“…”
ตอนกู่อวี่นำสาวใช้ที่ดูแลน้ำชาเข้ามาเติมชาให้ก็เห็นเจียงจื้ออีกำลังก้มหน้าก้มตารื้อหนังสือเรื่องเล่าจากในหีบออกมากองเป็นตั้งพอดี
“ท่านหญิงกำลังหาสิ่งใดอยู่หรือเจ้าคะ” นางอดถามเกินความจำเป็นไม่ได้ “ถ้าอย่างไรบ่าวไปเชิญพี่จิงเจ๋อมาช่วยหาดีหรือไม่”
“ไม่ต้องแล้ว”
เจียงจื้ออีกวาดตามองหนังสือตั้งนั้น เพียงมองปราดเดียวก็รู้
ไม่มีเล่มต่ออยู่ในหีบหนังสือมาตั้งแต่แรก
ร้านหนังสือซันอวี๋ส่งเรื่องเล่านำเคราะห์ร้ายมาให้ยังพอทน แต่ดันส่งมาไม่ครบชุดเสียได้
เงินตกรางวัลออกจากหอเหยากวงของนางง่ายดายนักใช่หรือไม่
เจียงจื้ออีเหลือบมองท้องฟ้านอกหน้าต่าง แล้วสั่งด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “เตรียมรถม้าไว้ วันพรุ่งนี้ข้าจะออกไปที่ร้านหนังสือซันอวี๋แต่เช้า”
“บ่าวจะให้คนไปจัดเตรียมเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ”
“ท่านหญิงจะออกไปข้างนอกพรุ่งนี้หรือเจ้าคะ” สาวใช้ที่ดูแลน้ำชาเอ่ยเตือน “เมื่อครู่บ่าวเพิ่งกลับมาจากข้างนอก ได้ยินว่าวันพรุ่งนี้ในเมืองจะมีเรื่องสำคัญนะเจ้าคะ”
“เรื่องอันใด”
“ดูเหมือนว่าแม่ทัพเทพสงครามที่ทำศึกชนะจากเหอซีจะกลับเข้าเมืองหลวงพรุ่งนี้ เกรงว่าตามถนนจะมีผู้คนเบียดเสียดเนืองแน่นจนรถม้าแล่นผ่านไม่ได้แน่เลยล่ะเจ้าค่ะ”
“เจ้าหมายความว่าวันพรุ่งนี้ถนนทั้งเมืองฉางอันจะตกเป็นของแม่ทัพผู้นั้นผู้เดียว…” เจียงจื้ออีพลันชะงัก “เจ้าพูดถึงแม่ทัพชนะศึกคนใดกัน”
“คุณชายสกุลเสิ่นที่จากเมืองหลวงไปเมื่อสามปีก่อนอย่างไรเล่าเจ้าคะ…”
“คุณชายที่วันๆ ดีแต่วางท่าขี่ม้าไปมาบนถนน เที่ยวเล่นไปเรื่อยเปื่อย ไม่เป็นโล้เป็นพาย เข้าคู่กันได้ดีกับพี่ชายใหญ่ของข้าน่ะหรือ” เจียงจื้ออีทำเหมือนได้ฟังเรื่องตลกขบขัน “เมื่อครู่เจ้าเรียกเขาว่าเทพอะไรนะ”
สาวใช้ที่ดูแลน้ำชาพลันชะงัก
กู่อวี่นิ่งอึ้งไปเล็กน้อยก็ตั้งสติได้ ดึงสาวใช้ตาไร้แววผู้นั้นออกมา “สมัยนี้แค่เคยเข้าร่วมกองทัพก็เรียกเทพสงครามได้หมดแล้วหรือไร คนเหลาะแหละเยี่ยงคุณชายเสิ่นนั่นจะออกรบกับใครได้ มีค่าพอให้ปิดถนนทั้งเมืองหลวงด้วยหรือ อีกประการหนึ่งรถม้าของท่านหญิงเราแล่นออกไปข้างนอกทีไร มีคราใดบ้างที่ผู้คนไม่หลีกทางให้ แต่ไหนแต่ไรมามีแต่คนหลบไปยืนสองข้างทางให้ทั้งนั้น ใครเล่าจะกล้าเบียดท่านหญิง”