ตกบ่ายรถม้าแกะสลักลวดลายวิจิตรประดับหยกหลังคาสีเงินแขวนม่านมุกก็แล่นมาจอดหน้าประตูค่ายทหารตรงชานเมืองหลวง
ภายในรถม้าเจียงจื้ออีที่นั่งโคลงเคลงมาตลอดทางจนเมื่อยขบไปทั้งตัวทำหน้าบึ้งตึงกล้ำกลืนโทสะ
ไม่รู้ว่านางทำเวรทำกรรมอะไรไว้ เมื่อเช้าหลังออกจากโรงน้ำชาก็ไปเจออุปสรรคต่อที่ร้านหนังสือซันอวี๋
หลงจู๊ของร้านบอกว่าไม่เคยเห็น ‘ตำนานอีอี’ เล่มนี้มาก่อนเช่นกัน คาดว่ายังไม่ทันได้นำหนังสือเล่มนี้เข้าบัญชีก็เผลอหยิบใส่หีบที่ส่งไปยังจวนโหวเสียก่อน พร้อมรับปากว่าจะสืบหาแหล่งที่มาให้อย่างสุดความสามารถ หากเจอเล่มต่อหรือผู้เขียนเมื่อไรจะรีบส่งไปที่จวนโหวทันที
เกรงว่ากว่าจะหาหนังสือเล่มต่อเจอก็ไม่อาจช่วยอะไรตนได้แล้ว เจียงจื้ออีจึงมาอารามไท่ชิง หันมาขอความช่วยเหลือเรื่องคุณไสยจากนักพรตจางแทน
ปรากฏว่าคำตอบของนักพรตจางสอดคล้องกับนักพรตในเรื่องเล่า นั่นคือหากจะเลือกอาวุธสักชิ้น กระบี่ที่ได้อาบเลือดย่อมเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด อีกทั้งยิ่งอาบเลือดมากเท่าใด สดใหม่เท่าใด ก็ยิ่งให้ผลลัพธ์ดีเท่านั้น
หากจะพูดเรื่องอาบเลือดมาอย่าง ‘สดใหม่’ ผู้ใดเล่าจะ ‘สดใหม่’ ได้มากกว่าเสิ่นหยวนเช่อที่เพิ่งกลับจากสมรภูมิ
หลังออกจากอารามเต๋า นางนั่งสงบสติอารมณ์ในรถม้าถึงครึ่งชั่วยาม* ท่องประโยค ‘ไม่อดทนกับเรื่องเล็กจะเสียการใหญ่’ อยู่ในใจไปแปดร้อยครั้งเห็นจะได้ ก่อนออกเดินทางมาค่ายทหาร
เว้นแต่แม่ทัพนายกอง ทหารชายแดนมิอาจอยู่ในเมืองหลวง เสิ่นหยวนเช่อออกจากวังหลวงแล้วก็มิได้กลับจวนในทันที แต่ออกมาดูแลความเป็นอยู่ของกองทัพเสวียนเช่อที่ติดตามเขากลับมาตรงชานเมืองก่อน
ครั้นทหารยามหน้าประตูค่ายเห็นป้ายพระราชทานที่จิงเจ๋อนำออกมาแสดงก็รีบให้คนเข้าไปรายงานข้างใน…
ท่านหญิงถือศักดินาขั้นหนึ่งชั้นโท ซ้ำบรรพบุรุษยังเคยติดตามฮ่องเต้สร้างผลงานทางการศึก จึงเป็นที่โปรดปรานยิ่งกว่าองค์หญิง สามารถใช้ป้ายพระราชทานนี้ทั่วทั้งฉางอัน
จิงเจ๋อกลับเข้ามาในรถม้า ช่วยสวมหมวกม่านแพรที่ชายแพรยาวระเอวให้เจียงจื้ออี “วิธีแก้คุณไสยนี้ต้องให้เจ้าตัวลงมือ ต้องลำบากท่านหญิงเข้าไปเองแล้วนะเจ้าคะ อีกสักครู่เมื่อพบแม่ทัพน้อยเสิ่นแล้ว ท่านหญิงต้องพยายามข่มอกข่มใจทนสักหน่อย”
ทนเถิด แค่ครั้งเดียวในชีวิตเท่านั้นล่ะ พ้นเคราะห์กรรมครานี้ไปได้ข้าก็จะไม่เป็นฝ่ายมาหาเสิ่นหยวนเช่ออีกเลยชั่วชีวิต
เจียงจื้ออีสูดหายใจเข้าลึก แล้วก้มตัวลงจากรถม้า
พื้นที่ตรงนี้มีทิวเขาโอบล้อมสามด้าน ติดแม่น้ำหนึ่งด้าน กลิ่นสาบดินโคลนอันเย็นยะเยือกลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ พอก้าวพ้นประตูรถม้าเจียงจื้ออีจึงยกแพรพกขึ้นปิดจมูกอย่างอดไม่ได้ เพิ่งจะหย่อนเท้าข้างหนึ่งลงบนแท่นเหยียบนางก็ชะงัก
“ท่านหญิง” จิงเจ๋อเตือนเบาๆ “ไม่ทนเรื่องเล็กจะเสียการใหญ่ได้นะเจ้าคะ”
เจียงจื้ออีค้างอยู่ในท่าหย่อนเท้าข้างเดียว จ้องมองรองเท้าสีขาวสว่างของตนเองเขม็ง พอเห็นหัวรองเท้ากำลังจะแตะถูกดินโคลนอยู่รอมร่อก็ชักเท้ากลับมาทันที “หากต้องทนจนถึงขั้นนี้ก็ไม่เหลืออะไรให้ต้องทนแล้ว”
ยากยิ่งที่คนรักความสะอาดเยี่ยงท่านหญิงจะผ่านด่านนี้ จิงเจ๋อหันไปส่งสายตาให้องครักษ์ที่ติดตามมาด้วย