บทที่ 7
ฮูหยินผู้เฒ่าเฉิงเงยหน้าขึ้นในอาการทึ่มทื่อ มองลูกสะใภ้เดินออกไปแล้วปิดประตูหน้าต่างตามหลังอย่างแน่นหนา ในห้องคงเหลือแม่ลูกสกุลเฉิงเพียงสองคน ถ่านไฟในอ่างสำริดเคลือบทองกระหวัดลายงูเศียรระกานั้นส่งเสียงแตกเพียะพะแผ่วเบา
เฉิงสื่อผ่อนสองแขนที่เกร็งแน่น ค้อมกายประคองฮูหยินผู้เฒ่าเฉิงไปนั่งบนเก้าอี้พับ เปลี่ยนจากเมื่อครู่ที่แข็งกระด้างเย็นชามาเอ่ยด้วยสุ้มเสียงอันอ่อนโยน “ท่านแม่ขอรับ ท่านไม่ได้เจอลูกมาสิบปีแล้ว ท่านดูสิว่าลูกหน้าตาเปลี่ยนไปหรือไม่”
น้ำเสียงอันนุ่มนวลของประโยคเกริ่นนำนี้เซียวฮูหยินสอนย้ำถึงเจ็ดแปดรอบ เขารู้สึกว่าตนเองทำออกมาได้เข้าขั้นยิ่งยวด
ฮูหยินผู้เฒ่าเฉิงได้ยินวาจานี้ก็พลันหลั่งน้ำตาดุจสายฝน ยื่นฝ่ามือที่สั่นเทาไปลูบใบหน้าของบุตรชายซึ่งผจญความทุกข์ยากจนหยาบกร้าน ให้รู้สึกทั้งปวดใจทั้งขุ่นแค้น “เจ้า…เจ้าลูกไร้มโนธรรม!”
นางเห็นริมจอนผมของบุตรชายเริ่มย้อมด้วยสีเกล็ดน้ำค้าง ยามจากไปยังเป็นชายหนุ่มสดใสในวัยยี่สิบกว่า ยามกลับมากลายเป็นแม่ทัพหนุ่มใหญ่ที่ดูเกรงขามจนแปลกหน้าเสียแล้ว นางจึงถามเต็มเสียงว่าช่วงที่ผ่านมาเขาสบายดีหรือไม่ บาดเจ็บอันใดมาหรือเปล่า ชั่วขณะนั้นสองแม่ลูกพูดความในใจต่อกันมากมาย ทว่าเอ่ยปลอบประโลมไปเพียงไม่กี่ประโยค ฮูหยินผู้เฒ่าเฉิงกลับอดไม่ได้ที่จะตัดพ้อขึ้นมา
“เจ้าเป็นบุตรชายคนแรก เป็นเลือดเนื้อที่หลุดออกมาจากร่างของแม่ แม่จะไม่ห่วงหาเจ้าได้อย่างไร! ทว่าหัวใจเจ้าล้วนมอบให้ภรรยาเจ้าไปทั้งดวงแล้ว ไม่มีแม้ส่วนเสี้ยวเหลือให้ยายแก่คนนี้อีก!” ฮูหยินผู้เฒ่าเฉิงยิ่งคิดยิ่งโศกเศร้า “สิบปีมานี้เจ้าเคยส่งสารไม้ไผ่กลับมารวมแล้วแค่ไม่กี่ซีก เนื้อความไม่ใช่ห่วงใยเหนียวเหนี่ยว ก็มีแต่คำพูดชวนงงงวยฟังไม่รู้เรื่อง เจ้า…เจ้ารู้บ้างหรือไม่ว่าแม่ผ่านวันเวลามาอย่างไร…”
เฉิงสื่อฉีกยิ้ม “ลูกก็อยากเขียนถึงท่านแม่หลายๆ ประโยค แต่ท่านแม่ไม่รู้หนังสือนี่ขอรับ” พูดมาถึงตรงนี้สีหน้าของเขาก็ขรึมลง “ลูกไม่ยินดีให้เก่อซื่อเปิดอ่านถ้อยคำที่ลูกส่งถึงท่าน”
ฮูหยินผู้เฒ่าเฉิงซับน้ำตาพลางกล่าว “เจ้าเห็นนางขัดตาเพียงนี้เชียว? ก็แค่…ชื่อชื่อหนึ่งเท่านั้นมิใช่หรือไร”
เฉิงสื่อเอ่ยเสียงหนัก “ชั่วเอ๋อร์อายุไม่ถึงสองขวบก็จากไปแล้ว เก่อซื่อกลับทำดียิ่ง เพิ่งคลอดแม่นางรองก็ตั้งชื่อว่าเฉิงชั่ว เช้าจรดค่ำเอาแต่เรียกชั่วเอ๋อร์ๆ* นางมีเจตนาใดเล่า”
เรื่องนี้ฮูหยินผู้เฒ่าเฉิงย่อมรู้ อักษรสองตัวออกเสียงเดียวกัน เก่อซื่อที่โง่เขลานึกว่าบุรุษต้องให้ความสำคัญกับบุตรชาย อันที่จริงเมื่อแรกฮูหยินผู้เฒ่าเฉิงก็คิดเช่นเดียวกันนี้ เดิมเก่อซื่อเพียงหมายจะทิ่มแทงใจเซียวฮูหยิน ใครจะรู้ว่าแท้จริงแล้วคนที่เสียใจที่สุดกลับเป็นเฉิงสื่อ
เด็กหญิงตัวน้อยผู้นั้นขาวนวลดั่งทาแป้ง ชวนมองปานหยกสลัก ไม่เพียงมีดวงตางามกระจ่างละม้ายเซียวฮูหยิน ยังมีคิ้วเข้มหน้าผากกว้างละม้ายเฉิงสื่อ ตอนนั้นเฉิงสื่อเป็นพ่อคนครั้งแรก รักล้นใจจนไม่รู้ต้องทำตัวอย่างไรจึงจะดี เซียวฮูหยินหลังคลอดร่างกายอ่อนแอ ในบ้านไม่มีหญิงรับใช้อาวุโสเหลือให้ใช้สอย เมื่อใดมีเวลาว่าง เฉิงสื่อจะมัดผ้าหุ้มตัวเด็กไว้กับอ้อมอกของเขาแล้วพาเดินไปด้วยกันทุกที่ ทว่าตอนนั้นเป็นช่วงที่สกุลเฉิงกำลังยากลำบากที่สุด เพียงพอจะดูแลชีวิตประจำวันให้อิ่มอุ่นเท่านั้น นับประสาอะไรกับของบำรุงต่างๆ หลายสิ่งอย่างล้วนไม่อาจคำนึงถึง เฮ้อ…
* แม่นางใหญ่บุตรสาวของเฉิงสื่อกับเซียวฮูหยินใช้อักษร ‘ชั่ว娖’ ซึ่งหมายถึงสุขุมเรียบร้อย ส่วนแม่นางรองบุตรสาวของท่านรองกับเก่อซื่อใช้อักษร ‘ชั่ว 婥’ ซึ่งหมายถึงอรชรบอบบาง