ตัวร้ายต้องสวมบทบาทอยู่ทุกวัน
ทดลองอ่าน ตัวร้ายต้องสวมบทบาทอยู่ทุกวัน บทที่ 142-144
บทที่ 143
หนีออกไป? เฉินวั่งซูถึงกับขำออกมาแล้ว!
หากนางมีวรยุทธ์ ยามนี้ก็อยากจะเหาะออกไปนอกเมืองแล้วซัดกะโหลกองค์ชายสามให้หนักใจจะขาด เมื่อคืนต่งหลีสร้างชื่อเสียงแล้ว วันนี้ก็ถึงตานางเฉินวั่งซูบ้าง!
ไม่ใช่สิ ควรถึงตาเหยียนเจวี๋ยบ้างแล้ว อะไรเรียกว่าพอสำแดงฝีมือก็ทำคนตกตะลึง ไม่พบกันสามวันก็ทำให้คนต้องมองกันใหม่!
องค์ชายสามถือหัวสุนัขของเขามามอบโอกาสให้เหยียนเจวี๋ยด้วยตนเองแล้ว!
“เร็วเข้า! จับโจรต้องจับหัวหน้าก่อน!” เฉินวั่งซูหยิบกระบี่บนผนังมายัดใส่มือเหยียนเจวี๋ย
เหยียนเจวี๋ยพยักหน้าด้วยความตื่นเต้น ก่อนหันไปคุ้ยเสื้อเกราะที่ซุกอยู่ก้นหีบออกมา! แม้ว่าก่อนหน้านี้จะแสร้งทำตัวไม่เอาถ่าน แต่มีฐานะเป็นถึงบุตรชายตระกูลแม่ทัพ กับแค่ศาสตราภรณ์เพียงเท่านี้จะไม่มีได้อย่างไร!
“ตายจริง ยอดดวงใจ ชุดนี้ถูกหนูแทะเป็นรู ลมลอดผ่านได้”
เฉินวั่งซูเห็นแล้วกลับโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “นี่นับเป็นอะไร เมื่อก่อนท่านก็ไม่เคยสวม ราไม่ขึ้นก็บุญเท่าไรแล้ว! อีกอย่างหนึ่ง กลัวอะไรกับแค่เป็นรู คนออกไปต่อสู้ก็ต้องมีการนองเลือด เนื้อตัวถูกกรีดถูกบาด เสื้อผ้าขาดวิ่น ถึงจะดูเหมือนว่าสู้สุดชีวิตแล้ว! ทว่าต้องจำไว้ให้ดี อย่าถูกฟันตรงบั้นท้าย มิเช่นนั้นจะได้ถูกคนหัวเราะเยาะเอา!”
เหยียนเจวี๋ยฟังแล้วก็หลังเกร็ง เย็นวูบวาบราวกับทาน้ำมันสมุนไพร
เรื่องที่ถูกหน้าไม้เล็กของเฉินวั่งซูยิงใส่บั้นท้ายเมื่อคราวก่อนเป็นความลับที่ตลอดทั้งชาติต่อให้ละเมอก็ไม่มีวันพูดออกมาของเขา!
เฉินวั่งซูตื่นเต้นเหลือประมาณ ระหว่างที่พูดก็เปลี่ยนมาสวมเสื้อตัวสั้นคู่กับกางเกงที่ไม่รู้โผล่มาจากที่ใดด้วยความเร็วปานเทพนิรมิต
เหยียนเจวี๋ยรู้สึกเพียงว่าตาลายเพียงแวบเดียว แม่นางผู้นี้ก็เปลี่ยนจากสตรีสูงศักดิ์ผู้งามหยาดเยิ้มมาเป็นจอมยุทธ์สาวผู้องอาจผ่าเผยแล้ว เรื่องที่ชวนให้คนหมดคำพูดที่สุดคือในระหว่างที่ยุ่งมือเป็นระวิงนี้ นางยังไม่ลืมวาดคิ้วเป็นทรงกระบี่พาดเฉียงให้ตนเองด้วย!
หรือว่านี่ก็คือดาราสาวผู้พิถีพิถันกับรายละเอียด
คนทั้งสองเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อยก็นำพาบรรดาคน หยิบอาวุธพุ่งตัวออกประตูไปอย่างองอาจฮึกเหิม คึกคักกระฉับกระเฉง
ท่าทางไม่เหมือนกับคนที่อดนอนมาค่อนคืนกับคนที่เพิ่งจะตื่นนอนโดยสิ้นเชิง จนขึ้นหลังม้าแล้ว มู่จิ่นถึงจะเพิ่งตามมาทันด้วยอาการหอบแฮก นางรู้สึกว่าคุณหนูไม่จำเป็นต้องให้นางคุ้มครองโดยสิ้นเชิง กลับเป็นนางต่างหากที่ต้องให้คุณหนูคุ้มครอง
นางคิดพลางเลือกม้ามาตัวหนึ่ง ก่อนกระโดดขึ้นหลังมัน “คุณหนู แล้วในจวนนี้จะทำอย่างไรเจ้าคะ ถ้าเกิดมีโจรบุกเข้ามา แล้วท่านผู้นั้นถูก…”
มู่จิ่นพูดพลางทำท่าปาดคอ หากเรื่องกระจายออกไปคงจะถูกพูดว่าพวกเขาไม่ปกป้องมารดาชราให้ดี!
เฉินวั่งซูเหลือกตาเล็กน้อย มองไปยังมู่จิ่นด้วยความประหลาดใจแล้วคิด นี่แม่พระเข้าประทับร่างเจ้าตั้งแต่เมื่อไร
นางกล่าวด้วยความเจ็บใจสุดขีด “ข้าทิ้งโอกาสได้รับเกียรติว่าสละชีพเพื่อบ้านเมืองไว้ให้นางก็เจ็บใจเหลือแสนแล้ว”
มู่จิ่นชะงักงัน กว่าจะได้สติกลับมาเฉินวั่งซูก็ขี่ม้านำหน้า ห้อตะบึงไปยังกำแพงเมืองกับเหยียนเจวี๋ยแล้ว
นางชูแส้ ไล่ตามไปอย่างรวดเร็วปานเหาะ นางเป็นสาวใช้ควบคู่กับการทำหน้าที่อารักขาเฉินวั่งซู ไม่ต้องพูดถึงว่าถ้านางไม่มีวรยุทธ์ ต่อให้นางได้กลายเป็นเซียนบนสวรรค์ นางก็ยังจะเอาตัวขวางเบื้องหน้าคุณหนูในเวลาที่อันตรายที่สุดอยู่ดี
บนถนนใหญ่โกลาหลอลหม่านไปหมด แสงไฟสว่างจ้าทั่วทุกสารทิศ เสียงร้องตะโกนของสตรี เสียงร้องไห้งอแงของเด็กๆ สามารถได้ยินอยู่ทุกที่ และยังมีผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งกำลังมองไปยังทิศทางดินแดนทางเหนือพลางถอนหายใจ
เฉินวั่งซูเห็นแล้วให้แปลบในใจ เรื่องเยี่ยงนี้พวกเขาหาได้เพิ่งเผชิญเป็นหนแรกไม่ ยามนั้นนางยังอายุน้อย มีหลายเรื่องที่จำได้ไม่ชัดแล้ว จำได้เพียงว่าเพลิงลูกใหญ่ส่องให้ความมืดมิดกลายเป็นสว่างไสวราวกับกลางวัน ไปทางใดก็มีกองซากศพและทะเลโลหิต
พอคิดได้เช่นนี้นางก็มือที่กุมบังเหียนก็กำแน่นขึ้น เอ่ยกำชับเหยียนเจวี๋ยเสียงดัง “ระวังตัวด้วย”
เหยียนเจวี๋ยพยักหน้า ครั้นมาถึงกำแพงเมืองนั้นแล้วก็พลิกตัวลงจากม้า
เขายื่นมือข้างหนึ่งออกมารับตัวเฉินวั่งซู ก่อนจะสวมหมวกบนเสื้อคลุมให้นาง “เจ้าอยากมา ข้าไม่คัดค้าน ปล่อยให้เจ้าอยู่ในจวน ข้าเองก็ไม่วางใจ แต่เจ้าต้องจำไว้ว่านี่มิใช่การถ่ายละคร นี่เป็นการสู้รบของจริง คนตายจริงๆ ไม่ว่าเพื่อตัวพวกเราเองก็ดี หรือเพื่อชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ตายน้อยลงก็ช่าง ข้าล้วนจำต้องชนะในศึกนี้ ด้วยแม้ข้ามิได้เป็นคนฆ่า แต่ผู้อื่นก็ยังตายเพราะข้า”
เหยียนเจวี๋ยพูดแล้วก็ขยี้ศีรษะเฉินวั่งซูเบาๆ เฉกเช่นปกติที่ผ่านมา จากนั้นก็หมุนตัวเดินไปยังหอกำแพงเมือง
เฉินวั่งซูเร่งฝีเท้าตามไปด้วยความมึนงงอยู่บ้าง
กล่าวตามตรง ที่ผ่านมานางรู้สึกมาตลอดว่าอายุในโลกปัจจุบันของเหยียนเจวี๋ยจะต้องน้อยกว่านางแน่นอน บางครั้งเขาก็เป็นเหมือนเด็กยังไม่โตคนหนึ่ง ในความสัมพันธ์ระหว่างพวกนางสองคนก็เป็นนางที่ครองตำแหน่งผู้นำ
ทว่าหนนี้เหยียนเจวี๋ยกลับจริงจังจนน่ากลัว ประหนึ่งว่านิสัยเด็กๆ ทั้งหมดก่อนหน้านี้ล้วนเป็นการเสแสร้ง นี่จึงจะเป็นโฉมหน้าที่แท้จริงของเขา
หากแต่นางยังไม่ทันได้คิดอะไรมากก็เดินขึ้นมาที่หอกำแพงเมืองแล้ว
เหยียนเจวี๋ยเป็นคนดังของเมือง อีกทั้งองค์ชายสี่ก็ได้สั่งการไว้ล่วงหน้า พวกนางจึงเดินผ่านได้อย่างราบรื่น
เฉินวั่งซูเดินตามอยู่ด้านหลัง มองเห็นองค์ชายสี่ที่ยืนอยู่ตรงใจกลาง อีกทั้งบุรุษวัยกลางคนที่ข้างกายเขาได้ในแวบเดียว ฝ่ายหลังดูมีท่าทางขลาดกลัวอยู่บ้าง เขาไว้เคราแพะ ถึงขนาดว่าแผ่นหลังยังยืดไม่ค่อยตรงเสียเท่าไร
ทว่าดูจากภายใต้รอยย่นของเขา พอมองออกได้รำไรว่าขณะยังหนุ่มบิดาของฉินเจ่าเอ๋อร์ก็เป็นบุรุษรูปงามหาตัวจับยากคนหนึ่งเช่นกัน
“ในเมืองมีแม่ทัพนายกองอยู่ไม่กี่คนจริงๆ มิเช่นนั้นก็คงไม่เรียกเจ้ามาแล้ว แม้ปกติเจ้าจะมีฝีมือไม่เท่าไร แต่ที่สุดแล้วก็เป็นบุตรชายของฮู่กั๋วกง ไม่แน่ว่าหากเข้าสนามรบจริงๆ อาจเกิดปาฏิหาริย์อะไรก็เป็นได้”
เฉินวั่งซูเหลือกตาอย่างหมดคำจะกล่าว น้องชายเหยียน ท่านแน่ใจหรือว่าจะยอมให้เจ้าหนูสี่เป็นเจ้านาย คนที่พูดจาไร้ไหวพริบขนาดนี้ไม่ช้าก็เร็วคงได้ถูกขุนนางใหญ่รุมกระทืบตายคาท้องพระโรงกระมัง!
นางกำลังนึกค่อนแคะก็ได้ยินองค์ชายสี่กล่าวว่า “เซี่ยนจู่มาทำกระไร! เจ้าไม่มีวรยุทธ์สักกระผีก และมิใช่ว่าเจ้าดีดพิณ ทัพกบฏก็จะมอดม้วยกันหมด! อีกประการหนึ่ง ต่อให้จะแข่งดีดพิณ…เจ้าก็มิใช่ผู้มีฝีมือดีที่สุด!”
ดูสิ! การไม่ฆ่าเขาถือเป็นการโหดร้ายต่อตนเองเลยทีเดียว!
เฉินวั่งซูหัวเราะแกนๆ ก่อนกล่าวด้วยท่าทางสุขุมเยือกเย็น “หม่อมฉันย่อมจะไม่เปลืองแรงดีดพิณให้โคให้กระบือฟัง จะอย่างไรเขาได้ฟังแล้วก็ฟังไม่ออกอยู่ดีว่าใครมีฝีมือดีที่สุด”
เมื่อเห็นองค์ชายสี่มีท่าทางงุนงง เฉินวั่งซูก็เลิกคิ้วเอ่ย “ดูเถิด ท่านเองยังทรงสดับคำของหม่อมฉันไม่เข้าใจเลย มีฐานะเป็นราษฎรต้าเฉิน หม่อมฉันมาที่นี่ย่อมจะต้องพยายามช่วยอย่างสุดแรงของตนเอง” นางว่าแล้วก็ยืดอกประหนึ่งว่าพร้อมจะสละชีพด้วยความกล้าหาญ “หม่อมฉันเป็นเพียงอิสตรียังกล้าออกรบต้านศัตรู บุรุษที่เอาแต่หดหัวมีหรือจะไม่ละอายใจ สตรีที่หวาดกลัวมีหรือจะไม่อุ่นใจ การที่หม่อมฉันยืนอยู่ตรงนี้ได้โดยที่สบายดี ก็เป็นการบอกต่อทุกคนว่าสถานการณ์มิได้เลวร้ายปานนั้น พวกเรามั่นใจต่อการปราบปรามทัพกบฏมาก
ยิ่งไปกว่านั้นหากสามารถเกลี้ยกล่อมให้ทัพกบฏยอมจำนนได้โดยไม่เสียกำลังพลทหาร ไหนเลยจะมิใช่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่า องค์ชายสามทรงเป็นทั้งหลานชายของหม่อมฉัน และเป็นทั้งพี่เขยของหม่อมฉัน…หม่อมฉันพูดจาน่าฟังมาแต่ไหนแต่ไร อีกประการหนึ่ง…ยิ่งถ่วงเวลาได้มากเท่าไรก็ยิ่งเป็นผลดีต่อทัพของเรา หนึ่งคือในเมืองจะมีเวลาให้เตรียมตัว สองคือสามารถรอจนทัพหนุนในบริเวณใกล้ๆ มาช่วยได้!”
องค์ชายสี่ได้ฟังแล้วก็สะท้านไปทั้งร่าง การที่คำพูดของนางฟังแล้วดูมีเหตุผลมากเช่นนี้ นี่มันเป็นเรื่องอันใดกัน! เขาเกาศีรษะ “เจ้าลองดูด้านล่าง ยังมั่นใจอยู่หรือไม่”
เฉินวั่งซูชะโงกหน้ามองแล้วก็ให้สะท้านในใจ เมื่อก่อนตอนถ่ายละคร ในกองทัพหมื่นม้านั้น คนกว่าค่อนที่เห็นหน้าได้ไม่ชัดล้วนเป็นการใช้เทคนิคพิเศษทำขึ้น นางเพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรกว่าอะไรเรียกว่า ‘สองทัพเผชิญหน้ากันที่แท้จริง’
อะไรเรียกว่าการล้อมเมือง
แต่นางไม่เพียงไม่สลบไป กลับตื่นเต้นจนตัวแทบสั่นแล้ว
“พี่เขยกลายมาเป็นฝ่ายทัพกบฏ นี่ท่านไม่สนใจเชื่อเสียงของตนเลยหรือไร น่าสงสารท่านผู้นั้นที่ข้างกายท่าน หากหม่อมฉันจำมิผิด นามว่าเอ๋ารุ่ยกระมัง หม่อมฉันเห็นเขาถูกกลิ่นของท่านรมจนใกล้จะอาเจียนแล้ว”
ดวงตาองค์ชายสี่เบิกโพลง ประเดี๋ยวก่อน เจ้ามิใช่บอกว่าเจ้าพูดจาน่าฟัง?