บทที่ 61
จวบจนกลางเดือนสาม ฤดูใบไม้ผลิถึงค่อยเผยโฉมให้เห็นในกูจังเสียที หลังฝนอุ่นๆ ระลอกหนึ่ง สีเขียวขจีก็เริ่มผลิบานสะพรั่งขึ้นภายในสวน ดอกซิ่งสีขาวและดอกท้อสีชมพูทยอยกันขยายกลีบเบ่งบาน ดวงอาทิตย์เยี่ยมหน้าส่องแสงแห่งฤดูวสันต์เอิบอาบพิภพ ทั่วทั้งสวนมีแต่ความสดชื่น
นับตั้งแต่ไม่มีคนคอยเฝ้าดูในเรือนและอากาศอบอุ่นขึ้นทีละน้อย ทุกครั้งที่ตื่นจากนอนกลางวัน เจียงจื้ออีเป็นต้องออกไปเดินเล่น มีอยู่วันหนึ่งนางตื่นขึ้นมาพบว่ามีชิงช้าสูงตั้งอยู่ในสวน คงเพราะรู้ว่าเจ้าของเรือนพิถีพิถันเรื่องความเป็นอยู่ เสาชิงช้าจึงเป็นไม้ทาสีแดง เชือกแขวนเนียนลื่นไม่บาดมือ แผ่นที่นั่งแข็งแรงทนทาน ต่อให้ยืนโล้ชิงช้าก็ยังมั่นคงยิ่งนัก
บ่ายวันนี้เจียงจื้ออีอุ้มเจ้าก้อนหยวนไปนั่งชิงช้าอาบแดดในสวน กู่อวี่ที่คอยไกวชิงช้าให้ข้างหลังพูดกับนางว่าจดหมายของคุณชายเผยถูกส่งออกไปหลายวัน เท่าที่ลองคำนวณเวลา หากท่านโหวตอบจดหมายก็น่าจะมาถึงแล้ว เหตุใดป่านนี้ยังเงียบกริบอยู่อีก
เจียงจื้ออีกำลังเล่นกับลูกสุนัขที่อุ้มอยู่ เมื่อได้ยินดังนั้นก็หุบยิ้ม แล้วเหยียดริมฝีปาก “ควรมีจดหมายตอบนะ”
“บ่าวว่าช่วงนี้แม่ทัพน้อยเสิ่นดูไม่ดุดันเท่าแต่ก่อนแล้ว หากท่านโหวเขียนจดหมายตอบก็น่าจะรับจดหมายได้กระมังเจ้าคะ”
พูดยังไม่ทันขาดคำ จิงเจ๋อก็วิ่งหน้าตาเบิกบานเข้ามาในสวนพร้อมโบกมือให้เจ้านายแต่ไกล “ท่านหญิง มีจดหมายจากทางฉางอันเจ้าค่ะ!”
เจียงจื้ออียกมือปรามให้เลิกไกวชิงช้า แล้วขยับตัวนั่งตรงมองไปที่สาวใช้อย่างยินดี “สองฉบับเลยหรือ”
“เจ้าค่ะ ฉบับหนึ่งของท่านโหว อีกฉบับขององค์หญิงเป่าจยา”
นางรีบส่งเจ้าก้อนหยวนไปให้กู่อวี่ แล้วรับซองจดหมายทั้งสองมาพลิกดูอีกด้าน ตราครั่งบนนั้นยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่ได้ถูกแกะเปิด “นับว่ายังมีความเป็นคนอยู่บ้างที่ไม่ได้แอบเปิด…”
จิงเจ๋อทำหน้าตาตื่นจะร้องเตือน ทว่าเสียงบุรุษก็ดังขึ้นจากทางด้านหลังเสียก่อน “อุตส่าห์ขี่ม้ากลับจวนนำจดหมายมาให้เจ้าโดยเฉพาะ แต่กลับเจอประโยค ‘นับว่ายังมีความเป็นคน’ จากเจ้าน่ะหรือ”
เจียงจื้ออีเงยหน้า เห็นผู้มาใหม่ปัดฝุ่นดินออกจากหัวไหล่พร้อมเดินเข้ามาด้วยสีหน้าไม่รื่นรมย์
…ข้าไม่กระดากอายหรอกนะ เจียงจื้ออีผู้นี้พูดถึงคนอื่นลับหลังอย่างไร ต่อหน้าก็พูดแบบเดียวกัน
“มีคนให้ใช้สอยตั้งมากมายแท้ๆ ไม่รู้ท่านกลับจวนเพื่อนำจดหมายมาให้ข้าหรือเพื่อมาอ่านจดหมายกันแน่” นางร้องหึอย่างเย็นชา แล้วนั่งแกะจดหมายอยู่บนชิงช้า ไม่คิดจะใส่ใจเขา
นับแต่ความทรงจำฟื้นคืนก็ฉลาดขึ้นเชียวนะ หยวนเช่อเดาะลิ้นเบาๆ “จดหมายขององค์หญิงเจ้าอ่านคนเดียวได้ แต่ในเมื่อจดหมายของท่านโหวเป็นเรื่องการแต่งงานของพวกเราสองคน ข้าจึงต้องการรู้ผลด้วย”
“อันใดกัน ยังวาดหวังว่าท่านลุงจะเขียนจดหมายมาปลอบให้รอมชอมหรือ ท่านลุงตอบจดหมายข้า ไม่ตอบท่าน เท่านี้ยังไม่รู้ผลชัดเจนอีกหรือไร”
“ในเมื่อเจ้ามั่นใจนักหนา ข้าอ่านหน่อยเดียวย่อมเปลี่ยนแปลงเจตนารมณ์ของท่านโหวไม่ได้หรอก” หยวนเช่อทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิบนชิงช้าอย่างผึ่งผาย
หน้าด้านหน้าทน เจียงจื้ออีถลึงตาใส่ แต่เพราะอยากอ่านจดหมายเต็มทีจึงคร้านจะต่อล้อต่อเถียงด้วย ได้แต่ปล่อยให้เขานั่งลงข้างๆ แล้วดึงกระดาษจดหมายสามแผ่นจากในซองมาคลี่ออก
แผ่นแรกเป็นการไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบทั่วไป ท่านลุงเป็นห่วงว่านางเดินทางปลอดภัยดีหรือไม่ ได้กินอิ่มนอนอุ่นหรือไม่ ซูบผอมลงมากน้อยเพียงใด จากนั้นก็เล่าให้ฟังว่าที่บ้านสงบสุขเรียบร้อยดีทุกอย่าง ขอให้นางไม่ต้องเป็นห่วง
เด็กสาวอมยิ้มไล่อ่านทีละตัวอักษร แล้วพลิกไปยังแผ่นที่สอง…
‘ลุงได้อ่านจดหมายที่คุณชายใหญ่สกุลเผยเขียนแทนเจ้าแล้วให้รู้สึกปวดใจนัก สามีภรรยาอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกันนานเข้าย่อมกระทบกระทั่งกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดั่งคำกล่าวว่าไว้ ‘สะสมผลบุญร้อยปีกว่าจะได้ร่วมลงเรือข้ามนที สะสมผลบุญพันปีถึงจะได้ร่วมเรียงเคียงหมอน’ หากการแต่งงานที่สำเร็จได้อย่างยากเย็นนี้ต้องภินท์พังเพราะเหตุขุ่นข้องหมองใจทั่วไปก็น่าเสียดายนัก อีกประการหนึ่งลุงได้อ่านจดหมายที่หลานเขยส่งมาแล้ว ถ้อยคำของเขาเต็มไปด้วยความจริงใจ ดูเหมือนจะสำนึกผิดอย่างแท้จริง ลุงขอให้เจ้าใคร่ครวญให้มาก อย่าได้ด่วนตัดสินใจเป็นอันขาด มิเช่นนั้นเมื่อนึกเสียใจในภายหลังจะสายเกินไป…’