ทว่าแม้แต่นางที่เห็นภาพนี้ยังทำใจรับไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเผยเสวี่ยชิง
บุตรสาวอัครมหาเสนาบดียืนนิ่งไม่ขยับเบื้องหน้าป้ายหน้าหลุมศพอยู่นาน เจียงจื้ออีเห็นแล้วเบือนหน้าหนีอย่างสุดกลั้น ตัดสินใจว่าจะไม่เข้าไปรบกวนเพื่อให้อีกฝ่ายได้พูดจากับเสิ่นหยวนเช่อเต็มที่
หยวนเช่อเองก็ยืนนิ่งอยู่ที่เดิมเพื่อมอบช่วงเวลานี้ให้เผยเสวี่ยชิง…แม้หลุมฝังศพจะทำขึ้นอย่างหยาบๆ ทว่าหญ้าบนหลุมเพิ่งจะถูกแผ้วถางไปได้ไม่นาน เจียงจื้ออีเดาว่าวันแรกๆ ที่กลับถึงเหอซีเขาก็ได้มาเซ่นไหว้พี่ชายแล้ว
นางยืนอยู่ห่างๆ มองเผยเสวี่ยชิงที่คุกเข่าบนพื้นเปิดฝากล่องอาหารด้วยมือที่สั่นเทาอย่างควบคุมตนเองไม่อยู่ ความคิดหนึ่งพลันวาบเข้ามากระทบใจ เผยเสวี่ยชิงมุ่งมั่นเดินทางกว่าพันหลี่เพื่อมาเซ่นไหว้ชายคนรัก แสดงว่าแต่ก่อนเสิ่นหยวนเช่อน่าจะดีกับเจ้าตัวมากกระมัง
ยามอยู่กับเผยเสวี่ยชิง เสิ่นหยวนเช่อคงดูเป็นคนละคนกับยามอยู่ต่อหน้าข้าเลยใช่หรือไม่
เศษเสี้ยวความทรงจำสะเปะสะปะที่หลายวันมานี้ไม่ทันได้ใคร่ครวญโดยละเอียดผุดพรายขึ้นในใจช้าๆ เจียงจื้ออีพลันนึกได้ว่าเดือนสิบสองปีกลายนางดูหยวนเช่อลงสอบทักษะขี่ม้ายิงธนูในสำนักศึกษาเทียนฉง เมื่อการสอบสิ้นสุดลง นางบอกเขาว่า ‘เพิ่งเคยดูท่านยิงธนูเป็นครั้งแรก ข้ายังดูไม่จุใจเลย’
ดูเหมือนหยวนเช่อจะย้อนถามนางว่า ‘เพิ่งเคยดูเป็นครั้งแรก?’
นางตอบไปว่า ‘ก็ใช่น่ะสิ แต่ก่อนยามอยู่ในสนามยิงธนูท่านต้องแสร้งทำเป็นฝีมือต่ำต้อยไม่ใช่หรือ จะนับได้อย่างไรเล่า’
ตอนนั้นหยวนเช่อเหมือนจะยอมรับในสิ่งที่นางพูดเงียบๆ
แต่ที่นางพูดเช่นนั้นก็เพราะ ‘พี่อาเช่อ’ ในหนังสือเรื่องเล่าไม่ได้เป็นคุณชายจอมเสเพลจริงๆ แต่ต้องเสแสร้งแกล้งทำเพราะอยู่ในฐานะตัวประกันในเมืองหลวง
เช่นนั้นการที่หยวนเช่อยอมรับคำพูดของนางระหว่างที่สวมบทบาทเป็นพี่ชาย แสดงว่าการ ‘เก็บงำประกาย’ ของพระเอกในเรื่องเล่าก็เป็นความจริงใช่หรือไม่
“ตอนอยู่ในเมืองหลวง พี่ชายท่านมีวรยุทธ์ติดตัวและเคยศึกษาตำราพิชัยสงครามมาก่อนใช่หรือไม่” จู่ๆ นางก็หันไปถามเขาอย่างไม่มีที่มาที่ไป
คำถามนั้นทำให้หยวนเช่อผงะไปเล็กน้อย “เจ้ารู้อยู่ก่อนแล้วไม่ใช่หรือ”
เจียงจื้ออีชะงัก แสดงว่า…แม้แต่เรื่องที่เป็นความลับเช่นนี้ก็ตรงกับความจริงทั้งที่เป็นเรื่องแต่งอย่างนั้นหรือ
เช่นนั้นหากเสิ่นหยวนเช่อแสร้งทำตัวไม่เป็นโล้เป็นพาย แล้วสิ่งเลวร้ายที่เขาทำกับข้าในอดีตเล่า…
ยังไม่ทันคิดโดยละเอียด จู่ๆ เผยเสวี่ยชิงที่อยู่ทางนั้นก็เซวูบ
ซานชีทำท่าจะก้าวไปหา แต่เห็นเจ้าตัวโงนเงนเพียงวูบเดียวก็กลับมาคุกเข่าตัวตรงได้อีกครั้ง
“ข้าไปเอง สตรีด้วยกันสะดวกกว่า” เจียงจื้ออีรั้งชายกระโปรงเดินลิ่วเข้าไป ก่อนโน้มตัวลงถาม “แม่นางเผยรู้สึกไม่สบายหรือไม่”
เผยเสวี่ยชิงก้มหน้าปาดน้ำตา จากนั้นก็เหลือบดวงตาแดงช้ำคู่นั้นขึ้นมอง “ข้าไม่เป็นไร”
“ข้ากับแม่ทัพน้อยเสิ่นอยู่ข้างหลังนี่เอง หากรู้สึกไม่สบายตรงที่ใดก็บอกพวกเรานะ”
“หากท่านหญิงไม่รังเกียจว่าพื้นดินสกปรกก็นั่งกับข้าสักพักหนึ่งได้หรือไม่” อีกฝ่ายชี้เบาะรองนั่งบนพื้น
เจียงจื้ออีมองใต้เท้า หากเป็นแต่ก่อนนางคงรู้สึกรังเกียจจริงๆ แต่เมื่อได้มาเห็นภูเขาเวิ้งว้างและหลุมฝังศพเดียวดายในวันนี้แล้ว…
สิ่งสกปรกในใต้หล้านี้ใช่พื้นดินที่ใดกันเล่า เป็นใจคนที่ทำให้ผู้กล้าต้องมาฝังร่างกลางเขาเปลี่ยวร้างไม่ได้เห็นแสงเดือนแสงตะวันต่างหาก
“สถานที่ฝังศพวีรบุรุษจะมีอะไรสกปรกได้เล่า หากเจ้าไม่รู้สึกว่าถูกรบกวน เช่นนั้นข้าจะนั่งเป็นเพื่อนเจ้าเอง” เจียงจื้ออีทรุดตัวลงนั่งคุกเข่า
“จะรบกวนได้อย่างไร วันนี้ท่านหญิงอุตส่าห์มาที่นี่เป็นเพื่อน ความจริงแล้วข้าก็มีคำที่อยากพูดกับท่านแทนเขาอยู่พอดี” เผยเสวี่ยชิงชี้ป้ายหน้าหลุมศพรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
“คำอะไรกัน” เจียงจื้ออีถามด้วยความฉงน
“ก่อนหน้านี้เขาทำเรื่องไม่สมควรและกล่าววาจารุนแรงกับท่านหญิงไว้มาก อันที่จริงภายหลังเขาอยากขอโทษท่านมาโดยตลอด”
นางผงะ ก่อนจะกะพริบตาอย่างประหลาดใจ “ขอโทษ?”
“เขาเล่าให้ข้าฟังว่าวันที่บาดหมางกับท่านเป็นครั้งแรก ความจริงแล้วจิ้งหรีดตัวนั้นกระโดดไปเกาะท่านโดยที่เขาไม่ได้ตั้งใจ ทว่าเขาทำตัวเกเรมาจนชินจึงต้องวางท่าเกเรต่อไป แต่นึกไม่ถึงว่าท่านจะให้คนกระทืบจิ้งหรีดของเขาตาย แท้ที่จริงแล้วเขามิได้ทะนุถนอมจิ้งหรีดตัวนั้นนักหนาหรอก เพียงแต่ตอนเห็นท่านโบกมือชี้ชะตาจิ้งหรีดตัวนั้นแล้วก็นึกไปถึงฮ่องเต้ผู้มีอำนาจชี้เป็นชี้ตายพระองค์นั้น ผู้ที่ทำให้เขาต้องถูกขังอยู่ในเมืองหลวง”
ลำคอของเจียงจื้ออีตีบตันทันที