“เมื่อครู่ท่านหญิงไม่เห็น ท่านหญิงทำแม่ทัพน้อยเสิ่นอึ้งตะลึงจนตัวแข็งไปเลยเจ้าค่ะ!”
รถม้ากลับเข้าเมืองมาหยุดลงหน้าประตูจวนหย่งเอินโหว จิงเจ๋อประคองเจ้านายลงมา
เจียงจื้ออีอมยิ้มตรงมุมปาก ขึ้นไปนั่งบนเสลี่ยงของจวน นางถือเตาอุ่นมือพลางเอนตัวพิงหลังอย่างเกียจคร้าน “ออกมาเร็วไปหน่อย น่าจะอยู่ดูให้อารมณ์เบิกบานก่อนจริงๆ”
เห็นเจ้านายหน้าตายิ้มแย้มอย่างหาได้ยาก จิงเจ๋อจึงชวนคุยเล่นตลอดทางที่เดินเข้าจวน ตอนผ่านเรือนฮุ่ยเฟิง ใครคนหนึ่งเดินคอตกเลี้ยวออกมาจากหัวมุมด้านหน้า
รอยยิ้มของเจียงจื้ออีชะงักค้างทันควัน
ดูเหมือนฟางจงหมิงเพิ่งจะออกจากเรือนมารดา มือทั้งสองข้างสอดอยู่ในเสื้อคลุมตัวใหญ่ เดินโซเซด้วยสีหน้าอมทุกข์ พอเห็นเสลี่ยงของเจียงจื้ออีก็สะดุดเซประหนึ่งสองขาไม่สามัคคีกันขึ้นมา ใบหน้าที่เหมือนผักเหี่ยวๆ อยู่แล้วยิ่งขะมุกขะมอมกว่าเดิม ไม่ได้มองนางราวกับเห็นเป็นเหยื่อในกำมือแบบเมื่อวานเลยสักนิด
เจียงจื้ออีนั่งอยู่บนเสลี่ยง ย่อมสูงกว่าอยู่แล้ว พอปรายตามองลงไปเช่นนี้จึงยิ่งดูเหมือนทำให้อีกฝ่ายตกใจกลัว
ฟางจงหมิงเหลือบตามองซ้ายมองขวาล่อกแล่ก ก่อนจะเดินเลี้ยวโซซัดโซเซเข้าไปในทางสายเล็กด้านข้างเหมือนอยากหนีอะไรบางอย่าง ไม่แม้แต่จะเอ่ยทักทายกันด้วยซ้ำ
เสลี่ยงถูกหามต่อไป พอพ้นเรือนฮุ่ยเฟิงมาแล้วจิงเจ๋อก็พูดขึ้นเบาๆ “ท่านหญิง คุณชายใหญ่ออกมาจากเรือนฮูหยินด้วยท่าทางเช่นนั้น เกรงว่าสองแม่ลูกคงเดาได้แล้วนะเจ้าคะว่าท่านหญิงได้ลูกกำยานไป”
เจียงจื้ออียกยิ้มตรงมุมปาก “เดาได้ก็เดาไป มีปัญญาทำอะไรได้เล่า”
สาวใช้คนสนิทยิ้มตาม “เวลานี้แก้คุณไสยได้แล้ว หลักฐานอยู่ในมือท่านหญิง จดหมายที่ท่านเขียนถึงท่านโหวก็ถูกส่งออกไปแล้ว คุณชายใหญ่เห็นท่านเลยเหมือนหนูเห็นแมว คราวนี้ถึงตาพวกเขาเป็นฝ่ายกินไม่ได้นอนไม่หลับบ้างแล้ว ท่านหญิงแค่คิดว่าเย็นนี้จะกินอะไรดีก็พอเจ้าค่ะ”
“ค่ายทหารนั่นเกือบทำข้าหนาวตาย เย็นนี้กินเนื้อแพะตุ๋นหม้อไฟดีกว่า แล้วเตรียมพวกกุ้งปลาไว้กินกับเครื่องจิ้มด้วย” เจียงจื้ออีเคาะปลายนิ้วเบาๆ อย่างครุ่นคิด “จริงสิ ไปเชิญพ่อครัวของเหลาสุราที่เพิ่งเปิดในตรอกฉางซิ่งมาหน่อย ได้ยินว่าแม้แต่เสด็จลุงยังตรัสชมอาหารของที่นี้”
“จะให้เรียกคณะดนตรีกับนางระบำมาเพิ่มความครึกครื้นด้วยหรือไม่เจ้าคะ”
“ก็ดี” เจียงจื้ออีโบกแขนเสื้ออย่างนึกครึ้ม “จัดเตรียมทุกอย่างที่ว่ามา”
ระหว่างที่เจียงจื้ออีใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ทางเรือนฮุ่ยเฟิงกลับเหมือนประสบคราวเคราะห์
หลายวันมานี้บ่าวรับใช้ในจวนผ่านนอกเรือนทีไรเป็นต้องค่อยๆ เดินย่อง ไม่กล้าโอ้เอ้รั้งรอ เพราะกลัวว่าความโชคร้ายของฮูหยินจะติดตัว
ได้ยินว่าคุณชายใหญ่ล้มป่วยด้วยไข้หวัด เชิญหมอมาดูอาการคนแล้วคนเล่า กระทั่งหมอหลวงจากในวังยังเคยมาตรวจให้ ยาต้มที่กินเข้าไปมากมายเหมือนน้ำหลาก กระนั้นคุณชายใหญ่ก็ยังไข้สูงไม่ยอมลด อาการไม่ดีขึ้นเสียที
ฮูหยินร้องไห้น้ำตารินไม่เว้นแต่ละวัน รำพันว่าบุตรชายตนเจ็บออดๆ แอดๆ มาตั้งแต่ออกจากครรภ์มารดา ถูกลิขิตมาให้อายุสั้น ไม่รู้ว่าชาติที่แล้วตนทำบาปทำกรรมอะไรไว้ สวรรค์ถึงได้ลงโทษตนและสกุลฟางเช่นนี้
จวนโหวทั้งจวนตกอยู่ในความหม่นหมองราวกับว่าพรุ่งนี้ต้องแขวนธงงานศพประดับแพรขาว มีเพียงหอเหยากวงทางทิศตะวันตกของจวนเท่านั้นที่เหมือนอยู่กันคนละที่ มีเสียงดนตรีบรรเลงทุกคืน คณะนางระบำและคณะงิ้วใหม่ๆ ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาแสดงมอบความสำราญให้คณะแล้วคณะเล่า
“บ่าวได้ยินพวกบ่าวรับใช้ข้างนอกซุบซิบกันว่าระยะนี้ฮูหยินโมโหจนเลือดขึ้นหน้า หาว่าคุณชายใหญ่ป่วยถึงเพียงนี้แล้วแท้ๆ แต่ท่านหญิงกลับยังไม่ยอมไปเยี่ยม มิหนำซ้ำยังหาคนมาดีดสีตีเป่าร้องรำทำเพลง เหมือนกลัวว่าคุณชายใหญ่จะจากไปไม่เร็วพออย่างนั้น…”
บ่ายวันนี้จิงเจ๋อนำความเป็นไปในจวนมาเล่าให้เจ้านายฟัง
เจียงจื้ออีที่เอนตัวเอกเขนกอยู่บนตั่งหญิงงามลูบขนแมวในอ้อมกอดเบาๆ “ในเมื่อท่านป้าโกรธนัก เหตุใดถึงไม่มาพูดกับข้าตรงๆ เล่า”
“กล้าพูดเสียที่ใดเล่าเจ้าคะ” จิงเจ๋อยิ้มเอ่ยแล้วทำสีหน้าจริงจัง “บ่าวว่าคุณชายใหญ่ไม่ได้ป่วยเป็นไข้หวัดอะไรนั่นหรอก แต่รู้ว่าเรื่องถูกเปิดเผยแล้ว เลยตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อด้วยความร้อนตัวต่างหาก เอาแต่กินยาจะไปมีประโยชน์อะไร ในเมื่อฮูหยินเชื่อเรื่องคุณไสยนัก ไปเชิญหมอผีสักคนมาทำพิธีเรียกวิญญาณเสียสิ! หากฝืนสังขารต่อไม่ไหวจนต้องจากไปจริงๆ ก็ถือเป็นผลกรรมที่พวกนั้นก่อขึ้นมาเอง!”
ไม่รู้ว่าคำใดกระทบหูเข้า เจียงจื้ออีจึงหมดอารมณ์จะสนใจเรื่องคนอื่น นางขยับตัวขึ้นนั่งตรงพร้อมถาม “ข้าบอกว่าหิวแล้ว ให้กู่อวี่ออกไปซื้อขนมผลไม้ตั้งนาน จนป่านนี้แล้วเหตุใดยังไม่กลับมาเสียที”