ร่างบนเตียงสูดหายใจดังเฮือกเหมือนคนจมน้ำได้อากาศ เรียวคิ้วขมวดมุ่นด้วยความเจ็บ เปลือกตาสั่นระริกปรือขึ้น
แววตาเลื่อนลอยของเจียงจื้ออีมองไปมาในความว่างเปล่า คล้ายยังตั้งสติจากอาการเสียขวัญไม่ได้ พักใหญ่ทีเดียวถึงค่อยๆ เหลียวมองตามมือที่อยู่ตรงหน้า พอเห็นคนที่นั่งอยู่ตรงขอบเตียงก็เหมือนจะชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาเป็นประกายขึ้นแวบหนึ่ง
เขาประสานสายตากับนาง นึกถึงนิสัยเจ้าปัญหาน่ารำคาญของเจ้าตัว เสิ่นหยวนเช่อก็เลิกคิ้วพลางชักมือกลับ
ปรากฏว่าพริบตาต่อมาดวงตาของเจียงจื้ออีพลันแดงระเรื่อ แพขนตาดกหนาสั่นระริกขณะกลั่นน้ำใสออกมาหยดหนึ่ง
กดแรงนิดเดียว ไม่น่าถึงขั้นนี้นี่
เสิ่นหยวนเช่อถูปลายนิ้วตนเอง แล้วขมวดคิ้วพลางกวักมือเรียกหมอให้มารับช่วงต่อ จังหวะที่เขายันเข่าลงบนเตียงทำท่าจะลุกขึ้น…
ร่างท่อนบนพลันถูกคนโถมแรงใส่ พร้อมกันนั้นยังรู้สึกแน่นที่เอวเพราะถูกเรียวแขนกลมกลึงคู่หนึ่งกอดรัด
ศีรษะที่มอมแมมไปด้วยฝุ่นซุกเข้าหาอกเขา “พี่อาเช่อ!”
“…”
เสิ่นหยวนเช่อถูกโถมกอดจนหงายหลัง สองมือชูสูงขึ้นเหนือศีรษะ
เสียงสูดหายใจเฮือกด้วยความตระหนกดังขึ้นรอบตัวอย่างนับไม่ถ้วน เด็กหนุ่มชูมือสูง จ้องมองผ้ากระโจมสีขาวตรงหน้าอยู่ชั่วอึดใจหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ก้มหน้าลงมองมือที่กอดรัดอยู่รอบเอวตนเอง
“เจ้า…เรียกใครกัน”
ดูเหมือนเจียงจื้ออีจะไม่ได้ยิน ยังคงกอดเขาไม่ยอมปล่อย ร้องไห้น้ำตารินพูดเองเออเองไปเรื่อย “พี่อาเช่อ เมื่อครู่ข้าตกใจแทบตายจริงๆ นะ ดาบของพวกโจรนั่นใหญ่เหลือเกิน ข้านึกว่า…นึกว่าชาตินี้จะไม่ได้เห็นท่านแล้ว…”
“…”
มือที่ชูสูงค่อยๆ กำเป็นหมัด เสิ่นหยวนเช่อกลั้นหายใจ
“เมื่อครู่ข้าฝันร้าย น่ากลัวเป็นที่สุด ข้าฝันเห็นตนเองล้มแล้วเอื้อมมือไปดึงท่านไว้ แต่ท่านกลับสลัดมือข้าออกอย่างรังเกียจ ยังดี…ยังดีที่เป็นเพียงความฝัน…”
“…”
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าพี่อาเช่อไม่มีทางไม่ช่วยข้าหรอก” เจียงจื้ออีพูดพลางกระชับวงแขนกอดแน่นขึ้นอีก ถูแก้มกับสาบเสื้อเขาเหมือนคิดแล้วยังกลัวไม่หาย “นึกแล้วเชียวว่าใจท่านต้องมีข้า!”
“…”
“พี่อาเช่อ เหตุใดถึงไม่พูดอะไรเลยเล่า” นางสะกดน้ำตาเอาไว้ แหงนหน้าขึ้นสบประสานกับสายตาตกตะลึงของเสิ่นหยวนเช่อ
“นี่เจ้า…” แผ่นหลังของเด็กหนุ่มแอ่นโค้งเหมือนคันธนู ร่างแข็งเกร็งราวกับแผ่นเหล็ก “พูดกับข้าอยู่หรือ”
“ข้าไม่พูดกับพี่อาเช่อแล้วจะพูดกับใครได้เล่า” เจียงจื้ออีกะพริบตาอย่างกังขา
พี่…อาเช่อ?
เสิ่นหยวนเช่อเบนสายตาไปอีกทางอย่างตะลึงพรึงเพริด