บทที่ 6
ครึ่งชั่วยามให้หลัง ในค่ายทหารอันอลหม่าน ไพร่พลแห่แหนกันมายืนล้อมกระโจมใหญ่อย่างแน่นหนา พยายามชะเง้อคอมองเข้าไปข้างในกันทุกคน
“เกิดอะไรขึ้น ไหนบอกว่าท่านหญิงไม่ได้รับบาดเจ็บอย่างไรเล่า”
“เฮ้อ ชนชั้นสูงน่ะขวัญอ่อน ตอนนั้นแม่ทัพน้อยไม่ได้พูดเสียหน่อยว่าจะไม่ช่วย ท่านหญิงก็เสียขวัญจนสลบไปเสียแล้ว”
“แต่ก็ไม่ควรสลบนานถึงเพียงนี้นี่ ระหว่างทางที่แม่ทัพน้อยจับพาดหลังม้าพาตัวกลับมา คงไม่ใช่กระเทือนจนมีอะไรบุบสลายเข้าหรอกนะ”
“ได้ยินว่าท่านหญิงหย่งอิ๋งเป็นที่โปรดปรานยิ่งกว่าองค์หญิงในราชวงศ์เสียอีก หากมีอันเป็นไปในพื้นที่ของพวกเรา ศีรษะทหารทั้งค่ายจะพอให้ตัดหรือไม่นะ”
ทุกคนพากันกลืนน้ำลายอย่างหวาดๆ
ภายในกระโจมใหญ่ มู่ซินหงยืนถูมืออยู่หน้าเตียงอย่างร้อนใจพลางสังเกตสีหน้าของหมอประจำกองทัพไปด้วย “เป็นอย่างไร”
หมอปล่อยนิ้วสามนิ้วที่จับชีพจรออก “เท่าที่ตรวจชีพจรดูไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เวลานี้ควรต้องฟื้นแล้วถึงจะถูก ไม่รู้ว่าท่านหญิงได้รับบาดเจ็บร้ายแรงที่ใดหรือไม่…”
มู่ซินหงทำสีหน้าลำบากใจ
แม่นางน้อยที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงมีใบหน้าซีดเผือด ชุดกระโปรงสีชมพูเลื่อมวาวที่สวมอยู่เปื้อนคราบโคลนเป็นปื้น ลักษณะเหมือนหกล้มมา ทว่าตอนที่เกิดเหตุเขาไม่ได้อยู่ด้วย จึงไม่รู้ว่าเหตุการณ์เป็นเช่นไรแน่
แม่ทัพน้อยก็เหลือเกิน จับนางพาดหลังม้ากลับมาราวกับเป็นสิ่งของอย่างไรอย่างนั้น ทั้งยังไม่อยู่รอดูอาการว่านางบาดเจ็บหรือไม่ กลับออกไปดูศพพวกนั้นแทน
ทั้งค่ายมีแต่บุรุษกำยำ กระทั่งสุนัขล่าเนื้อยังเป็นตัวผู้ ใครเล่าจะกล้าแตะเนื้อต้องตัวสตรีสูงศักดิ์เช่นนาง ยิ่งให้ลงมือตรวจดูอาการบาดเจ็บยิ่งไม่ต้องพูดถึง
รองแม่ทัพเดินกลับไปกลับมาอย่างร้อนรน ทันใดนั้นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่นอกกระโจมก็พลันเบาลงมาก พลทหารที่ยืนเบียดเสียดแน่นหนาจนน้ำแทบซึมผ่านไม่ได้แหวกออกเป็นสองข้าง เว้นที่ว่างตรงกลางเป็นทางเดิน
เสิ่นหยวนเช่อถือกระบี่เดินผ่านกลุ่มทหารเข้ามาในกระโจม
มู่ซินหงร้อง “แม่ทัพน้อยกลับมาได้เสียที! หากยังไม่มาอีก อาการบาดเจ็บของท่านหญิง…”
“น่าจะรักษาเรียบร้อยแล้วกระมัง” เด็กหนุ่มโยนกระบี่ไปให้
มู่ซินหงรับกระบี่ไปวางไว้บนฐานวางลวกๆ “ยังไม่ฟื้นขอรับ เมื่อครู่ท่านเห็นหรือไม่ว่าท่านหญิงล้มกระแทกตรงส่วนใดบ้าง”
คนถูกถามหรี่ตาทบทวนความทรงจำถึงท่าล้มของเจียงจื้ออีในตอนนั้น แล้วแนบนิ้วชี้กับนิ้วกลางเข้าด้วยกัน ชี้ไปยังข้อศอกซ้าย ข้อมือขวา และหัวเข่าซ้ายของร่างบนเตียงจากไกลๆ
“เช่นนั้นก็ไม่ใช่จุดสำคัญ ทั้งยังไม่มีร่องรอยหักร้าว อาจจะเสียขวัญมากเกินไปจนทำให้หมดสติขอรับ” หมอประจำกองทัพวินิจฉัย
มู่ซินหงซักต่อ “แล้วต้องทำเช่นไรถึงจะฟื้นขึ้นมาได้”
“เอ่อ…วิธีน่ะมีอยู่ แต่เกรงว่าคงไม่สง่างามนัก…”
“ยังต้องสง่างามอีกหรือ” เสิ่นหยวนเช่อเหลือบมองเด็กสาวเนื้อตัวมอมแมมที่นอนอยู่บนเตียงตน แล้วโบกมือเป็นสัญญาณให้หลีก
มู่ซินหงหลบไปอีกทางอย่างหวาดหวั่น “ท่านยั้ง…ยั้งแรงสักหน่อย ผิวเนื้อบอบบางเช่นนี้ทำหนักมือไม่ได้หรอกนะ…”
ความรำคาญวาบขึ้นในดวงตาเสิ่นหยวนเช่อ เขายกมือขึ้นขยับสาบเสื้อให้หลวม ทรุดตัวลงนั่งบนขอบเตียง วางนิ้วโป้งลงบนร่องเหนือริมฝีปากนาง แล้วกดลงไปอย่างคล่องแคล่ว