“นี่ พวกเจ้าว่าหรือไม่ ท่านหญิงหย่งอิ๋งก็มารอต้อนรับเสิ่นหยวนเช่อเช่นกัน” ทันทีที่เปิดหน้าต่างเสียงของบุรุษหนุ่มคนหนึ่งก็ลอยเข้ามาข้างใน ปรากฏว่ากลุ่มคุณชายที่สละห้องพิเศษให้เมื่อครู่ไปนั่งพูดคุยกันอยู่ห้องข้างๆ แทน
เจียงจื้ออีที่เพิ่งหยิบถ้วยชาขึ้นมาชะงัก แล้วผินหน้ามองสาวใช้คนสนิท
จิงเจ๋อบอก “คนพวกนี้พูดจาเหลวไหลอะไรอยู่ได้ บ่าวจะรีบไป…”
“เป็นไปได้อย่างไรเล่า! แต่ก่อนสองคนนี้ชังน้ำหน้ากันจนแทบอยากบีบคออีกฝ่ายให้ตายไม่ใช่หรือ อีกประการหนึ่งท่านหญิงอยู่ในฐานะสูงส่งออกอย่างนั้น อย่างเสิ่นหยวนเช่อคู่ควรด้วยหรือไร” บุรุษอีกคนแย้งขึ้นด้วยเสียงที่ดังกว่าเดิม
โทสะที่แล่นริ้วขึ้นมาของเจียงจื้ออีผ่อนลงดังเดิม นางยกมือให้จิงเจ๋อเป็นเชิงบอกว่าไม่ต้องรีบร้อน ก่อนจะยกถ้วยชาจ่อริมฝีปากช้าๆ
“ตอนนี้เหมือนเดิมที่ใดกันเล่า เจ้าลองดูข้างล่างนั่นสิ เวลารถม้าของท่านหญิงแล่นไปตามถนนดูยิ่งใหญ่เช่นนี้เสียเมื่อไร”
เจียงจื้ออี “…”
“แล้วเสิ่นหยวนเช่อมีดีอะไร ถึงเข้าเมืองมาอย่างยิ่งใหญ่เช่นนี้ได้”
“ไม่เคยได้ยินหรือ เขานำทหารห้าพันนายพลิกสถานการณ์รุกตีกองทัพแปดหมื่นนาย ทำเอาเจ้าอ๋องเฒ่าของแคว้นทางเหนือต้องรีบส่งหนังสือยอมศิโรราบมาในคืนนั้นเลย”
เจียงจื้ออีเงี่ยหูไปทางหน้าต่างเล็กน้อย
หลายปีที่ผ่านมานางใช้ชีวิตอย่างไม่สนใจความเป็นไปของโลกภายนอก คนรอบตัวก็รู้ว่าอะไรควรไม่ควร จึงไม่เคยเอ่ยถึงเสิ่นหยวนเช่อให้นางฟังแม้เพียงครึ่งคำ และนางเองก็ไม่สนใจจริงๆ ว่าบุรุษผู้นั้นทำอะไรอยู่ที่เหอซีบ้าง
รู้เพียงแต่ว่าตอนนั้นเสด็จลุงส่งเขาไปเหอซีเพราะเห็นว่าเขาเป็นบุตรเพียงคนเดียวของผู้บัญชาการเสิ่น จึงให้ไปปรากฏตัวที่แนวหน้าเพื่อกระตุ้นขวัญทหาร พูดตรงๆ ก็คือเป็นไม้ประดับเพียงเท่านั้น ไม่ได้คาดหวังจะให้สืบทอดภาระหน้าที่ของบิดานำทหารออกทำศึกจริงๆ
ภายหลังคนผู้นั้นอยู่ที่เหอซีต่อ เชื่อว่าคงไม่แคล้วไปเป็นคุณชายเสเพลต่อในกองทัพ โดยมีผู้ใต้บังคับบัญชาเก่าของผู้บัญชาการเสิ่นคอยดูแล
แต่เท่าที่ฟังดูตอนนี้ เหตุใดกลับกลายเป็นว่าเขาเหมือนเป็นผู้มีคุณงามความดีที่ช่วยเหอซีให้พ้นภัยไปได้
เจียงจื้ออีขอยอมเชื่อว่าหมูปีนต้นไม้ได้ ดีกว่าเชื่อว่าเสิ่นหยวนเช่อพึ่งพาได้
“อย่าคุยโวไปหน่อยเลย! เสิ่นหยวนเช่อนั่นไม่ใช่เทพสวรรค์เสียหน่อย โจมตีทหารแปดหมื่นนาย? เพียงถ่มน้ำลายกันคนละทีก็ทำเขาจมน้ำลายตายได้แล้ว พลิกสถานการณ์อะไรเล่า”
เจียงจื้ออีหมุนถ้วยชาในมือพลางพยักหน้า
“เจ้าพูดถูกครึ่งหนึ่งจริงๆ นั่นล่ะ ท่านพ่อของข้าได้อ่านรายงานการศึกฉบับดังกล่าวด้วยตนเอง ตอนนั้นไพร่พลห้าพันนายของเราถูกปิดล้อม กำลังเสริมอยู่ห่างไกลนับพันหลี่* กว่าจะไปถึง ก็ได้เสิ่นหยวนเช่อนี่ล่ะนำทหารตีฝ่าวงล้อมออกไป”
“เช่นนั้น…เช่นนั้นข้าพูดถูกเรื่องใดกัน”
“ก็ถูกตรงที่ศึกครานั้นไม่ได้เรียกว่า ‘พลิกสถานการณ์’ ท่านพ่อบอกว่าเสิ่นหยวนเช่อตั้งใจจะไปบดขยี้ไพร่พลแปดหมื่นนายนั่นแต่แรกแล้ว จึงใช้ตนเองเป็นเหยื่อล่อให้ฝ่ายตรงข้ามเข้ามาติดกับ! เห็นว่าตอนนั้นรบกันถึงหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็ม น้ำที่ไหลอยู่ในแม่น้ำน่ะ…จุ๊ๆๆ…มีแต่เลือดทั้งนั้น”
“หนึ่งวันกับอีกหนึ่งคืนก็ฆ่าคนเยอะถึงเพียงนั้นหมดแล้วหรือ”
“ดูเหมือนว่าก่อนหน้านั้นจะใช้อุบายอะไรสักอย่างให้น้ำไหลบ่าเข้ามา”
“ก็บอกแล้วว่าต้องตั้งใจเรียนหนังสือ ไม่รู้กันล่ะสิ กลศึกที่ว่าเขาเรียก ‘ตัดแม่น้ำท่วมข้าศึก’ ”
“ไม่สิ เสิ่นหยวนเช่อผู้นั้นก็ไม่เรียนหนังสือเหมือนกันนี่ แล้วเขารู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร”
เจียงจื้ออีวางถ้วยชาพร้อมขมวดคิ้ว