บทที่ 60
เจียงจื้ออีมองเข้าไปในดวงตาของหยวนเช่อที่เหลือบขึ้นมองนาง ก่อนเห็นสีหน้าว้าวุ่นลนลานในยามนี้ของตนเองสะท้อนอยู่ในแววตาเขา
งูสิงหางลายตัวนั้นเลื้อยไปไหนต่อไหนแล้วแท้ๆ หัวใจนางกลับเต้นระรัวยิ่งกว่าตอนตกใจเมื่อครู่นี้ คล้ายร้อนตัวที่ความจริงนางไม่ได้ชอบเสิ่นหยวนเช่อ แต่ขณะเดียวกันก็เหมือนมาจากสาเหตุอื่น
ความรู้สึกนี้ช่างแสนเคยคุ้น เช่นเดียวกับหลายเดือนผ่านมาที่นางยังเป็น ‘อีอี’ ในเรื่องเล่า เวลาอยู่ใกล้เขาคราใด…
เพียงพริบตาเดียวเจียงจื้ออีก็ได้สติ แล้วก้มหน้ามองท่วงท่าในตอนนี้ของทั้งคู่
ท่านี้สนิทสนมและใกล้เกินไปแล้ว!
พอหลุบตาลงมองถึงเพิ่งเห็นมือตนเองที่โอบรอบลำคออีกฝ่าย ไหนจะขาที่กระหวัดพันรอบเอว เจียงจื้ออีเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อสายตา พร้อมกับรีบปล่อยมือปล่อยขาออกทันทีเหมือนโดนของร้อน
ทว่ามือปล่อยแล้ว ขาก็ปล่อยแล้ว แต่นางยังคงห้อยค้างอยู่บนตัวเขา ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
“ปล่อยข้าลงสิ” เจียงจื้ออีหายใจกระชั้นพลางผลักไหล่อีกฝ่าย
“ใช้เสร็จก็ถีบหัวส่งจริงๆ” หยวนเช่อถอนหายใจแผ่วจนแทบไม่สังเกตเห็น มือใหญ่ที่รั้งบั้นเอวคอดกิ่วลูบไล้เล็กน้อยด้วยความอาวรณ์ พอจะปล่อยนางลงเท่านั้น…
เจียงจื้ออีเสียววาบตรงรอยบุ๋มบนบั้นเอว แล้วสั่นสะท้านเหมือนชักกระตุกด้วยความจั๊กจี้ นางกรีดร้องด้วยความตกใจ จวนเจียนจะพลัดตกอยู่รอมร่อ
ดูเหมือนเขาจะสัมผัสโดนแอ่งชีพจรบนร่างนางเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ หยวนเช่อเองก็ผงะไปเช่นกัน เขาโอบนางให้กระชับขึ้นก่อนจะวางให้ยืนบนพื้นราบ พอก้มหน้าลงมองก็เห็นเด็กสาวกำลังลูบรอยบุ๋มบนบั้นเอวด้วยท่าทางประดักประเดิด พวงแก้มทั้งสองข้างแดงเรื่อ
“ตรงนั้น…” เขามองนางพลางกะพริบตา “เป็นจุดจั๊กจี้ของเจ้าหรือ”
“ไม่ใช่นะ!” เจียงจื้ออีถลึงตาใส่แล้วออกเดินไปข้างหน้า สองขาอ่อนปวกเปียกเหมือนตีกันเอง เดินไปได้สองก้าวก็หันมามอง พบว่าดูเหมือนเขาจะยังครุ่นคิดถึงท่าทางตลกๆ ของนางเมื่อครู่อยู่ “ไปเซ่นไหว้พี่ชายเจ้าได้แล้ว สำรวมหน่อย”
หลังจากที่เดินลัดเลี้ยวโค้งแล้วโค้งเล่าขึ้นไปเรื่อยๆ ไอร้อนผ่าวบนผิวแก้มของเจียงจื้ออีก็ค่อยๆ เลือนหาย และหยวนเช่อที่อยู่ข้างๆ ก็ไม่ได้หยอกล้อนางอีก
ตอนอยู่บริเวณตีนเขาเมื่อครู่ยังไม่ทันรู้สึก แต่ยิ่งปีนสูงขึ้นเท่าใดก็ยิ่งได้เห็นว่าเขาลูกนี้รกชัฏจนน่าตกใจ เจียงจื้ออีลืมสิ้นซึ่งความน่ากลัวของสัตว์เลื้อยคลานกับแมลงและความสกปรกของพื้นดิน รับรู้ได้เพียงแต่ไอหนาวยะเยือกที่โชยมาเป็นระลอก หนาวสะท้านเข้าไปถึงหัวใจ
มองไปทางใดก็เห็นแต่เพียงความเวิ้งว้างเปลี่ยวเหงา ทว่าภาพที่ผุดขึ้นในหัวกลับเป็นภาพเสิ่นหยวนเช่อที่สวมชุดแพรทั้งชุดแสดงสีหน้าท่าทางต่างๆ นานาระหว่างขี่ม้าไปตามท้องถนนในฉางอันตามอำเภอใจ เด็กหนุ่มผู้แต่งกายหรูหรานั่งอย่างสง่างามบนหลังม้าเยี่ยงนั้นกลับต้องลาลับในวัยที่ร้อนแรงที่สุดของชีวิต พลีชีพในสงครามปกปักพิทักษ์แผ่นดินเกิด แต่เมื่อตายแล้วอย่าว่าแต่จะได้รับคำสดุดีในฐานะวีรบุรุษเลย กระทั่งจะฝังศพในสุสานประจำตระกูลยังทำไม่ได้ ต้องมาหลับใหลอยู่ในที่เปลี่ยวร้างเยี่ยงนี้…
ครั้นพอมาถึงจุดหมายแล้วเห็นป้ายหน้าหลุมฝังศพที่ไม่แม้แต่จะสลักชื่อ เจียงจื้ออีก็เหมือนถูกตรึงไว้กับพื้นดินทั้งตัว มิอาจย่างเท้าไปข้างหน้าได้แม้แต่ก้าวเดียว ได้แต่ยืนนิ่งงันมองหลุมฝังศพที่ทำขึ้นหยาบๆ และป้ายไม้เอียงกระเท่เร่เหมือนปักไว้แบบขอไปที
“เหตุใดถึงได้ฝังเขาลวกๆ เช่นนี้…”
หยวนเช่อที่ยืนข้างกายนางมองป้ายหน้าหลุมศพด้วยแววตาเหม่อลอยเล็กน้อย ขณะตอบเบาๆ “ต้องฝังลวกๆ นี่ล่ะถึงจะไม่ถูกรบกวน”
เจียงจื้ออีกระจ่างแจ้งโดยพลัน ภูเขาลูกนี้ไม่มีคนคอยเฝ้าเหมือนอย่างสุสาน หากหลุมฝังศพประณีตเกินไปจะสะดุดตาโจรผู้ร้ายได้ง่าย ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นหากหลุมฝังศพหรูหราทั้งที่ป้ายไร้ชื่อก็จะสะกิดใจให้ผู้คนสงสัยว่าคนในหลุมคือใคร เชื่อว่าตอนที่เสิ่นหยวนเช่อตายในสนามรบไม่นาน คงไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะปิดเรื่องฝาแฝดสำเร็จหรือไม่ กลัวว่าหากใครเกิดสงสัยอาจตามสืบถึงขั้นขุดหลุมเปิดโลงเพื่อพิสูจน์ตัวตน จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ