อนิจจาบรรดาบุรุษที่เป็นญาติผู้พี่ในจวนนี้ใช้ไม่ได้เลยสักคนเดียว รูปร่างหน้าตาก็ย่ำแย่ไปคนละแบบ ดังนั้นพอได้อ่านเรื่องราวของลูกพี่ลูกน้องที่ผูกสมัครรักใคร่กัน แล้วเหลือบมองบรรดาญาติผู้พี่ของตนเองยามใด นางเป็นต้องห่อเหี่ยวใจเสียทุกครั้ง
ทว่า ‘ตำนานอีอี’ นั้นต่างออกไป ผู้ที่นางเอกของเรื่องผูกใจด้วยหาใช่ญาติผู้พี่ของตน แต่เป็นสหายร่วมสำนักศึกษาของญาติผู้พี่ เห็นแก่ความแปลกใหม่ดังกล่าว เจียงจื้ออีจึงหยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่านเล่นเพื่อฆ่าเวลา
ปรากฏว่าอ่านไปเรื่อยๆ หนังสือก็เกิด ‘สำแดงอภินิหาร’ ขึ้นมาเสียได้
ในหนังสืออีอีกับบุรุษผู้นั้นใจตรงกันอย่างรวดเร็ว แต่ปรากฏว่าดวงชะตาของทั้งคู่กลับเป็นอริกัน นับแต่นั้นเป็นต้นมาชีวิตของอีอีก็พบเจออุปสรรคไปเสียทุกอย่าง
อยากใช้พิราบส่งจดหมายไปหาชายคนรัก พิราบสื่อสารก็ตาย
มอบหมายให้บ่าวนำของแทนใจไปให้เขา บ่าวกลับนำของไปจำนำแลกเงินแล้วหนีหายไป
ลอบนั่งรถม้าไปหาคนรัก ทว่าเพิ่งออกจากคฤหาสน์แล้วก้าวขึ้นแท่นเหยียบ แท่นก็หักจนข้อเท้าแพลง
อ่านมาถึงตรงนี้เจียงจื้ออีก็ให้สะท้อนใจนัก โชคดีที่แท่นเหยียบนั้นหักลงตรงหน้าคฤหาสน์มิใช่บนถนนในตลาด หาไม่แล้วหากเกิดในที่แจ้ง เมื่ออยู่ในเมืองหลวงเช่นนี้ สตรีสูงศักดิ์จากตระกูลใหญ่เกิดข้อเท้าแพลงต่อหน้าธารกำนัลจะเสียหน้าป่นปี้เพียงใด…
วันรุ่งขึ้นเจียงจื้ออีออกจากจวน ตอนก้าวลงจากรถม้า หัวรองเท้าหุ้มแข้งเพิ่งจะหย่อนลงไปตรงแท่นเหยียบก็ได้ยินเสียงดังกร๊อบ แท่นเหยียบดันเกิดแยกร่างกลางถนนเสียอย่างนั้น
‘…’
ผู้คนที่สัญจรไปมาคับคั่งหันมามองเป็นตาเดียว
ไม่เคยเลยสักครั้งที่เจียงจื้ออีจะถูกจ้องมองด้วยเหตุเช่นนี้ นางดึงผ้าแพรคลุมหมวกด้วยสีหน้าเรียบเฉย แล้วหันหลังกลับขึ้นไปบนรถม้า เมื่อกลับถึงจวนก็นั่งนิ่งหน้าคันฉ่อง แต่งตัวอยู่ราวหนึ่งถ้วยชา* แล้วสั่งให้ไล่คนครัวประจำจวนออกไปอย่างไม่พูดพร่ำทำเพลง
ปรากฏว่ากว่าที่พวกบ่าวไพร่จะรู้และเข้าใจเจตนาของเจียงจื้ออีก็ใช้เวลาถึงหนึ่งวันเต็ม กลุ่มบ่าวประจำรถม้ารวมตัวกันมาโขกศีรษะซ้ำๆ บอกว่าต้นเหตุไม่ใช่เพราะนางกินเยอะจนอ้วนอย่างเด็ดขาด ขอนางโปรดถนอมร่างกายให้มาก หากจะลงโทษก็ลงโทษพวกตนเถิด
ลงโทษพวกเขาแล้วจะช่วยกู้หน้านางที่แหลกยับเยินไปกลางถนนได้หรือไร…
เจียงจื้ออีโบกมืออย่างหงุดหงิด สั่งให้คนเหล่านั้นไปทำแท่นเหยียบโลหะอันแข็งแรงทนทานมาแทน เรื่องถึงจบลงได้
ครานั้นนางเพียงแค่คิดว่าเป็นเหตุบังเอิญ
จวบจนสองวันให้หลัง เมื่ออารมณ์แจ่มใสขึ้น นางได้หยิบหนังสือเรื่องเล่าเล่มนั้นมาอ่านอีกครั้ง เรื่องราวดำเนินมาถึงตอนที่อีอีอยากแต่งตัวให้งดงาม จึงไปตัดชุดใหม่ที่ร้านตัดเสื้อ ปรากฏว่าเสื้อผ้าชุดนั้นกลับบินหายไปได้แม้ไร้ปีก
รอบนี้เจียงจื้ออียังไม่ทันได้สะทกสะท้อนใจ สาวใช้ก็เข้ามารายงานว่าเมื่อครู่ไปรับชุดกระโปรงย้อมสีเหลืองขมิ้นให้นางที่ร้านตัดเสื้อ ปรากฏว่าได้รับมาแต่กล่องเปล่าๆ
‘…’
เจียงจื้ออีเปิดหนังสือเรื่องเล่าออกดู แล้วถามสาวใช้ว่า ‘หลงจู๊เบิกตากว้าง หายใจฟืดฟาดจนหนวดปลิว บอกว่านำกระโปรงชุดนั้นใส่ลงกล่องกับมือตนเอง เหตุใดถึงอันตรธานไปทั้งที่ไม่มีปีก เกรงว่าโจรจะขึ้นร้านเสียกระมัง’
‘ท่านหญิงทราบได้อย่างไรกันเจ้าคะ’
เพราะในหนังสือเขียนไว้เช่นนี้น่ะสิ
เจียงจื้ออีมองหนังสือเรื่องเล่าที่อยู่ในมือ คราวนี้ชักเริ่มเอะใจนิดๆ
อย่าบอกนะว่าตัวอักษรหมึกบนกระดาษขาวนี้มีพลังลึกลับ ทำให้ข้าประสบเรื่องราวที่ได้อ่านเองกับตัว
เช่นนั้นก็อยากรู้นักว่ามันยังจะทำอะไรได้อีกบ้าง
นางอ่านเคราะห์กรรมลำดับถัดไปของอีอีที่เขียนไว้ในหนังสือ…
‘เปิดกล่องของขวัญที่ชายคนรักส่งมาแล้วเจอซากหนูตายครึ่งตัว…’