เหล่าไพร่พลหน้ากระโจมที่ยืนนิ่งอึ้งเป็นท่อนไม้อยู่นานรีบหมุนตัวเป็นพัลวัน บ้างทำเป็นตั้งสมาธิจดจ่อกับอะไรสักอย่าง บ้างยกมือปิดหู
พอมองตามสายตาเขาไปเห็นกลุ่มคนแน่นขนัด เจียงจื้ออีก็ปล่อยมือทันที ดึงผ้าห่มขึ้นสูงพลางกระถดตัวไปข้างหลัง มองเสิ่นหยวนเช่อด้วยแววตาไหวระริก ใบหน้าซีดขาวเป็นสีแดงเรื่อขึ้นมาทีละน้อย
มู่ซินหงบังคับตนเองให้ดึงสติกลับมาจากภาพตรงหน้า แล้วเดินไปไล่เหล่าคนมุงดูที่หน้ากระโจม “ไม่อยากเก็บลูกตาไว้แล้วหรือไร! ไปๆๆ แยกย้ายๆ!”
ทุกคนวิ่งกรูหายลับไปในพริบตา ทหารนายสุดท้ายวิ่งออกไปสามสี่ก้าวแล้วนึกอะไรขึ้นได้ จึงย้อนกลับมาปิดประตูกระโจมให้อย่างใส่ใจ
กระโจมใหญ่อันวังเวงเงียบสงัดราวกับป่าช้า คนสองคนที่สบตากันอยู่บนเตียงนั้น คนหนึ่งตัวแข็งทื่อราวกับกิ่งไม้แห้งๆ ส่วนอีกคนหนึ่งหน้าแดงระเรื่อ
เจียงจื้ออีทำสีหน้าละอาย “ขออภัย พี่อาเช่อ ข้าไม่ทันสังเกตว่ามีคนอื่นอยู่ด้วย…”
ขอโทษเป็นด้วยหรือ
ไม่สิ…ที่นางขอโทษเพราะมีคนอื่นอยู่ด้วยอย่างนั้นหรือ
“เอ่อ…ไม่มีคนอื่นอยู่ด้วย จะไม่มีคนอื่นอยู่ด้วยเดี๋ยวนี้ล่ะขอรับ!” มู่ซินหงดึงหมอประจำกองทัพที่กำลังเงอะงะทำอะไรไม่ถูก “แม่ทัพน้อย พวกผู้น้อยก็จะออกไปเช่นกัน…”
“ไม่ใช่พวกเจ้า” เสิ่นหยวนเช่อยกมือขึ้นปรามอีกฝ่าย มองเด็กสาวที่พวงแก้มแดงก่ำซึ่งอยู่ตรงหน้าพลางใช้เข่ายันเตียงลุกขึ้นช้าๆ “แต่เป็นข้า”
“เอ๊ะ?” เจียงจื้ออีเอื้อมมือออกมาคว้ามือเขาไว้ทันที
ความกดดันอันนุ่มละมุนเหมือนจะจู่โจมเขาอีกครั้ง เสิ่นหยวนเช่อหลุบตาลงมองมือขาวเนียนที่จับนิ้วก้อยเขาไว้ ร่างกายแข็งเกร็งไล่เป็นทางตั้งแต่ปลายนิ้วลงไปจนถึงส้นเท้า
“พี่อาเช่อ ให้พวกเขาออกไปก็พอแล้ว ท่านจะออกไปด้วยเหตุใดกัน”
เขามองดวงตาที่กะพริบปริบๆ ของนาง แล้วเค้นประโยคสั้นๆ ลอดไรฟัน “จะไปหารือกับหมอเรื่องสมอง…เอ้อ…อาการบาดเจ็บของเจ้า”
“แต่หากท่านไป ข้าก็ต้องอยู่คนเดียว ข้ากลัว…” นางเบะปากเหมือนจะร้องไห้อยู่รอมร่อ
“เช่นนั้น…” มืออีกข้างที่แนบอยู่กับลำตัวของเสิ่นหยวนเช่อกำแน่น ขณะดึงปลายนิ้วก้อยของตนเองออกมาเบาๆ “ก็กลัวไปแล้วกัน”
นอกกระโจม เสิ่นหยวนเช่อเอามือไพล่หลังตากลมบนลานโล่ง ดูท่าทางภายนอกสงบเยือกเย็นเหมือนน้ำนิ่ง…
หากมู่ซินหงไม่เห็นนิ้วก้อยที่กระดกขึ้นมาท้าลมเพียงลำพังเหมือนตัดสัมพันธ์กับนิ้วอื่น…ที่เจ้าตัวไพล่หลังไว้เสียก่อนล่ะก็…
กลิ่นหอมหวานยังคงกระทบจมูกเป็นพักๆ ไม่ยอมหายไปเสียที เสิ่นหยวนเช่อขมวดคิ้ว พอได้ยินเสียงคนเดินตามมาข้างหลังก็หันไปชี้กระโจมใหญ่พลางถามด้วยน้ำเสียงมั่นคง “นางไข้ขึ้นจนสมองเลอะเลือนไปแล้วใช่หรือไม่”
หมอประจำกองทัพนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เอ่อ…ท่านหญิงมิได้มีไข้ เกรงว่าคงเป็นไปไม่ได้ขอรับ…”
“เช่นนั้นก็ตกใจจนสมองเลอะเลือน?”
“การตื่นตระหนกเสียขวัญอย่างรุนแรงทำให้เกิดอาการสับสนงุนงงได้จริงๆ แต่ท่านหญิงพูดจาคล่องแคล่ว ชัดถ้อยชัดคำ กิริยาอาการก็ไม่ต่างจากคนปกติ เท่าที่เห็นขยับตัวเมื่อครู่ดูคล่องแคล่วว่องไวยิ่งกว่าแม่ทัพน้อยเสียด้วยซ้ำ…”
“…”
มู่ซินหงยกมือเกาศีรษะ แล้วเอ่ยกระซิบกระซาบ “เป็นไปได้หรือไม่ว่าท่านหญิงยังหมายตากระบี่ของท่าน เลยแสร้งเล่นละครเพื่อล่อพวกเราออกจากกระโจม”
เสิ่นหยวนเช่อพยักหน้า จากนั้นก็เงี่ยหูฟังอยู่อึดใจหนึ่ง แล้วแง้มม่านประตูมองเข้าไปข้างใน
เจียงจื้ออียังคงนั่งสงบเสงี่ยมอยู่บนเตียงแต่โดยดี นางกำลังถอนหายใจเฮือกๆ อย่างน่าสงสาร พอมองผ่านม่านหน้ากระโจมที่เผยอขึ้นมาเจอสายตาเขา ดวงตาก็เป็นประกายทำท่าจะลงจากเตียง
แม่ทัพหนุ่มปิดม่านหน้ากระโจมทันควัน
“ไม่ใช่หรือ” มู่ซินหงมองสีหน้าเคร่งเครียดของผู้บังคับบัญชาแล้วเกาศีรษะต่อ “ถ้าเช่นนั้นก็เป็นไปได้ว่าจะ…”
เสิ่นหยวนเช่อยกมือเป็นเชิงปรามให้ยุติการคาดเดาไว้เพียงเท่านี้ “ไม่ว่าจะเป็นเพราะสาเหตุใด รีบส่งนางกลับจวนหย่งเอินโหวโดยเร็วเป็นดี”