แต่ก็เห็นได้ชัดว่าสายตาที่คนผู้นั้นทอดมองลงมาเย็นชาเรียบเฉยประหนึ่งมองฝูงมดปลวก
องครักษ์ข้างกายล้มลงทีละคน วงล้อมรอบตัวเล็กลงเรื่อยๆ เจียงจื้ออีมองคนผู้นั้นอย่างมึนงง แล้วพลันถูกจิงเจ๋อผลักโดยแรง
“ท่านหญิง หลังเนินเป็น…รีบไปขอความช่วยเหลือเร็วเจ้าค่ะ!”
ศีรษะหนักอึ้งวิงเวียน สมองของนางทึ่มทื่ออยู่ชั่วขณะหนึ่งถึงค่อยประมวลความเข้าใจได้ แล้ววิ่งโซเซขึ้นเนิน
ทางกลางเขาและต้นไม้ที่เห็นเบื้องหน้าสั่นสะเทือนโคลงเคลงไม่หยุด ดวงตะวันยามเช้าบนท้องฟ้าฉาบประกายแสงลงบนใบหน้าเด็กหนุ่มชุดดำบนหลังม้าที่อยู่ไกลออกไป ทำให้ร่างนั้นดูราวกับอยู่ในความฝัน
เสียงรองเท้าหุ้มแข้งย่ำพื้นข้างหลังกระชั้นใกล้เข้ามาทุกที เจียงจื้ออียกมือกุมหัวใจที่แทบกระดอนขึ้นมาอยู่ในลำคอพลางตะโกนบอกผ่านเสียงหอบ “ช่วย…ช่วย…”
เด็กหนุ่มบนหลังม้าหันมามอง
ดวงหน้าคมคายซ้อนทับกับใบหน้าที่ปรากฏขึ้นในความฝันเมื่อครู่ได้อย่างสนิท
ในที่สุดเจียงจื้ออีก็ตระหนักได้ จิงเจ๋อพูดว่า…‘หลังเนินเป็นที่ตั้งค่ายของกองทัพเสวียนเช่อ’
“เสิ่น…เสิ่นหยวนเช่อ…” ลมหนาวพัดกรูผ่านลำคอทะลุทะลวงเข้าไปในปอด นางสำลักเสียจนตาลาย กระนั้นก็ยังวิ่งขึ้นเนินสุดแรง ศีรษะหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ฝ่าเท้าโหวงหวิวขึ้นทุกที พอใกล้จะวิ่งถึงคนบนหลังม้า เข่าทั้งสองข้างก็อ่อนปวกเปียกจนนางทรุดฮวบลงบนพื้น
เจียงจื้ออีข่มกลั้นความเจ็บปวดเงยหน้าขึ้น ขยับปากพูดอะไรบางอย่าง ทว่าทำอย่างไรก็เปล่งเสียงไม่ออก นางมองเสื้อคลุมสีดำที่อยู่ใกล้แค่คืบ พยายามเอื้อมมือออกไปอย่างยากลำบาก แล้วคว้าชายเสื้อตัวนั้นไว้ราวกับคนจมน้ำคว้าฟาง
คนบนหลังม้าขมวดคิ้วหลุบตาลงตวัดมองนาง ปลายนิ้วที่เห็นข้อกระดูกชัดเจนจับชายเสื้อคลุมฝั่งนั้นไว้ เขาค่อยๆ ดึงออกจากมือนางอย่างไม่รีบร้อน
มือเล็กขาวเนียนดุจหิมะถูกสลัดจนตกลงบนพื้นดินอีกครั้ง
พวกโจรป่าที่ไล่กวดมาจากข้างหลังตามมาถึงในจังหวะนั้นเอง
เจียงจื้ออีรู้สึกสิ้นหวังเหมือนกลับไปอยู่ในความฝันเมื่อครู่นี้อีกครั้ง นางหมอบอยู่บนพื้น หันไปมองดาบใหญ่ชุ่มเลือดข้างหลังอย่างลนลาน ในที่สุดแสงเบื้องหน้าก็หม่นมืด หมดสติไปทั้งอย่างนั้น
ก่อนที่สติจะขาดหาย ในหัวนางเหลือเพียงความคิดเดียว…
หากวันนี้ข้าต้องตายอยู่ที่นี่ ต่อให้เป็นผีก็จะไม่ยอมละเว้นเสิ่นหยวนเช่ออย่างแน่นอน!