นางไม่รู้หรอกว่าเสิ่นหยวนเช่อรู้ได้อย่างไร แต่แปลกตรงที่…เหตุใดนางถึงเหมือนจะรู้กลศึกพวกนี้เช่นกัน
“เจ้ารู้สึกหรือไม่…” นางหันไปมองสาวใช้คนสนิท “เรื่องนี้ฟังดูคุ้นหูอย่างไรชอบกล”
จิงเจ๋อพยักหน้าแล้วล้วง ‘ตำนานอีอี’ เล่มนั้นออกจากแขนเสื้อ “เหมือนจะมีเขียนอยู่ในหนังสือเจ้าค่ะ…”
เจียงจื้ออีกะพริบตาปริบๆ รับหนังสือเรื่องเล่ามาด้วยความตกตะลึง ก่อนเปิดไปยังหน้าที่พระเอกเข้าร่วมกองทัพออกศึกแล้วกวาดตาอ่านอย่างรวดเร็ว…
‘เอาตัวเป็นเหยื่อล่อ ใช้กลตัดแม่น้ำท่วมข้าศึก
ควบม้าบุกค่ายฝ่ายตรงข้ามเพียงลำพัง
ตะลุยล่าเด็ดศีรษะแม่ทัพฝ่ายศัตรู
เข้าแคว้นทางเหนือด้วยตัวคนเดียว’
“เช่นนี้ก็เท่ากับว่า…” เสียงบุรุษข้างห้องดังขึ้นมาอีกครา “ที่ข้างนอกลือกันว่าเสิ่นหยวนเช่อควบม้าบุกค่ายทหารฝ่ายตรงข้ามเพียงลำพัง ตะลุยไปเด็ดศีรษะแม่ทัพฝ่ายศัตรู แล้วเข้าแคว้นทางเหนือด้วยตัวคนเดียวอะไรนั่นก็เป็นความจริงทั้งหมดอย่างนั้นหรือ”
“…”
เจียงจื้ออีค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาสบตากับสาวใช้
จิงเจ๋อเอ่ย “ท่านหญิง หรือว่าเรื่องเล่าจะสำแดงฤทธิ์อีกแล้วเจ้าคะ”
นางยกมือห้ามอีกฝ่ายให้หยุดพูด แล้วปิดหนังสือด้วยสีหน้านิ่งเฉย นั่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งก็สูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะเปิดหนังสือช้าๆ อีกครั้ง
หน้ากระดาษขาวที่เห็นยังคงเป็นกระดาษขาว หมึกดำยังคงเป็นหมึกดำ
เจียงจื้ออีหลุบตาจ้องมองคำว่า ‘พี่อาเช่อ’ ตัวใหญ่เด่นหรา นั่งนิ่งไม่ขยับอยู่ตรงโต๊ะ
หาใช่หนังสือสำแดงฤทธิ์แต่อย่างใด
ศึกทางเหอซีน่าจะเกิดขึ้นก่อน แล้วหนังสือเขียนทีหลังมากกว่า ดังนั้นไม่ใช่ว่าเหตุการณ์ในหนังสือเป็นจริง แต่เพราะเรื่องเล่านี้ใช้เรื่องราวของเสิ่นหยวนเช่อเป็น ‘ต้นแบบ’ ต่างหาก
พระเอกในเรื่อง ‘ตำนานอีอี’ ก็คือเสิ่นหยวนเช่อนี่ล่ะ
…เหตุใดถึงเขียนให้พระเอกเป็นเสิ่นหยวนเช่อได้นะ
เจียงจื้ออีเปิดหนังสือกลับไปกลับมา กลับมาแล้วก็กลับไป อ่านซ้ำอีกรอบตั้งแต่ต้นจนจบอย่างเหลือเชื่อ อ่านอย่างไรก็ยังคงดูไม่ออกว่า…‘พี่อาเช่อ’ ผู้ออกรบอย่างองอาจกล้าหาญ ตะลุยแดนข้าศึกด้วยตัวคนเดียว สำแดงเลือดระอุกลางสมรภูมิจนศัตรูเพียงได้ยินชื่อยังระย่อ จะมีเศษเสี้ยวใดคล้ายคลึงกับเสิ่นหยวนเช่อผู้เคยอาละวาดใส่นางเพราะจิ้งหรีดตัวเดียว
‘สามปีที่เขาจากไป เด็กหนุ่มคึกคะนองผู้ขี่ม้าไปที่ใดต่อที่ใดในชุดงามหรูได้หายไปจากเมืองซื่อฟาง มีเทพสงครามผู้ไร้เทียมทานถือดาบบนหลังม้าปรากฏขึ้นริมแม่น้ำรั่วสุ่ยแทนที่’