เจียงจื้ออีเม้มปากเป็นเส้นตรง มือหนึ่งจับเตาอุ่นมือแน่น อีกมือหนึ่งเกาะแขนสาวใช้ก้าวลงจากเสลี่ยง
“เหตุใดจู่ๆ ท่านหญิงถึงมาได้ มีเรื่องสำคัญเร่งด่วนอันใดหรือไม่เจ้าค่ะ” หญิงรับใช้ปรี่มาต้อนรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
เจียงจื้ออีเดินเข้าเรือนโดยไม่แม้แต่จะชายตามองอีกฝ่าย
จิงเจ๋อที่ตามมาข้างหลังมองหญิงรับใช้ผู้นั้น ริมฝีปากฉีกยิ้มออกมา “ไฉหมัวมัว* พูดราวกับว่าหากไม่มีธุระ ท่านหญิงของพวกเราก็มาที่นี่ไม่ได้อย่างนั้นล่ะ”
“ใช่ที่ใดกันเล่า! วันนี้ฮูหยินยังบ่นคิดถึงท่านหญิงแต่เช้าเลยเจ้าค่ะ บอกว่าไม่ได้เจอท่านมาพักใหญ่แล้ว…” ไฉหมัวมัวเร่งฝีเท้าไล่ตามไป รีบแซงหน้าทั้งคู่ไป เหลือบมองเข้าไปในห้องโถงแวบหนึ่งก่อนถึงค่อยกุลีกุจอแหวกม่านให้
การโต้เถียงในห้องโถงยุติลงแล้ว
สตรีแต่งงานแล้วที่นั่งตรงตำแหน่งประธานสวมเสื้อคอปิดแขนยาวสีน้ำเงินปักลายห้าสีและดิ้นทอง มวยผมประดับปิ่นทองคำ ใส่ต่างหูไข่มุกทอง วางท่าสูงศักดิ์สง่างาม แต่เพราะเพิ่งตะเบ็งเสียงไปเมื่อครู่ เวลานี้จึงอยู่ในสภาพใบหน้าแดงก่ำและคอแข็งเล็กน้อย
ครั้นเห็นเจียงจื้ออีเดินเข้ามาข้างในห้องโถง จงซื่อ ก็รวบรวมสติพลางเก็บอารมณ์ เอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “จื้ออีมาได้อย่างไรกันนี่”
“มาชวนท่านป้าสะใภ้พูดคุยเรื่อยเปื่อยน่ะเจ้าค่ะ” นางตอบส่งเดช แล้วเหลือบมองชายหนุ่มที่นั่งต่ำลงมา
วันนี้ฟางจงหมิงสวมเสื้อคลุมคอกลมสีน้ำเงิน อนิจจาที่ใบหน้าหย่อนคล้อยดวงนั้นเป็นสีเหลืองหม่นเหมือนขี้ผึ้ง สีเสื้อคลุมอันสูงส่งจึงกลับกลายเป็นข่มเจ้าตัวให้ยิ่งหมอง มีเพียงดวงตาขุ่นมัวคู่นั้นที่เป็นประกายขึ้นทันทีที่เห็นนางก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาข้างใน
เจียงจื้ออีสะกดความขยะแขยงที่ผุดขึ้นในใจ แล้วยกมือขึ้นแก้เชือกผูกเสื้อคลุมกันลม
ฟางจงหมิงปรี่มารับให้ “น้องหญิงส่งให้ข้าเถิด”
นางสะบัดชายเสื้อคลุมหนีมือข้างนั้น แล้วให้สาวใช้รับทั้งเสื้อคลุมและเตาอุ่นมือไป
จงซื่อรีบส่งสายตาให้บุตรชาย
ฟางจงหมิงกระแอมเบาๆ แล้วนั่งลงดังเดิม ไขว้ขาอย่างไม่สบอารมณ์
กิริยาทำหน้าเชิดมองคนอื่นของญาติผู้น้องนี้ เขาเห็นมาเกือบสิบปีก็ยังไม่ชินเสียที
น่าเสียดายที่ต่อให้สูงส่งมาจากที่ใด สักวันหนึ่งก็ต้องเนื้อตัวอ่อนระทวยรับความหฤหรรษ์ใต้ร่างบุรุษอยู่ดี
บัดนี้วันดังกล่าวอยู่ห่างออกไปไม่ไกลแล้ว เขาก็แค่อยากใกล้ชิดคลอเคลียนางล่วงหน้าจะเป็นไรไปเล่า
จงซื่อหัวเราะหึๆ คลี่คลายบรรยากาศ “เมื่อครู่ป้าก็กำลังพูดคุยเรื่อยเปื่อยกับพี่ชายเจ้าอยู่พอดีเลยเชียว”
เจียงจื้ออีนั่งลงบนเก้าอี้กุหลาบ ก่อนรับถ้วยชาร้อนที่บ่าวรับใช้ยกมาให้ ข้อมือเล็กหมุนพลิกไปมาอย่างคล่องแคล่วขณะใช้ฝาถ้วยปาดฟองชาครั้งแล้วครั้งเล่า “บทสนทนาเรื่อยเปื่อยอะไรกันเจ้าคะที่สลักสำคัญถึงขนาดทำให้ท่านป้าสะใภ้ฉุนเฉียวได้”
“ไม่ได้สลักสำคัญอะไรหรอก แค่พี่ชายเจ้าดื้อรั้นนัก ป้าเลยต้องบ่นไปสองสามคำ” พูดพลางปรายตามองบุตรชาย “เห็นหรือไม่ ถูกน้องหญิงของเจ้าได้ยินเรื่องน่าอายเข้าเสียแล้ว”
“ไม่สลักสำคัญอะไรก็ดีแล้วเจ้าค่ะ ระหว่างทางมาที่นี่หลานเห็นเรือนพี่ชายใหญ่มีคนเดินเข้าเดินออกให้วุ่น ปากก็พูดว่ากำลังหาอะไรสักอย่าง หลานยังนึกว่ามีขโมยขึ้นจวนเสียอีก”
สีหน้าของจงซื่อแข็งค้าง
ฟางจงหมิงเองก็ยกขาที่ไขว้ลง กลืนน้ำลายลงคอสบตากับมารดา