เจียงจื้ออีพรูลมหายใจเบาๆ มือที่แนบอยู่ข้างลำตัวก็ค่อยๆ คลายออก ทว่าเพิ่งจะคลายออกนางก็กลับไปกำแน่นใหม่ แล้วกระแอมกล่าวว่า “เมื่อครู่นี้เจ้า…ได้ยินหมดแล้วกระมัง”
“ ‘เมื่อชาถูกยกเข้ามาเมื่อใด เจ้าก็ปัดถ้วยชาให้หกเสีย’ ท่านหญิงถามถึงประโยคนี้ใช่หรือไม่” เสียงหัวเราะขึ้นจมูกดังมาจากทางด้านหลัง
“…”
“หรือจะเป็น ‘ท่านหญิงหลักแหลมเจ้าแผนการยิ่งนักเจ้าค่ะ’ ‘ข้อนั้นยังต้องพูดอีกหรือ’ สองประโยคนี้?”
“…”
ถามว่าได้ยินใช่หรือไม่ ตอบกลับมาว่า ‘ได้ยิน’ หรือ ‘ไม่ได้ยิน’ ก็พอแล้ว มีใครเขาแย่งตอบหรือไรกัน
“ท่านหญิงลำบากลำบนอยู่ในกระโจมหลังนี้มานานถึงเพียงนี้แล้ว พูดมาตรงๆ เลยดีกว่าว่าหมายตาสิ่งใดไว้ หากให้ได้ รับรองว่าผู้น้อยจะไม่ตระหนี่แน่นอน”
เจียงจื้ออีชะงัก แล้วยกมือลูบใบหูร้อนผ่าวของตน
แต่ก่อนเสิ่นหยวนเช่อผู้นี้เย่อหยิ่งจองหองอย่างกับอะไรดี เหตุใดถึงแทนตนเองว่า ‘ผู้น้อย’ กับนางได้
เสียงสวบสาบด้านหลังหายไปแล้ว กลายเป็นเสียงทรุดตัวลงนั่งแทน
นางได้สติหลุดจากภวังค์ กระชับหมวกเสื้อคลุมด้วยสีหน้าที่ดูดีขึ้น แล้วกุมมือประสานตรงเอว หมุนตัวกลับไป “สิ่งที่ข้าหมายตาก็คือเจ้า…”
…เหตุใดถึงยังไม่ใส่เสื้ออีก!
ปลายเท้าเล็กยังไม่ทันจรดลงพื้น นางก็หมุนขวับหันหลังกลับไปอีกครั้ง
ที่ด้านหลังเจียงจื้ออี เสิ่นหยวนเช่อนั่งกางขาบนขอบเตียงด้วยสีหน้าเรียบเฉย พันผ้าเนื้อบางรอบหัวไหล่ด้วยมือข้างเดียว ได้ยินอย่างนั้นเขาก็ก้มลงมองตนเอง “ผู้น้อย?”
“…”
“ข้อนี้…” คนที่อยู่ด้านหลังเงียบไปชั่วอึดใจหนึ่งคล้ายกำลังใคร่ครวญอย่างจริงจัง “เกรงว่าผู้น้อยคงมอบให้ท่านหญิงไม่ได้”
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 27 ม.ค. 69