บทที่ 4
จวบจนลมแรงพัดผ่านและกองทหารนับหมื่นพันเคลื่อนขบวนผ่านหน้าโรงน้ำชาไปแล้ว มือของเจียงจื้ออีก็ยังเกาะขอบหน้าต่างแน่น ตามองท้องถนนอันว่างเปล่าไม่กะพริบ
ชาวบ้านที่เบียดอออยู่สองข้างทางเอียงหน้ากระซิบกระซาบกัน ยกมือชี้พลางวิพากษ์วิจารณ์
จิงเจ๋อรีบดึงเจ้านายที่มัวแต่ยืนนิ่งอึ้งเข้ามาข้างใน แล้วก้าวไปปิดหน้าต่าง
เสียงจ้อกแจ้กถูกกั้นเอาไว้ข้างนอก ห้องพิเศษสงบเงียบลงทันที
เจียงจื้ออีมองหน้าต่างที่ปิดสนิทบานนั้น ประเดี๋ยวก็หน้าเขียวประเดี๋ยวก็หน้าซีด นานทีเดียวกว่านางจะได้สติแล้วค่อยๆ หันไปถาม “เขา…เมื่อครู่พูดว่าอย่างไรนะ”
สาวใช้คนสนิทกระแอมเบาๆ “แม่ทัพน้อยเสิ่นถามว่าท่านหญิงยังจะดื่มชาอยู่หรือไม่ เห็นท่านไม่พูดอะไร เขาเลยจากไปเจ้าค่ะ”
“ก่อนหน้านั้นเล่า” เจียงจื้ออีมือหนึ่งขยำแพรพก อีกมือหนึ่งก็เกาะขอบหน้าต่างแน่น
“ดูเหมือนเขา…ดูเหมือนเขาจะจำท่านหญิงไม่ได้เจ้าค่ะ”
“เขาจำ…เขาจำไม่ได้?!” นางหัวเราะอย่างฉุนๆ “ไปออกรบจนตาบอดแล้วหรือไร”
“ต้องเป็นเพราะหลายปีมานี้ท่านหญิงงดงามขึ้นจนมัจฉาจมวารี ปักษีตกนภา* แน่นอนเจ้าค่ะ แม่ทัพน้อยเสิ่นถึงจำท่านไม่ได้ในทันที!”
“หมายความว่าแต่ก่อนข้าไม่ได้งดงามจนมัจฉาจมวารี ปักษีตกนภาอย่างนั้นสิ”
“เช่นนั้นเขาก็จำท่านหญิงได้…” จิงเจ๋อรวบรวมความกล้าคิดหาความเป็นไปได้ต่อ “เขาอาจจะไม่กล้าดื่มชาของท่าน เลยแสร้งทำเป็นจำไม่ได้เพื่อให้ท่านโมโหแล้วล้มเลิกความตั้งใจไป”
“หมายความว่าข้าโง่เง่า ถูกเขาเมินต่อหน้าธารกำนัลสินะ”
จิงเจ๋ออับจนด้วยคำพูด
ทรวงอกของเจียงจื้ออีสะท้อนขึ้นลงขณะปรับลมหายใจ แล้วเดินกลับไปนั่งบนเก้าอี้
จิงเจ๋อรีบตามไปรินชาให้ เห็น ‘ตำนานอีอี’ เล่มนั้นยังวางอยู่บนโต๊ะก็กระจ่างแจ้งเพราะเพิ่งเข้าใจในตอนนี้ “ในเรื่องเล่าต้องใช้กระบี่ของพระเอกทำลายคุณไสย พระเอกในเรื่องยังเป็นแม่ทัพน้อยเสิ่นเสียด้วย เมื่อครู่ท่านหญิงอยากดูกระบี่คู่ใจของเขา จึงทำทีเป็นเชิญเขาขึ้นมาดื่มชาใช่หรือไม่เจ้าคะ”
“หรือเขายังมีสิ่งใดคู่ควรให้ข้าดูอีกเล่า”
เจียงจื้ออีดื่มชาดับโทสะ นั่งคิดแล้วคิดอีกอยู่นานก็ยังไม่เข้าใจ
หากเป็นเมื่อก่อนแค่นางพูดประโยคแรกคนผู้นี้ก็ต้องสะอึก พอพูดถึงประโยคที่สองก็ต้องคุมอารมณ์ไม่อยู่จนพรวดพราดขึ้นมาข้างบน แต่ดูจากท่าทางสุขุมเยือกเย็นไม่หวั่นไหวเมื่อครู่ นางเดาไม่ถูกเลยว่าอีกฝ่ายจำนางไม่ได้จริงๆ หรือว่านิสัยเปลี่ยนไปกันแน่
เด็กสาวกวักมือไปข้างตัว “คันฉ่อง”
จิงเจ๋อหยิบคันฉ่องสำริดที่พกติดตัวออกมาชูตรงหน้าผู้เป็นนาย
เจียงจื้ออีเอียงหน้าซ้ายขวาส่องคันฉ่องสำริดอยู่พักหนึ่ง จากนั้นกางแขนสองข้างแล้วก้มหน้าพิจารณาตนเองอยู่หลายรอบ
นางรูปโฉมงดงามตั้งแต่เล็กจนโต งดงามอย่างมั่นคงไม่แปรผัน งดงามตั้งแต่แรกเริ่มมาจนถึงบัดนี้ เหตุใดเขาถึงจำไม่ได้กัน
จิงเจ๋อกล่าวว่า “ตอนนี้แม่ทัพน้อยเสิ่นเข้าวังหลวงไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้แล้ว พวกเราจะทำเยี่ยงไรกันดีเจ้าคะ”
“ทั้งเมืองฉางอันมีแต่เขาที่พกกระบี่จนข้าต้องพึ่งเขาได้แค่คนเดียวหรือไร” เจียงจื้ออีหยิบหนังสือเรื่องเล่าขึ้นมาโยนไปอีกทาง “เรื่องเล่านี่เขียนว่าอย่างไรก็เป็นจริงตามนั้นไม่ใช่หรือ เจ้าไปที่ร้านหนังสือซันอวี๋ ให้ทางนั้นเปลี่ยนพระเอกเดี๋ยวนี้เลย!”