ตัวนางในความฝันเฝ้ารอมาสามปีจนในที่สุดคนรักก็กลับจากชายแดน แต่แล้วนางกลับพบว่าเขาทำตัวเหมือนไม่รู้จักกัน ลืมนางไปแล้วโดยสิ้นเชิง…
เจียงจื้ออียกมือขึ้น แล้วก็ต้องตกใจเมื่อสัมผัสถูกคราบเปียกชื้นตรงหางตา
ความเจ็บปวดสิ้นหวังที่ถูกทิ้งขว้างในความฝันสมจริงเกินไป ขนาดฉากที่เกิดเหตุยังเหมือนตอนนางมองขบวนฉลองชัยของเสิ่นหยวนเช่อจากบนโรงน้ำชาไม่ผิดเพี้ยน
พอหวนคิดเช่นนี้นางก็พลันบังเกิดความสับสนไม่แน่ใจว่าอะไรคือความจริง อะไรคือความฝันกันแน่…
เด็กสาวโคลงศีรษะอย่างมึนงง ก่อนระงับความคิดไว้เพียงเท่านั้น แล้วถามจิงเจ๋อว่า “เมื่อวานพอข้าอ่านจบแล้ว เจ้าเอาหนังสือเรื่องเล่าเล่มนั้นไปเก็บไว้ที่ใด”
“บ่าวเห็นหนังสือเรื่องเล่าเล่มนี้เจ้าปัญหานัก เก็บให้หยิบออกมายากๆ น่าจะดีกว่า เลยเอาไปใส่หีบคล้องกุญแจให้ท่านหญิงเจ้าค่ะ”
“ประเดี๋ยวพอกลับถึงจวนเอาไปเผาทิ้งเสีย เผาให้เป็นเถ้าถ่าน ไม่ให้เหลือแม้แต่เศษซากได้ยิ่งดีที่สุด!”
“รับทราบเจ้าค่ะ”
เจียงจื้ออีนวดคลึงขมับอันปวดรุม ความฝันนี้ทำให้นางวิงเวียน ศีรษะหนักอึ้ง ขณะที่เท้าเบาโหวง นั่งพิงหมอนอิงตั้งสติอยู่ครู่หนึ่งก็ถามว่า “ถึงที่ใดแล้ว”
“ยังอีกสักพักกว่าจะถึงอารามไท่ชิงเจ้าค่ะ…”
พูดยังไม่ทันขาดคำม้าก็ร้องเสียงแหลม รถม้าหยุดลงกะทันหัน เจียงจื้ออีกรีดร้องด้วยความตกใจขณะที่ร่างคะมำไปข้างหน้า
จิงเจ๋อประคองเจ้านายไว้ได้อย่างหวุดหวิด แล้วร้องถามข้างนอกอย่างลนลาน “เกิดอะไรขึ้น”
“ม้าถูกเชือกขัดขาขอรับ มีโจรป่า คุ้มกันรถม้า!”
องครักษ์ข้างนอกพากันชักกระบี่ออกจากฝัก จากนั้นก็ได้ยินเสียงคมอาวุธกระทบกันดังเคร้งคร้าง
“ชานเมืองหลวงอยู่ใต้พระบาทโอรสสวรรค์แท้ๆ เหตุใดถึงมีโจรป่าโผล่มาได้” จิงเจ๋อแง้มมุมม่านมองออกไปข้างนอก แล้วก็เห็นกลุ่มโจรป่าถือดาบใหญ่แห่เข้ามาล้อมรถม้าไว้อย่างแน่นหนาในชั่วพริบตา
ข้าวของในรถม้าล้มระเนระนาด ภาชนะแตกกระจายเต็มพื้น เจียงจื้ออีหอบหายใจอย่างตื่นตระหนก
ยังไม่ทันที่นางจะตั้งสติได้ก็ได้ยินเสียงฉับทึบๆ ดังขึ้น เมื่อดาบใหญ่เล่มหนึ่งปลิวมาตัดกงล้อให้ทรุดลง รถม้าเอียงกระเท่เร่ทันที
เจียงจื้ออีถูกเหวี่ยงไปอีกทาง ศีรษะกระแทกเข้ากับผนังรถม้าอย่างจังเสียงดังโครม
“ท่านหญิง! อยู่ในรถม้าต่อไม่ได้แล้วเจ้าค่ะ ต้องลงจากรถม้า”
เจียงจื้ออีทั้งเจ็บทั้งมึนเหมือนโลกหมุน นางนิ่งงันไปพริบตาหนึ่ง หัวคิ้วขมวดแน่นด้วยความเจ็บปวด เห็นจิงเจ๋อที่อยู่ตรงหน้าขยับปากพะเยิบพะยาบแต่กลับไม่ได้ยินเสียงเลยสักคำ ระหว่างที่กำลังมึนตื้ออยู่นั้นนางก็ถูกลากลงจากรถม้า
ใต้ฝ่าเท้าคือทางกลางเขาที่เป็นหลุมเป็นบ่อ รอบตัวมีเพียงหญ้าสีเหลืองแห้งที่ส่งเสียงแซ่กซ่าในสายลม
เจียงจื้ออีอยู่กลางวงล้อมขององครักษ์ราวกับจอกแหนลอยกระเพื่อมไปตามสายน้ำ รู้สึกเหมือนท้องฟ้าและผืนดินสะเทือนโคลงเคลงไปหมด ร่างของคนรอบตัวก็เป็นเงาเลือนซ้อนวูบวาบไปมา
ศีรษะนางหนักอึ้ง ขณะที่ฝ่าเท้าเหมือนย่างย่ำบนปุยนุ่น รูหูคล้ายถูกอะไรอุดเอาไว้ ทั้งที่เสียงแผดตะเบ็งรอบตัวอยู่ใกล้แสนใกล้ แต่นางกลับฟังแล้วเหมือนห่างไกลประหนึ่งอยู่คนละยอดเขา
แสงสะท้อนจากคมอาวุธวูบวาบอยู่เหนือศีรษะ เจียงจื้ออีถูกจิงเจ๋อจับมือวิ่งหลบซ้ายหลบขวามาตลอดทาง ได้ยินฝ่ายนั้นตะโกนข้างหูแว่วๆ ว่า “หลังเนิน…ให้วิ่งไป…” อะไรสักอย่าง
นางหรี่ตามองตามปลายนิ้วของจิงเจ๋อ เห็นเนินสูงลูกหนึ่งอยู่ตรงนั้น
แสงตะวันสีทองแผ่ปกคลุมยอดเขา อาบย้อมแนวป่าให้สว่างไสว ละลายหยดน้ำค้างแข็งที่เกาะอยู่ตามยอดหญ้าเหลืองแห้ง
ท่ามกลางหญ้าสูงที่บดบัง ดูเหมือนจะมีร่างของใครบางคนสูงตระหง่านอยู่บนหลังม้า หลุบตาลงมองการต่อสู้อันดุเดือดเบื้องล่างเงียบๆ
ดูลักษณะท่าทางไม่เหมือนพวกโจร