“ดังนั้นตอนแรกเขาจึงเข้าใจท่านหญิงผิดไปมาก นึกว่าในเมื่อท่านเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ตั้งแต่เด็ก ก็คงเป็นคนใจดำอำมหิต ใช้ความเป็นความตายของผู้อื่นมาสร้างความรื่นเริงใจเหมือนอย่างชนชั้นสูงเหล่านั้น ไหนๆ เขาต้องทำตัวเป็นคุณชายเสเพลให้คนนอกดูพอดี จึงเริ่มหาโอกาสขัดแย้งกับท่านทุกทางนับแต่นั้น…
จวบจนมีอยู่ครั้งหนึ่งเขาไปร่วมงานเลี้ยงในวังหลวงแล้วบังเอิญเจอท่านคุยกับสาวใช้ตรงทางเดิน สาวใช้ถามท่านว่าวันนี้ครบรอบวันวายชนม์ของหนิงกั๋วกง เหตุใดท่านถึงยังต้องปั้นหน้ายิ้มแย้มในวังหลวงด้วย ท่านตอบว่าเพราะเป็นวันครบรอบวันวายชนม์ของท่านพ่อน่ะสิถึงจะทำสีหน้าบูดบึ้งในวังหลวงมิได้ หาไม่ฮ่องเต้จะนึกสงสัยว่าท่านยังฝังใจที่ท่านพ่อของท่านพลีชีพเพื่อราชบัลลังก์ของฮ่องเต้
สาวใช้ถามต่อไปว่าบริสุทธิ์ใจเสียอย่างจะกลัวอะไร ท่านตอบว่าเป็นเพราะในใจท่านยังคิดแค้น มิได้บริสุทธิ์ใจนี่สิ”
ดูเหมือนข้าจะเคยพูดเช่นนั้นจริงๆ แต่เจียงจื้ออีแทบจะลืมเหตุการณ์นี้ไปแล้ว และไม่ได้รับรู้เลยว่าในตอนนั้นเสิ่นหยวนเช่อมาได้ยินบทสนทนาเข้าพอดี
เผยเสวี่ยชิงส่ายหน้ากึ่งหัวเราะกึ่งทอดถอนใจ “วันนั้นเองที่เขาเพิ่งตระหนักว่าที่แท้ท่านก็ไม่ต่างจากเขา เป็นคนไร้อิสรภาพเหมือนกัน เขานึกเสียใจเหลือเกินที่เคยกล่าววาจาเชือดเฉือนเหล่านั้นใส่ท่าน แต่คุณชายจอมเสเพลคนหนึ่งจะเอ่ยปากขอโทษคนที่ตนเองเคยทำร้ายได้อย่างไร เขาไม่รู้เลยว่าเมื่อไรถึงจะมีโอกาสได้เอ่ยคำว่าขอโทษกับท่านสักครั้ง…”
เจียงจื้ออีนิ่งอึ้งตะลึงงันอยู่กับที่ เหม่อมองป้ายหน้าหลุมศพไร้นามตรงหน้าเนิ่นนานก็ยังไม่ได้สติกลับมา
เพราะเรื่องราวที่เพิ่งได้รับรู้ล่าสุดนี้ผิดแผกไปจากสิ่งที่นางเคยสัมผัสมาโดยสิ้นเชิง ความทรงจำเกี่ยวกับตัวตนของเสิ่นหยวนเช่อจึงเหมือนถูกหลุมฝังศพอันเดียวดายและสิ่งที่ได้เห็นได้ยินหน้าหลุมฝังศพนี้พลิกกลับด้าน
มิน่าเล่า…ช่วงสุดท้ายก่อนไปออกรบ เสิ่นหยวนเช่อถึงได้ไม่มาหาเรื่องนางอีกเลย งานเลี้ยงใดมีนาง เขาจะไม่เข้าร่วม เหมือนชังน้ำหน้าจนอยู่ด้วยกันไม่ได้ แน่นอนว่าพอนางเห็นเขาเป็นเช่นนี้ก็ไม่ยอมลงให้เหมือนกัน ที่ใดมีเขาอยู่ ไม่มีเสียหรอกที่นางจะย่างเท้าเหยียบ
ภาพต่างๆ ผุดพรายขึ้นมาในสมอง ทว่ารางเลือนจนเหมือนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาแสนนาน
ตอนนี้พอมองหลุมฝังศพที่ทำขึ้นอย่างหยาบๆ หากให้นางหวนคิดว่าในอดีตเขาร้ายกาจเพียงใด ทำตัวเป็นอริกับนางอย่างไรบ้าง และพูดจาทำร้ายจิตใจกันว่าอะไร นางล้วนนึกไม่ออกแม้แต่น้อย
หลังความเงียบอันยาวนานผ่านพ้น เจียงจื้ออีก็ได้สติกลับมา หลุดจากภวังค์เพราะเสียงร้องของนกที่กระพือปีกบินผ่านไปเหนือศีรษะ
หากไม่มีเหตุเข้าใจผิดเหนือความคาดหมายในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เกรงว่านางคงไม่ได้ฟังความจริงไปชั่วชีวิต
บัดนี้ในเมื่อสวรรค์ลิขิตให้นางได้จับพลัดจับผลูมาอยู่ตรงหน้าหลุมฝังศพของเสิ่นหยวนเช่อ และได้รับคำขอโทษที่เขาไม่มีวันได้เอ่ยออกมาอีกแล้ว นางก็จะปิดบัญชีหนี้แค้นแต่หนหลังลงเสียที
เจียงจื้ออีนิ่งคิดเล็กน้อย ก่อนจะหยิบกาสุราที่อยู่ใกล้มือขึ้นมารินใส่จอก จากนั้นก็ค่อยๆ คว่ำจอกเทสุราลงตรงหน้าหลุมฝังศพ
“เสิ่นหยวนเช่อ สุราจอกนี้…ข้าขอขมาที่เคยทำตัวเอาแต่ใจใส่ท่าน”
เสร็จแล้วก็เทอีกจอก…
“จอกนี้…ข้าอภัยให้ท่าน”
เมื่อรินสุราจอกที่สาม เจียงจื้ออียกจอกคารวะนกที่กระพือปีกบินอยู่ไกลลิบบนผืนนภาสีครามเหนือศีรษะ แล้วดื่มเสียเอง…
“จอกสุดท้าย…ขอให้ชาติหน้าพวกเราได้เป็นคนที่มีอิสรเสรีในชีวิตเถิดนะ”