เจียงจื้ออีหมุนตัวกลับมา นั่งลงบนเก้าอี้กุหลาบที่องครักษ์ยกตามมาด้วย นิ้วเรียวจรดลงบนเท้าแขนเก้าอี้แล้วเคาะเบาๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า “แม่ทัพน้อยของพวกเจ้าจะกลับมายามใด”
รองแม่ทัพตอบ “เรียนท่านหญิง อาจจะยังไม่กลับเร็วๆ นี้ขอรับ ถ้าอย่างไรให้ผู้น้อยส่งคนไป…”
เจียงจื้ออียกมือขึ้นปรามเขา “แม่ทัพน้อยมีงานรัดตัว ใครก็ห้ามไปรบกวนทั้งนั้น”
“ผู้น้อยขอขอบคุณท่านหญิงแทนแม่ทัพน้อยที่เข้าอกเข้าใจขอรับ”
“ระหว่างข้ากับแม่ทัพน้อยของพวกเจ้า…” เจียงจื้ออีหัวเราะออกมาโดยไม่มีเสียง เรียวนิ้วเคาะเท้าแขนเก้าอี้เป็นจังหวะเริงร่ากว่าเก่าเล็กน้อย “ไม่ต้องเห็นเป็นคนอื่นคนไกลไปหรอก”
พลทหารที่กลับมาพร้อมชาร้อนภายในเวลาไม่นานเดินมาหยุดตรงหน้าเจียงจื้ออี แล้วค้อมกายส่งถ้วยชาให้
จิงเจ๋อเอื้อมมือไปรับ ปลายนิ้วเพิ่งจะสัมผัสขอบถ้วย…
“กรี๊ด!” ถ้วยชาส่ายวูบ น้ำชากระฉอกไปทั่ว เจียงจื้ออีรั้งชายกระโปรงลุกพรวดขึ้นยืน
“ทำงานประสาอะไรของเจ้า!” จิงเจ๋อสาวเท้าออกไปก้าวหนึ่ง บังกระโปรงที่ ‘เปียกน้ำชา’ ของเจียงจื้ออีไว้ หันไปมองสภาพ ‘ดูไม่ได้’ ของเจ้านายก็รีบตะโกนบอกองครักษ์ของตนเองที่รออยู่ข้างนอก “รีบไปเอาเสื้อผ้าชุดสำรองของท่านหญิงจากในรถม้ามาเดี๋ยวนี้!”
ทหารที่ยกชาร้อนมาให้ยืนอึ้งงันอยู่กับที่ หันไปมองมู่ซินหงด้วยสีหน้าหวาดหวั่น
“ท่านหญิงต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ยังมัวปักหลักยืนอยู่ตรงนี้กันอีก? พวกท่านไม่อยากเก็บลูกตาไว้แล้วหรือ!” จิงเจ๋อชี้ทั้งคู่
มู่ซินหงเอามือถูขากางเกงอย่างกระอักกระอ่วน “เอ่อ…คือ…ถ้าอย่างไรท่านหญิง…”
“ยังไม่รีบออกไปกันอีก!”
“คือ…” มู่ซินหงแอบชำเลืองมองม่านที่ไม่ไหวติงแม้แต่น้อย “เช่นนั้น…ผู้น้อยออกไปก่อน?”
กระทั่งจะออกไปยังต้องถามความเห็นจากอากาศ ในอากาศจะมีมืองอกออกมารั้งไว้ไม่ให้ไปหรือไรกัน
เจียงจื้ออีมองคนผู้นี้อย่างฉงนสงสัย กำลังจะขยับปากพูด มู่ซินหงก็ลากพลทหารนายนั้นออกไปอย่างว่องไวเสียก่อน ทั้งยังดึงประตูกระโจมปิดเข้าหากันอย่างเบามือ
ในกระโจมเหลือเพียงเสียงหวีดหวิวของลมที่พัดเข้ามาตามรอยแยก เจียงจื้ออีเลิกม่านแพรที่คลุมหมวกขึ้นพลางขยิบตาให้คนสนิท
“ท่านหญิงหลักแหลมเจ้าแผนการยิ่งนักเจ้าค่ะ” จิงเจ๋อกระซิบกระซาบ
“ข้อนั้นยังต้องพูดอีกหรือ”
เจียงจื้ออีตอบพลางเดินไปที่ฐานวางกระบี่ไม้ดำ พินิจพิจารณากระบี่ยาวราวสามฉื่อกว้างราวสามชุ่น เล่มนั้นโดยละเอียด
“กระบี่เล่มใหญ่ถึงเพียงนี้ คนผู้นั้นถือไหวด้วยหรือ…” นางเอ่ยงึมงำอย่างกังขา ทว่านางเพิ่งจะก้าวเข้าไปก็รีบขืนตัวไปข้างหลังแล้วเซถอยหลังสองก้าว
“มีอะไรเจ้าคะท่านหญิง”
“เหม็นเหลือเกิน นี่มันกลิ่นอะไรกัน”
จิงเจ๋อเข้าไปสูดดมใกล้ๆ “กลิ่น…กลิ่นกระบี่กระมังเจ้าคะ”
“หืม?”
“เช่นนั้นก็อาจจะ…” สาวใช้สูดหายใจลึกๆ อีกครั้งอย่างไม่แน่ใจ “มีกลิ่นคาวเลือดด้วยเล็กน้อย?”
จมูกของเจียงจื้ออียังคงย่นยู่ ทว่านัยน์ตาเป็นประกาย
กลิ่นคาวเลือด เช่นนั้นก็ใช่แล้ว!