล้มลงพื้น ถึงแม้กองทัพเติ้งจะมีคนมาก แต่กำลังกายกับความเร็วต่างสู้กองทัพเซียวไม่ได้ ในไม่ช้าก็ถูกเชือกสกัดขาม้ามัดล้มลงเป็นพรวน
ก่อนฉวยโอกาสช่วงที่กำลังหลักด้านหน้าของกองทัพเติ้งถูกทหารด้านหน้าควบคุม กองทัพแนวหน้าสองกองย่อยก็เริ่มตีขนาบโจมตีกองทัพเติ้งจากสองข้างภายใต้คำสั่งธงจากแท่นบัญชาการ หลังจากหลีกเลี่ยงกำลังหลักของกองทัพเติ้งแล้ว จึงเริ่มลงมือโจมตีแนวป้องกันใต้ ‘เมือง’ อย่างฉับไว
ความเร็วในการบุกโจมตีของทหารที่ตีขนาบสองฝั่งรวดเร็วมาก กองทัพเติ้งเป็นเพราะผลักโล่ลูกเหล็กไปข้างหน้ามากเกิน กำลังหลักจึงอยู่ห่างจาก ‘เมือง’ ฝั่งตนเองไปไกลแล้ว เวลานี้ถูกเชือกสกัดขาม้าตรึงไว้บริเวณหนึ่งอย่างต่อเนื่องอีก ไม่อาจย้อนกลับไปป้องกันได้ในเวลาอันสั้น
ถึงแม้กลุ่มคนที่ลอบโจมตีมีจำนวนน้อย แต่เวลานี้ฝีมือของผู้ใต้บังคับบัญชาเซียวอ๋องที่ปกติตั้งใจฝึกฝนต่างแสดงฝีมือออกมาจนหมด รุกไล่โจมตีดุเดือดภายใต้สถานการณ์ที่จำนวนคนตกเป็นรอง ลุยขึ้นไปบนหอไม้ได้ก่อน ปลดธงผู้บัญชาการของกองทัพเติ้งลงมา
ชั่วพริบตานั้นเสียงเคาะฆ้องทองคำดังขึ้นในสนามแทนการบอกว่าสงครามจบลง ให้ถอนกำลังทหาร ฝ่ายเซียวอ๋องคว้าชัยชนะไปได้
ผลลัพธ์เช่นนี้เรียกได้ว่าพลิกผันไปมา อยู่เหนือความคาดหมายของทุกคนที่นี่ หลังจากกองทัพฝ่ายเซียวอ๋องถูกโล่ลูกเหล็กประหลาดโจมตีแตกก็คิดหาวิธีการแก้ค่ายกลประหลาดนี้ออกมาได้อย่างรวดเร็ว มิหนำซ้ำสุดท้ายตีบูรพาส่งเสียงประจิม เลือกใช้กลยุทธ์ตรึงกำลังคว้าชัยชนะมาได้อีกด้วย
ถึงแม้การซ้อมรบครั้งนี้จะไม่ได้มีความสมจริงมาก แต่การตะลุมบอนระหว่างทหารนั้นกลับเป็นของจริงแท้ ในสถานการณ์ซ้อมรบทั่วไปโอกาสที่จะเห็นเลือดเนื้อสาดกระเซ็น ทั้งสองฝ่ายสู้กันจนเลือดขึ้นตายังพบเห็นไม่มากจริงๆ ขุนนางบู๊จำนวนมากรับชมดูจนติดใจ ลุกขึ้นโห่ร้องชื่นชมอย่างทนไม่ไหว ขุนนางผู้สังเกตการณ์กองทัพที่ทางราชสำนักส่งมาเองก็รวบเคราผงกศีรษะติดต่อกันโดยไม่รู้ตัว
หลังการซ้อมรบครั้งนี้ทำให้คนตระหนักว่าความสามารถในการต่อสู้ของผู้ใต้บังคับบัญชาเซียวอ๋องไม่อาจดูแคลนเป็นอันขาด อักษร ‘เซียว’ นั้นไม่มีทางเป็นแค่นามปลอมๆ ไปได้
เซี่ยวชิงเองก็ตื่นเต้น ลอบโล่งอกอยู่ในใจ เขารู้ว่าประเดี๋ยวผู้สังเกตการณ์กองทัพจะขึ้นแท่นบัญชาการมาชื่นชมสามกองทัพ จึงรีบจัดเตรียมองครักษ์คุ้มครองอวี้ฉือเฟยเยี่ยนลงจากเวทีไปก่อน
ถึงแม้ทางด้านเว่ยเซวียนซื่อจะส่งคนมาสืบดูว่าผู้ที่ลงมาจากแท่นบัญชาการเป็นยอดฝีมือจากที่ใด แต่อับจนปัญญาที่อวี้ฉือเฟยเยี่ยนถูกทหารคนสนิทตัวสูงใหญ่ปิดบังเอาไว้มิดชิด ไม่อาจสืบเสาะหน้าตาที่แท้จริงของอีกฝ่าย
รอตอนที่สายสืบอยากเข้าใกล้อีกครั้ง กลับถูกบรรดาทหารที่กลับเข้าค่ายชนเข้าจนตัวเซ เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกคราร่องรอยก็หายวับไปแล้ว
อวี้ฉือเฟยเยี่ยนกลับถึงค่ายทหารแล้วรออยู่เงียบๆ หนึ่งชั่วยาม เซี่ยวชิงถึงย้อนกลับมาที่ค่ายทหารเช่นเดียวกัน