ระหว่างรอให้ทางจวนโหวส่งคนมารับ ค่ายทหารทั้งค่ายก็ตกอยู่ในบรรยากาศพิลึกพิลั่น
เท่าที่สายตามองเห็น ทุกคนเดินย่องเงียบกริบ กระซิบกระซาบคุยกันราวกับเป็นหัวขโมยก็มิปาน ทหารยามเดินตรวจตราผ่านกระโจมใหญ่คราใดจะมองตรงไปข้างหน้าอย่างเดียว ทั้งยังเร่งฝีเท้าเดินเร็วราวกับติดปีกบิน ด้วยเกรงว่าหากมัวโอ้เอ้อยู่ในบริเวณนั้นจะได้ยินสิ่งที่ไม่ควรได้ยิน ได้เห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นเข้า
แม้ความจริงแล้วนับตั้งแต่เดินออกจากกระโจมใหญ่ เสิ่นหยวนเช่อจะยังไม่เคยกลับเข้าไปแม้แต่ก้าวเดียว
มู่ซินหงติดตามแม่ทัพน้อยผู้มี ‘กระโจม’ แต่กลับไม่ได้เดินวนอยู่ในค่ายไม่รู้เป็นรอบที่เท่าไร ในที่สุดรถม้างามหรูคันหนึ่งก็แล่นมาจอดหน้าค่ายเสียที
หญิงแต่งงานแล้วในเสื้อผ้าอาภรณ์หรูหรานางหนึ่งลงจากรถม้าอย่างรีบร้อน เป็นจงซื่อฮูหยินของหย่งเอินโหวนั่นเอง
มู่ซินหงรู้สึกราวกับได้ยกภูเขาออกจากอก รีบต้อนรับอีกฝ่ายเข้าไปข้างใน แล้วเดินไปที่กระโจมใหญ่
เสิ่นหยวนเช่อยืนอยู่หน้าประตูกระโจมที่ปิดสนิท มือจับมุมหนึ่งของม่านไว้
นับแต่เดินเข้ามาในค่าย จงซื่อก็ถามโน่นถามนี่อย่างร้อนใจมาตลอดทาง มาถึงตรงนี้ก็เห็นแม่ทัพน้อยจับขอบม่านแน่นจนเส้นเอ็นบนหลังมือปูดโปน แต่ไม่ยอมเปิดเสียที คล้ายกำลังบ่มความรู้สึกอยู่…
จงซื่อยกมือแตะขมับ ยืนโงนเงนเหมือนจะล้มพับ “แม่ทัพน้อยเสิ่น จื้ออีของเราเป็นอะไรไปใช่หรือไม่”
มู่ซินหงรีบคลี่คลายสถานการณ์ “มิได้ๆ ไม่ใช่ขอรับ…”
คนที่เป็นอะไรน่าจะไม่ใช่ท่านหญิงหรอก…
เสิ่นหยวนเช่อเปิดม่านพึ่บ แล้วเอามือไพล่หลังเบี่ยงตัวเชิญจงซื่อเข้าไปข้างใน
กระโจมใหญ่สงัดเงียบ เจียงจื้ออีกำลังนั่งกอดเข่าก้มหน้างุดอยู่บนเตียง นางเงยหน้าขึ้นอย่างยินดีเมื่อได้ยินเสียง กำลังจะอ้าปากก็เห็นป้าสะใภ้ที่เดินนำเสิ่นหยวนเช่อเข้ามาเสียก่อน จึงทำหน้าม่อย หุบยิ้มลงทันที
“โถ จื้ออี ไม่ได้เห็นกันแค่ตอนเช้า เหตุใดเจ้าถึงอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้!” จงซื่อถลาไปข้างหน้าเมื่อก้าวเข้ามาในกระโจม ทว่าพูดได้เพียงเท่านั้นก็สำลักอะไรสักอย่างจนต้องยกแพรพกขึ้นปิดปากไอโขลก
“เหตุใดถ่านที่จุดไฟในกระโจมถึงได้ฉุนเช่นนี้” นางมองตามควันไปยังกระถางไฟที่วางอยู่ข้างเตียง “จื้ออีของพวกเราใช้แต่ถ่านไหมเงิน* มาแต่ไหนแต่ไร พวกเจ้าทำเช่นนี้เท่ากับเหยียบย่ำนาง…”
พูดไปได้ครึ่งหนึ่งก็สังเกตเห็นว่าเจียงจื้ออีนั่งนิ่งอยู่บนเตียง ไม่แม้แต่จะย่นจมูกด้วยซ้ำ
ก่อนจะมองถ้วยดินเผาเนื้อหยาบแทบบาดมือที่วางอยู่ข้างตัวเด็กสาว น้ำชาในนั้นถูกดื่มจนแห้งเหือดไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว
จากนั้นก็มองผ้าห่มเนื้อแข็งกระด้างระคายผิวที่ห่อร่างเจ้าตัวเอาไว้
ไม่เพียงจงซื่อที่ตกตะลึง มู่ซินหงก็เบิกตากว้างด้วยความแปลกใจเช่นกัน
ชีวิตความเป็นอยู่ในค่ายทหารหยาบกร้าน เดิมทีเขาไม่คาดหวังว่าท่านหญิงผู้ที่แม้แต่จะเดินบนพื้นดินยังต้องปูพรมจะยอมใช้ข้าวของที่หยิบฉวยมาแก้ขัดเหล่านี้
คิดไม่ถึงเลยว่าเจียงจื้ออีไม่ใช่เพียงยอมใช้ ยังไม่มีท่าทางรังเกียจแต่อย่างใด โดยเฉพาะผ้าห่มของแม่ทัพน้อยที่นางดูเหมือนจะโปรดปรานและหวงแหนเป็นพิเศษ
“จื้ออี?” หากบอกว่าหิมะตกในเดือนหก จงซื่อยังคิดว่าน่าเชื่อกว่าเจียงจื้ออียอมทนใช้ของคุณภาพแย่พวกนี้ด้วยซ้ำ นางตกใจแล้วตกใจอีก ก่อนจะยื่นมือไปโบกตรงหน้าอีกฝ่ายสองที “เกิดอะไรขึ้น ผู้ใดรังแกเจ้าอย่างนั้นหรือ”
เจียงจื้ออีเงยใบหน้าละห้อยของตนขึ้นมองไปยังคนที่ยืนอยู่ข้างหลังคนถาม