ตรงปากตรอกฉางซิ่ง กู่อวี่ผู้หิ้วกล่องอาหารสองมือหมุนตัวทำท่าจะเดินไปทางซ้าย นักพรตตาบอดข้างเดียวตรงหน้าก็ก้าวไปทางซ้ายบ้าง พอนางหมุนตัวจะเดินไปทางขวา นักพรตสูงวัยก็ขยับมาขวางทางขวา สกัดนางไว้ไม่ยอมให้ขึ้นรถม้า
“ท่านผู้อาวุโส ข้าบอกแล้วอย่างไรเล่า ข้าไม่ดูดวงและไม่เสี่ยงทายอะไรทั้งนั้น หากยังไม่หลีกอีกข้าจะตะโกนแล้วนะ!” กู่อวี่ตำหนิอย่างโมโห
“แม่นางน้อย” นักพรตชราถือธงหกเหลี่ยมด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างลูบเครายาวของตน “ข้าไม่คิดเงินหรอก แค่เห็นหว่างคิ้วเจ้าหมองคล้ำ กลัวว่าเจ้าจะพบกับหายนะในเร็ววัน เลยเตือนด้วยความปรารถนาดีเท่านั้นเอง!”
“หากท่านยังขวางทางข้าอย่างนี้ต่อไปต่างหากข้าถึงจะพบกับหายนะของจริง!” พอเหลือบมองสีท้องฟ้ากู่อวี่ก็ร้อนใจยิ่งกว่าเดิม แล้วรีบเดินฉับๆ อ้อมอีกฝ่ายไปที่รถม้าอย่างรวดเร็ว
“แม่นางน้อย ข้าเห็นคนในบ้านเจ้าได้รับการปกปักคุ้มครองจากองค์ปฐมเทพแห่งเต๋าจนพ้นเคราะห์มาได้คราวหนึ่ง แต่ยังไม่ได้ไปจุดธูปขอบคุณองค์ปฐมเทพแห่งเต๋าด้วยตนเอง เกรงว่าสวรรค์จะลงทัณฑ์ให้เจอเคราะห์ซ้ำเอาได้นะ!” นักพรตผู้นั้นตะโกนไล่หลัง
“ท่านมันนักต้มตุ๋นในยุทธภพชัดๆ บ้านข้าเหลือข้าเพียงคนเดียว สวรรค์จะลงทัณฑ์ก็ไม่กลัวหรอก!” กู่อวี่หันไปถลึงตาใส่ พอจะแหวกม่านก้าวขึ้นรถม้าก็พลันชะงัก
“เหลือเจ้าเพียงคนเดียวจริงหรือ แม่นางลองคิดให้ถี่ถ้วนสักหน่อยดีกว่า…”
“แย่แล้ว!” สาวใช้นึกอะไรได้ จึงโดดขึ้นรถม้าแล้วร้องสั่งสารถี “เร็ว รีบกลับจวน!”
เช้าวันรุ่งขึ้น ชานเมืองหลวง
ฟ้าเพิ่งจะสว่างรำไร ริ้วหมอกฤดูหนาวยังสลายไปไม่หมด เจียงจื้ออีนอนงีบอยู่บนตั่งเล็กในรถม้าที่แล่นขลุกๆ ไปตามทาง
เมื่อวานกู่อวี่กลับมาจากซื้อของแล้วเล่าคำพูดของนักพรตสูงวัยผู้นั้นให้ฟัง เจียงจื้ออีถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าหลังแก้คุณไสยสำเร็จ ตนเองยังไม่ได้ไปจุดธูปบูชาเทพเจ้าและบริจาคเงินบำรุงอารามไท่ชิงจริงๆ จะว่าไปก็เหมือนไม่เห็นองค์ปฐมเทพแห่งเต๋าอยู่ในสายตา
แต่เรื่องแค่นี้ถึงขั้นจะถูกสวรรค์ลงทัณฑ์ก็ร้ายแรงไปหน่อยกระมัง
คิดแล้วนางก็หมดอารมณ์จะชมการขับร้องร่ายระบำ เมื่อคืนไม่มีอะไรทำ นางเลยหยิบ ‘ตำนานอีอี’ เล่มนั้นขึ้นมาอีกครั้ง ยอมข่มใจทนความทรมานที่ต้องเห็น ‘เสิ่นหยวนเช่อ’ ผู้นั้นในหนังสือ ไล่อ่านโดยละเอียดว่าหลังจากไปเสี่ยงทายที่อารามเต๋าแล้วนางเอกทำอะไรต่อบ้าง
อ่านจบก็ตัดสินใจทำตาม ออกจากจวนมาที่อารามไท่ชิงแต่เช้าเพื่อทำตามพิธีให้ครบถ้วนสมบูรณ์
ติดตรงที่ระยะนี้นางนอนตื่นสายตะวันโด่งทุกวัน พอต้องตื่นเช้าแบบปุบปับจึงยังไม่คุ้นชิน พอขึ้นรถม้ามาได้ก็หลับไปทันที
คนที่นอนอยู่บนตั่งเล็กขมวดคิ้วแน่น เหงื่อผุดซึมตามหน้าผาก ไม่รู้ฝันถึงอะไรอยู่ จิงเจ๋อเห็นแล้วจึงคว้าแพรพกขยับเข้าไปหา
ยังไม่ทันได้เช็ดหน้าผากให้ เจียงจื้ออีก็พลันลืมตาโพลงขึ้นมาเสียก่อน “พี่อาเช่อ!”
จิงเจ๋อสะดุ้งโหยง ตอนแรกตั้งใจจะถามเจ้านายว่าฝันร้ายหรือไม่ แต่ก็ต้องชะงักไปเสียก่อนจะได้เอ่ยปาก…
“เอ๊ะ?”
พะ…พี่อะไรนะ
เจียงจื้ออีหอบหายใจถี่รัวอยู่หลายครั้ง แล้วกะพริบตาปริบๆ มองเพดานรถม้าอย่างเลื่อนลอย จากนั้นก็ลุกพรวดขึ้นนั่งหลังตรง
“ท่านหญิง?”
“นี่ข้าอยู่ที่ใดกัน…” นางมองไปรอบตัวด้วยสายตางัวเงีย
“อยู่ระหว่างทางไปอารามไท่ชิงเจ้าค่ะ ท่านหญิง ท่านฝันถึง…แม่ทัพน้อยเสิ่นหรือเจ้าคะ”
สีหน้าสับสนเลื่อนลอยของเจียงจื้ออีค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนก เหลือเชื่อ และรับไม่ได้ “เมื่อครู่ข้าพูดอะไรออกมา”
“ท่านหญิงเอ่ยเรียก ‘พี่อา…’ ”
เด็กสาวยกมือขึ้นขัดจังหวะคนสนิทอย่างฉับไว สูดหายใจลึกๆ ทีหนึ่ง แล้วชี้นิ้วแข็งทื่อไปยังถ้วยชา
จิงเจ๋อกระวีกระวาดไปรินน้ำชาให้
เจียงจื้ออีรับชามาบ้วนปาก
“ถุย! ถุยๆๆ!”
ต้องโทษที่ชาติกำเนิดและชีวิตของนางเอกเรื่อง ‘ตำนานอีอี’ เหมือนนางมากเหลือเกิน ซ้ำพระเอกยังเอาต้นแบบมาจากเสิ่นหยวนเช่อ พอเปิดอ่านซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้งเข้า นางเลยคล้อยตามไปกับเนื้อเรื่องเหมือนถูกสะกดจิต เมื่อครู่ถึงกับฝันว่าตนเองกลายเป็นอีอีในหนังสือ ผู้ที่ความคิดมีแต่ชายคนรัก อ้าปากแต่ละทีก็ ‘พี่อาเช่อ’ อย่างนั้นอย่างนี้ และพูดจาหวานเลี่ยนชวนคลื่นไส้ได้มากมาย