เสิ่นหยวนเช่อ “…”
“มะ…ไม่ใช่นะขอรับ ฮูหยินท่านโหวโปรดอย่าได้เข้าใจผิดเป็นอันขาด! แม่ทัพน้อยกับท่านหญิงไร้ความสัมพันธ์ลึกซึ้ง มิได้เกี่ยวข้องกันแม้แต่น้อย!” มู่ซินหงพูดจบก็รู้สึกว่าตนเองใช้คำพูดน่าสงสัย เหมือนพยายามกลบเกลื่อนไปข้างๆ คูๆ จึงเสริมขึ้นว่า “สิ่งสำคัญตอนนี้คือทำแผลภายนอกให้ท่านหญิง ฮูหยินรีบรับท่านหญิงกลับจวนโดยเร็วดีกว่า…”
“นี่คือความประสงค์ของแม่ทัพน้อยเสิ่นอย่างนั้นหรือ” จู่ๆ เจียงจื้ออีก็ถามแทรกขึ้นมา แล้วเม้มปากมองเสิ่นหยวนเช่ออย่างไม่พอใจ
แม่ทัพหนุ่มตอบ “แน่นอน หรือท่านหญิงคิดจะปักหลักพักฟื้นอยู่ในค่ายของผู้น้อย?”
เด็กสาวสูดลมหายใจลึกๆ คล้ายสะกดกลั้นอะไรบางอย่าง “เช่นนั้นแม่ทัพน้อยเสิ่นเองก็คิดว่าระหว่างข้ากับท่านไร้ความสัมพันธ์ลึกซึ้ง มิได้เกี่ยวข้องกันแม้แต่น้อยเช่นกัน?”
เสิ่นหยวนเช่อกะพริบตาตอบอย่างเฉยชา “ผู้น้อยควรเกี่ยวข้องกับท่านหญิงอย่างไรเล่า”
เจียงจื้ออีพยักหน้าอย่างแช่มช้าสองที ดวงตารูปเมล็ดซิ่งกะพริบเบาๆ น้ำใสไหลกลิ้งลงมาหยดหนึ่ง
เสิ่นหยวนเช่อ “…”
“ในเมื่อไม่เกี่ยวข้อง วันนี้ท่านจะช่วยข้าไว้ด้วยเหตุใดกัน” นางถามต่ออย่างไม่ยอมแพ้ทั้งที่เสียงสั่นเครือ
“จุดที่ท่านหญิงล้มลงวันนี้อยู่ในพื้นที่ของค่ายทหารพอดี หาไม่ผู้น้อยก็ไม่ไปยุ่งเรื่องชาวบ้านหรอก”
เจียงจื้ออีสำลักอากาศ ตัวสั่นระริกเหมือนหายใจไม่ทันพลางมองคนพูดอย่างไม่เชื่อสายตา น้ำใสร่วงเผาะจากดวงตาหยดแล้วหยดเล่าเหมือนสร้อยมุกสายขาด
จงซื่อที่ดูอยู่ข้างๆ ทั้งงุนงงทั้งตื่นตระหนกจนอกสั่นขวัญแขวน รีบเกลี้ยกล่อมเด็กสาวว่า “จื้ออี กลับจวนกับป้าก่อนดีกว่า แผลภายนอกนี้หากไม่ใส่ยาให้ทันท่วงทีจะเหลือรอยแผลเป็นได้นะ!”
“เหลือรอยแผลเป็นก็เหลือไปสิ ถึงอย่างไรตอนนี้ข้าก็เป็นเพียง ‘เรื่องชาวบ้าน’ ไปแล้วนี่!”
เสิ่นหยวนเช่อ “…”
จงซื่อท้วง “เป็นสตรีจะมีรอยแผลเป็นได้อย่างไร วันหน้าพอออกเรือนสามีจะเห็นเอานะ!”
“ข้ากลายเป็น ‘เรื่องชาวบ้าน’ ไปแล้ว ยังจะออกเรือนกับผู้ใดได้…”
เสิ่นหยวนเช่อ “…”
มู่ซินหงที่ยืนตัวแข็งทื่อไม่กล้าขยับอยู่ข้างหลังผู้บังคับบัญชาขยับปากเบาๆ “ฟังที่ท่านหญิงพูด หรือว่าท่านควรแต่งงานกับนาง?”
เสิ่นหยวนเช่อมองเด็กสาวที่กำลังร้องไห้น้ำตารินด้วยสีหน้าเฉยเมย “เจ้าถามข้า แล้วข้าถามผู้ใดได้เล่า”
เสียงสะอึกสะอื้นจนแทบหายใจไม่ทันก้องสะท้อนอยู่ในกระโจม สั่นสะเทือนรูหูครั้งแล้วครั้งเล่าจนเส้นเลือดตรงขมับเขาเต้นตุบๆ
เสิ่นหยวนเช่อใช้นิ้วกดหูพลางหลับตาลง หันหน้าไปทางจงซื่อ “ฮูหยินท่านโหว?”
หญิงวัยกลางคนเงยหน้าขึ้นด้วยดวงตาเบิกค้าง
สวรรค์รู้ดีว่านับแต่เด็กคนนี้เข้ามาอาศัยอยู่ในจวนโหวก็ยังไม่เคยร้องไห้แม้แต่ครั้งเดียว แม้แต่นางที่เป็นป้าสะใภ้ก็เพิ่งเคยเผชิญหน้ากับเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ครั้งแรกเช่นกัน
นางยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน “พูดอย่างไรเด็กคนนี้ก็ไม่ยอมกลับจวนเสียที…แม่ทัพน้อยเสิ่นพอจะมีวิธีหรือไม่”
ความอดทนของเสิ่นหยวนเช่อพลันหมดลง เขาเดินหน้าบึ้งไปคุกเข่าข้างหนึ่งลงบนขอบเตียง แล้วโน้มตัวลง สอดแขนเข้าไปใต้ผ้าห่ม เตรียมจะอุ้มเจียงจื้ออีขึ้นมาทั้งผ้าห่ม…
เสียงร้องไห้ของเจียงจื้ออีเงียบหาย นางสะอึกสะอื้นทีหนึ่งพร้อมเงยหน้าขึ้น
เสิ่นหยวนเช่อหันไปเจอสายตาเศร้าหมองที่ทำท่าเหมือนอยากพูดอะไรคู่นั้น
ดวงตายังร่ำไห้ ทว่าร่างกายเหมือนถูกเปิดสลัก แขนทั้งสองข้างเอื้อมออกมาคล้องรอบลำคอเขาไว้อย่างเงอะงะ
“…”
นิ่งไปครู่หนึ่ง แม่ทัพหนุ่มก็ค่อยๆ ชักมือที่สอดเข้าใต้ผ้าห่มออกมาแล้วสับสันมือลงไป
จากนั้นก็จับคนที่สลบล้มพับแบกพาดบ่าเดินดุ่มๆ ออกจากกระโจมท่ามกลางสายตาตกตะลึงของจงซื่อและมู่ซินหง
(ติดตามต่อได้ในรูปแบบฉบับเต็มได้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569)