เช้าวันรุ่งขึ้นกู่อวี่นั่งในรถม้าที่แล่นได้ช้าราวกับเต่าคลาน ฟังเสียงอึงอลของผู้คนลอยเข้ามาทางหน้าต่าง มองสีหน้าเย็นเยียบของเจ้านายที่นั่งอยู่ด้วยกันแล้วอยากตบปากตนเองสักฉาด
ตอนออกจากตรอกฉงเหรินเมื่อครู่ยังดีอยู่แท้ๆ นางยังพูดเอาใจท่านหญิงว่าเคยได้ยินแต่จ้วงหยวนขี่ม้ารอบเมือง ไม่เคยได้ยินคุณชายเสเพลขี่ม้ารอบเมืองมาก่อน สาวใช้เมื่อวานตื่นตูมโดยใช่เหตุแท้ๆ
แม้ท่านหญิงจะไม่เอ่ยอะไร แต่ดูจากสีหน้าเห็นทีคงถูกใจคำพูดของนาง
แต่พอรถม้าแล่นออกมาถึงถนนด้านนอก ไม่รู้ว่าใครตีฆ้องป่าวประกาศว่าเหล่าแม่ทัพจากชายแดนกำลังจะเข้าเมืองแล้ว ชาวบ้านร้านตลาดเลยพากันออกมาจากตามตรอกซอกซอย ยืนมุงบนถนนสายหลักจนแน่นขนัด
เหล่าสตรีอายุน้อยอุ้มดอกไม้มาเต็มอ้อมแขน เด็กเล็กนั่งปรบมือเกรียวกราวอยู่บนบ่าผู้ใหญ่ เหล่าชายฉกรรจ์หอบบุตรจูงภรรยาไปแย่งจองตำแหน่งที่สูงที่สุด ทอดสายตามองไปเห็นแต่ผมดำๆ คลาคล่ำเต็มท้องถนน
สภาพเช่นนี้อย่าว่าแต่ท่านหญิงเลย ต่อให้ไท่ซั่งเหล่าจวินมาเองก็ทำอะไรไม่ได้
ฝ่าฝูงชนได้ระลอกหนึ่งก็ถูกตีโอบเข้ามาอีกระลอกหนึ่ง รถม้าโอ่อ่าเหมือนกลายเป็นเรือน้อยลอยลำเคว้งคว้างโดดเดี่ยวกลางมหาสมุทร จะไปต่อก็ไปไม่ได้ จะหันหลังกลับก็ไร้ทาง
เจียงจื้ออีหลับตานั่งตัวตรงอยู่ในรถม้า พยับเมฆแห่งอารมณ์ปกคลุมบนใบหน้า ด้วยผ่านไปหนึ่งก้านธูปเต็มๆ แล้วที่รถม้าแล่นต่อไม่ได้เสียที
หนึ่งก้านธูปก่อนจิงเจ๋อเห็นท่าไม่ดีจึงอาสาเดินไปเอาหนังสือจากที่ร้านมาให้ ให้เจียงจื้ออีไปพักรอที่โรงน้ำชาโดยมีกู่อวี่ติดตามรับใช้
แต่แล้วหนึ่งก้านธูปผ่านไปรถม้าก็ยังไม่อาจไปถึงโรงน้ำชาที่ดูเหมือนอยู่เพียง ‘ข้างทาง’ เสียที
ขณะที่เคลื่อนหน้าต่อไม่ได้ถอยหลังก็ลำบากอยู่นั้น เสียงกรนครอกๆ ก็ดังขึ้นท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจ
เจียงจื้ออีเหลือบตาขึ้นน้อยๆ เห็นเจ้าก้อนฟูฟ่องที่ขดตัวซุกอกนางกำลังหลับปุ๋ยชนิดที่ต่อให้ฟ้าผ่าก็ไม่ยอมตื่นง่ายๆ
ก่อนออกจากจวนเมื่อเช้าเจ้าแมวตามมาพันแข้งพันขาไม่ห่าง นางคิดขึ้นได้ว่าตนเองทำตัวเย็นชาใส่มันด้วยเรื่องปอยผมขาดทั้งที่มันไร้ความผิดก็นึกสงสาร จึงอุ้มมันขึ้นรถม้ามาด้วย
ระหว่างที่นางหงุดหงิดใจอยู่ตรงนี้ เจ้าแมวกลับนอนหลับอย่างสบายใจ
“วันนี้เจ้ามากวนโมโหข้าโดยเฉพาะใช่หรือไม่” นางว่าพลางอุ้มแมวส่งให้กู่อวี่
ขณะที่เจียงจื้ออีกำลังก้มหน้าก้มตาปัดขนแมวออกจากกระโปรง ชายฉกรรจ์รูปร่างแข็งแรงกำยำกลุ่มหนึ่งก็เบียดกันวิ่งมาทางนี้
รถม้าพลันโคลงเคลง ปิ่นตุ้งติ้งบนเรือนผมของเจียงจื้ออีเอียงเฉจากแรงกระแทก มือเล็กที่อยู่ใต้แขนเสื้อเริ่มสั่น
ต่อให้เป็นพิธีขี่ม้ารอบเมืองของจ้วงหยวนคนใหม่ที่มีขึ้นสามปีครั้งก็ไม่เห็นมีคราใดที่อึกทึกครึกโครมเยี่ยงนี้
คนแซ่เสิ่นนั่นเก่งกล้าสามารถมาจากที่ใดกัน ถึงทำให้ผู้คนเบียดเสียดแย่งชิงเพื่อให้ได้เห็นหน้าเขาสักครั้งได้ถึงเพียงนี้
สาวใช้เมื่อวานเรียกเขาว่าอย่างไรนะ…เทพสงคราม?
ก็จริง…ห่างหายไปสามปี นางเกือบลืมเสียแล้ว เหตุใดคุณชายเสเพลสกุลเสิ่นผู้นั้นจะนับเป็น ‘เทพ’ ไม่ได้
เทพแห่งโรคระบาดตัวจริงเสียงจริงอย่างไรเล่า!
กู่อวี่ช่วยเจ้านายจัดเครื่องประดับให้เข้าที่มือเป็นระวิง แล้วชะโงกตัวออกไปนอกหน้าต่าง ขยับปากจะร้องบอกให้พวกองครักษ์ระมัดระวังสักหน่อย ก็พลันเห็นร่างคุ้นตาเดินฝ่าฝูงชนเข้ามาเสียก่อน
“ท่านหญิง พี่จิงเจ๋อกลับมาแล้วเจ้าค่ะ!” นางร้องอย่างยินดี
เจียงจื้ออีเหลือบตาขึ้น
“โชคดีจริงๆ พี่จิงเจ๋อเอาหนังสือเรื่องเล่าที่ท่านหญิงอยากอ่านมาได้แล้ว วันนี้ไม่นับว่ามาเสียเที่ยว ท่านหญิงนั่งอ่านหนังสือในรถม้าให้สำราญใจไปพลางๆ ก่อนเถิดเจ้าค่ะ เชื่อว่าราชองครักษ์เกราะทองน่าจะใกล้มาเบิกทางแล้ว” กู่อวี่เอ่ย
เจียงจื้ออีฝืนรับว่าอืม สีหน้าพอจะดูดีขึ้นบ้างเสียที
ประตูรถม้าเปิดออก จิงเจ๋อที่เหนื่อยจนหายใจกระหืดกระหอบโดดขึ้นรถม้า
เจียงจื้ออียื่นมือออกไป แต่พบเพียงความว่างเปล่า
จิงเจ๋อรายงาน “ท่านหญิง บ่าวไม่ได้เล่มต่อกลับมาเจ้าค่ะ ลูกจ้างร้านหนังสือซันอวี๋บอกว่าหนังสือที่ท่านหญิงต้องการไม่ใช่หนังสือร้านเขา”
“หมายความว่าอย่างไร หนังสือเล่มนี้ไม่ได้อยู่ในหีบที่หลงจู๊ร้านหนังสือซันอวี๋ส่งมาหรอกหรือ”
“พวกเขาตรวจดูท้ายเล่มแล้ว ไม่มีตราประทับของร้านหนังสือซันอวี๋จริงๆ เจ้าค่ะ ตอนนี้ทำได้เพียงรอหลงจู๊กลับมาให้คำอธิบายเท่านั้น”
“แล้วหลงจู๊ไปที่ใด”
“หลงจู๊…” จิงเจ๋อกลืนน้ำลายลงคอแล้วชี้ไปข้างนอก “ไปรอดูแม่ทัพน้อยเสิ่นที่กลับมาพร้อมชัยชนะอยู่เจ้าค่ะ”
“…”
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 25 ม.ค. 69