มุมปากของเจียงจื้ออีแข็งค้าง รอยยิ้มอันตรธานไปโดยสิ้นเชิง
พอเหลือบตามองก็เห็นหยวนเช่อหันหน้าชะเง้อคอเข้ามาอ่านจดหมายอย่างออกอรรถรส และริมฝีปากที่หยักยกมุมปากขึ้นของนางก็ย้ายไปอยู่บนใบหน้าเขาเรียบร้อยแล้ว
นางข่มโทสะดึงสายตากลับมา แล้วเปิดไปที่กระดาษจดหมายแผ่นที่สาม…
‘ไม่รู้ว่าเมื่อจดหมายของลุงส่งไปถึง เจตนาของเจ้าจะเป็นเช่นไร หากเปลี่ยนความตั้งใจแล้ว เมื่อคนที่ลุงส่งไปเดินทางถึงเหอซีก็ให้พวกเขาอยู่กับเจ้าที่กูจัง วันหน้าเมื่อเจ้ามีปากเสียงกับหลานเขยอีกจะได้รู้สึกมั่นคงขึ้นบ้าง แต่หากยังยืนกรานว่าจะถอนหมั้นลุงก็มีคำแนะนำให้ ลุงกลัวว่าเมื่อเจ้าถอนหมั้นแล้วจะหาคู่ครองไม่ได้ในทันที เห็นคุณชายใหญ่สกุลเผยลายมืองดงามกว่าหลานเขย คนเป็นเช่นไร ลายมือย่อมเป็นเช่นนั้น ใช้วัดนิสัยใจคอกันได้ ในเมื่อเจ้าฝากฝังเรื่องสำคัญให้เขาเป็นธุระเช่นนี้ก็เชื่อว่าจะต้องสนิทสนมกับเขาพอตัว ถ้าอย่างไรเมื่อถอนหมั้นแล้วลองพิจารณาเจรจาคุณชายใหญ่สกุลเผยดู หากเจ้าเห็นชอบ ลุงจะคืนของหมั้นให้สกุลเสิ่นทันที แล้วเจรจาเรื่องแต่งงานของเจ้ากับสกุลเผย’
หยวนเช่อ “…”
ตอนแรกเจียงจื้ออีกำลังอึ้งตะลึงด้วยความตกใจที่ผู้เป็นลุงกลับคำกะทันหัน แต่พอหันไปเห็นเด็กหนุ่มข้างๆ ตีหน้าขรึมก็หัวเราะพรวดออกมา
แม่ทัพหนุ่มหรี่ตาลงอย่างน่ากลัว “ขำมากหรือไรเจียงจื้ออี”
“อะไรกัน แต่ก่อนผู้น้อยเขียนจดหมายถึงพ่อตาเช่นนี้เป็นต้องสำเร็จร้อยทั้งร้อย แต่เหตุใดถึงไม่ได้ผลกับหย่งเอินโหวกัน อีกประการหนึ่งหย่งเอินโหวผู้นี้มีหลานเขยให้เลือกเหลือเฟือเกินไปสักหน่อยแล้วกระมัง ท่านยังไม่ทันได้ถอนหมั้นแท้ๆ ก็หาคู่ครองใหม่ให้ท่านหญิงแล้วหรือ”
ครึ่งชั่วยามให้หลัง หยวนเช่อกลับค่ายเสวียนเช่อไปยืนเอามือไพล่หลังบนยกพื้นสูง ดูการฝึกซ้อมทหารบนลานฝึกยุทธ์เบื้องล่าง มองมู่ซินหงที่เอาแต่ร้องว่า ‘ไม่น่าเป็นเช่นนี้นะ’ ซ้ำๆ พลางเดินกลับไปกลับมาตรงหน้าเขา
เด็กหนุ่มขมวดคิ้วด้วยสีหน้าเยือกเย็น
ก็ไม่น่าเป็นเช่นนี้น่ะสิ หากไม่เพราะพี่ใหญ่ต้องทำตัวเป็นคุณชายจอมเสเพลให้คนอื่นดู เขาก็ไม่ต้องเลียนแบบลายมือของเจ้าตัว ซึ่งหากบรรยายให้น่าฟังสักหน่อยคือ ‘หงส์ร่อนมังกรรำ’ แต่หากบรรยายให้ระคายหูต้องเรียกว่า ‘หวัดเป็นไก่เขี่ย’ จนพ่ายแพ้ให้เผยจื่อซ่งเยี่ยงนี้
“เหลือเวลาอีกหนึ่งเดือนกว่าคนของจวนโหวก็จะเดินทางมาถึงเหอซี พวกเราทำได้เพียงใช้เวลาระหว่างนี้ทำให้ฮูหยินน้อยเปลี่ยนใจให้ได้เท่านั้น…” มู่ซินหงวิเคราะห์สถานการณ์ที่แม้ไม่ต้องวิเคราะห์ก็ชัดเจนพออยู่แล้ว พอเห็นหลี่ต๋าเฟิงเดินเอื่อยๆ ขึ้นมาบนยกพื้นก็รีบกวักมือเรียก “ท่านหลี่มาได้จังหวะดีแท้ รีบช่วยออกความคิดให้แม่ทัพน้อยสักหน่อยเร็ว เรื่องเอาใจสตรีน่ะ ท่านน่าจะมีวิธีการดีๆ กระมัง”
หลี่ต๋าเฟิงส่ายหน้า “ข้าไร้ประสบการณ์โดยสิ้นเชิง ช่วยแม่ทัพน้อยไม่ได้หรอก”
หยวนเช่อปรายตามอง “เจ้าไร้ประสบการณ์? เช่นนั้นเหตุใดจดหมายที่องค์หญิงทรงส่งมาหานางในวันนี้ถึงเอาแต่พูดถึงเจ้าไปครึ่งหนึ่งเล่า”
แน่นอนว่าหยวนเช่อไม่ได้อ่านจดหมายที่สตรีเขียนถึงกัน แต่เขาเห็นว่าหลังอ่านจดหมายจบ เจียงจื้ออีก็ทำท่าน้อยอกน้อยใจ บอกว่านางมีพื้นที่ในใจพี่หญิงเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น
หลี่ต๋าเฟิงไหวไหล่ “อาจเพราะข้าเป็นคนดี ไม่เหมือนอย่างเจ้า คนดีมักเป็นฝ่ายถูกตามฝากรักเสมอ”
“…”
มู่ซินหงเห็นหยวนเช่อสะอึกอึ้งจนพูดไม่ออกแล้วทนรอไม่ไหว สมแล้วที่เป็นหมอประจำกองทัพ จะโรยเกลือแต่ละทีก็เลือกโรยใส่รอยแผลเสมอ
หยวนเช่อยกมือกอดอกอย่างเย็นชา แล้วเชิดคางใส่หลี่ต๋าเฟิง “ช่วงนี้คงว่างงานมากสินะ ให้ข้าหาอะไรให้ทำดีหรือไม่เล่า”
“เหตุใดแม่ทัพน้อยถึงได้กล่าวเช่นนี้” หลี่ต๋าเฟิงกะพริบตาปริบๆ อย่างใสซื่อ
หยวนเช่อขยับต้นคอซ้ายทีขวาที “เวลาคนเลวอารมณ์ไม่ดีก็มักชอบทรมานทหารตนเองเสมอ”
ในเมื่อ ‘คนเลว’ เป็นใหญ่ เสียงทหารซ้อมรบในค่ายใหญ่ของกองทัพเสวียนเช่อจึงดังแก๊งๆ ไปอีกนาน จวบจนยามซวีถึงค่อยเงียบเสียงลง