แมวถูกรับไว้ด้วยด้ามทวน จากนั้นท้องของมันก็รูดไถลตามความยาวของด้ามมาจนสุดปลาย เท้าทั้งสี่ตะกุยตะกายเกาะมือบุรุษผู้นั้นไว้อย่างตื่นตระหนก
ม้าดีดขาหน้าขึ้นสูงก่อนจะแหวกอากาศทิ้งตัวลงบนพื้น ทหารทั้งหมดบังคับม้าให้หยุดอย่างพร้อมเพรียง
ฝูงชนนิ่งเงียบไปชั่วอึดใจ จากนั้นเสียงอุทานชื่นชมก็โถมกระหน่ำดุจน้ำหลาก
“ใช้ทวนได้เยี่ยมนัก!”
“สวรรค์ ผู้กล้าช่วยแมวหรือนี่…”
“ท่านแม่ดูสิ! แมวของเทพธิดาตกลงมาจากสวรรค์ล่ะ!”
ทุกคนพากันแหงนหน้ามองตามสายตาเด็กหนุ่มบนหลังอาชา
ร่างอ้อนแอ้นอรชรของเด็กสาวชะโงกออกมาจากหน้าต่างบานเล็กบนชั้นสามของโรงน้ำชา ท่อนบนสวมเสื้อนวมชายสั้นสีขาวนวล ท่อนล่างสวมกระโปรงจับจีบสีทับทิม เกล้ามวยทรงไป่เหอ รูปดอกเหมยที่วาดไว้ตรงหว่างคิ้วขับผิวหน้าให้ผุดผาดดุจหิมะต้องแสงอรุณ ใต้คิ้วโก่งเรียวคือดวงตาสุกใสแวววามรูปเมล็ดซิ่งที่มองลงมายังเด็กหนุ่มอย่างตื่นตะลึง
ลมที่ชวนให้ตาพร่าพัดผ่าน เมื่อดวงตากระจ่างใสของเด็กสาวกะพริบทีหนึ่ง แสงตะวันก็เหมือนถูกขยี้เป็นเศษเล็กเศษน้อยแล้วโปรยปรายลงมาเป็นประกายอุ่นละมุนของฤดูใบไม้ผลิ
ฝูงชนที่มองจ้องอ้าปากค้างส่งเสียงฮือฮา
บนห้องพิเศษชั้นสาม เจียงจื้ออีพิจารณาคนที่ไม่ได้เจอหน้ามาสามปีพลางหรี่ตามองอย่างกังขา
คนบนหลังม้าสวมชุดเกราะผึ่งผายสง่างาม ไหนจะรูปร่างที่สูงใหญ่ขึ้น ไหล่กว้าง เอวสอบ ไม่เหลือเค้าคนกระดูกอ่อนที่พร้อมจะล้มพับทุกเมื่อในวันวานเลยสักนิด
เท่าที่มองใบหน้าก็เจริญวัยขึ้นไม่น้อย เทียบกับเด็กหนุ่มฟันขาวปากแดงเมื่อก่อนแล้ว เครื่องหน้าของเขาดูคมสันมากขึ้น เสริมความเข้มขรึมด้วยคิ้วตรงเฉียงและดวงตาเป็นประกายดังดวงดาว
หากไม่เพราะใบหน้ายังเป็นใบหน้าดวงเดิม ฝีมือการใช้ทวนและท่าทางของคนตรงหน้าก็เรียกได้ว่าผิดกับเสิ่นหยวนเช่อในความทรงจำของนางโดยสิ้นเชิง…
สายตาไม่แน่ใจของเจียงจื้ออีค่อยๆ ละจากใบหน้าดวงนั้นลงไปยังกระบี่คมเขียวที่คนบนหลังม้าห้อยเอว แล้วกะพริบตาอย่างครุ่นคิด
กู่อวี่ที่ยืนอยู่ข้างหลังเจียงจื้ออีใบหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ ทำท่าจะพรวดพราดออกจากห้อง “บ่าวจะลงไปรับแมวเดี๋ยวนี้…”
“ช้าก่อน” เจียงจื้ออีมองกระบี่ไม่วางตาพลางกวักมือไปทางด้านหลังสองที
กู่อวี่เอียงหูเข้ามาใกล้อยู่ครู่หนึ่งก็พยักหน้า รีบสาวเท้าวิ่งออกจากโรงน้ำชามาแบมือขอรับแมวตรงหน้าเด็กหนุ่ม “ขอบคุณท่านแม่ทัพที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือเจ้าค่ะ! คุณหนูอยากเชิญท่านขึ้นไปดื่มชาสักถ้วย เป็นการตอบแทนที่ได้ช่วยสัตว์เลี้ยงของคุณหนูไว้”
“แค่ช่วยเหลือเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ต้องหรอก” เสิ่นหยวนเช่อโยนทวนยาวให้ทหาร แล้วดึงแมวที่เกาะมือตนเองไว้แน่นออกมา จากนั้นก็ยกมือให้สัญญาณเคลื่อนขบวนต่อ
“ไปรบมาสามปี เดี๋ยวนี้รู้จักสำรวมตัวแล้ว แม่ทัพน้อยเสิ่นวางท่าเป็นผู้ผดุงคุณธรรมได้เก่งเหลือเกิน”
ราวกับผีผา สูงค่าถูกดีดสายเป็นกังวานชัดแน่น เสียงกระจ่างใสทรงอำนาจของสตรีนางหนึ่งดังเข้าหูเขา
เสิ่นหยวนเช่อเลิกเปลือกตาขึ้น ก่อนสบประสานกับดวงตาที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งทะนงตนคู่หนึ่ง
เจียงจื้ออีกล่าว “แค่ชาถ้วยเดียวยังบ่ายเบี่ยง อย่าบอกนะว่าแม่ทัพน้อยเสิ่นยังฝังใจเรื่องเมื่อสามปีก่อนไม่หาย”
ถนนใหญ่อันอึกทึกจอแจสงัดเงียบลงทันใด
คนทุกเพศทุกวัยในบริเวณนั้นล้วนกลั้นหายใจเงี่ยหูรอฟัง
เจียงจื้ออียืนหลุบตามองลงมาจากหน้าต่าง นางจัดชายแขนเสื้อพลางพูดเองเออเองไปเรื่อยๆ “ทีแรกนึกว่าแม่ทัพน้อยเสิ่นจากบ้านไปอยู่ต่างแดนหลายปีจะเติบใหญ่ขึ้นบ้างเสียอีก เหตุใดยังจมอยู่กับอดีตอีกเล่า เรื่องหยุมหยิมพรรค์นั้นข้าไม่ได้เก็บมาใส่ใจนานแล้ว แม่ทัพน้อยเสิ่นยังมัวคิดเล็กคิดน้อยอยู่อีกหรือ”
เสิ่นหยวนเช่อดึงบังเหียนให้ม้าหันกลับมา พอจะขยับปากพูด…
“หรือว่า…” เจียงจื้ออีเชิดหน้าถามขันๆ “เจ้ากลัวว่าข้าจะวางยาพิษในน้ำชา?”
เรียวคิ้วของเด็กหนุ่มชี้ขึ้น “ต่อให้วางยาพิษก็ไม่มีทางทำต่อหน้าธารกำนัลหรอก เรื่องอะไรข้าจะดื่มชาถ้วยนี้ไม่ได้”
นางคลี่ยิ้มกระหยิ่มใจ
“เพียงแต่…ข้าอยากถามมาตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว” เขาหรี่ตาลง แหงนหน้าคล้ายกำลังพินิจพิจารณาใบหน้านาง “ไม่ทราบว่าแม่นางคือ…”