บทที่ 62
พะ…พาข้าไปที่ใดนะ
เจียงจื้ออีนึกสงสัยว่าตนเองหูเฝื่อน แต่ยังไม่ทันได้ถามให้แน่ใจก็ถูกหยวนเช่อดึงวิ่งย้อนกลับไปทางเดียวกับขามา
คนที่อยู่ด้านหน้าจูงนางมือหนึ่ง อีกมือถือดาบที่มีใบดาบแคบยาวหนึ่งฉื่อตวัดออกไปแล้วปาดฉับ เพียงเท่านั้นนักฆ่าหน้าลายอีกคนก็ล้มลงแทบเท้าเขาและนาง
เด็กสาวกรีดร้องสะดุ้งโหยงกระโดดข้ามศีรษะศพตรงปลายเท้า ตั้งแต่เกิดมานางไม่เคยก้าวเท้ายาวถึงเพียงนี้มาก่อน
หยวนเช่อหัวเราะเสียงดังกังวาน ก่อนจะถือดาบตะลุยไปข้างหน้าต่อ
ดาบเรียวเล็กหมุนคว้างระหว่างปลายนิ้วดุจพู่กัน เงาสะท้อนจากคมอาวุธสาดประกายวูบวาบเหมือนหิมะโปรยปราย ชวนให้ตาพร่าอย่างยิ่ง
เพิ่งเคยเห็นคนถูกไล่ฆ่าแล้วไม่หันหลังหนี แต่กลับพุ่งเข้าใส่ ข้าเจอคนบ้าคลั่งเข้าให้แล้วจริงๆ…
เจียงจื้ออีหอบหายใจอย่างตื่นตระหนกลนลานระหว่างถูกฉุดให้วิ่งไปข้างหน้า ตลอดทางนอกจากจะหลบซ้ายหลบขวา เขายังฟันดาบไม่ยั้ง
นักฆ่าดาหน้าเข้ามาเดี่ยวๆ ก็ฟันทิ้งคนเดียว ดาหน้าเข้ามาเป็นคู่ก็ฟันทิ้งทั้งคู่ ชั่วระยะที่ตวัดดาบขึ้นลง หยวนเช่อยังแบ่งสมาธิมาคอยช่วยดึงยามที่นางก้าวไม่พ้น เจียงจื้ออีไม่รู้ว่าตนเองด้านชาจนไม่รู้สึกรู้สาหรือว่าอุ่นใจกันแน่ ถึงได้ลืมกลัวไปทีละน้อย
เมื่อก้มหน้าลงมองมือใหญ่ที่จับนางไว้แน่น ฟังเสียงหัวใจที่เต้นดุจรัวกลองอยู่ในอก เหล่านี้ทำให้นางเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นอย่างไม่ถูกกาลเทศะ ว่านี่ไม่ใช่การสู้ยิบตา แต่เป็นการหนีตามกันไปไกลจนสุดขอบฟ้า
สูงขึ้นไปจากถนนที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายคือแสงโคมพรายพร่าง สายลมอุ่นเบาๆ แห่งฤดูใบไม้ผลิรำเพยผ่านผิวแก้ม พัดผมยาวของทั้งคู่ให้ปลิวพลิ้ว เขาพานางวิ่งฝ่าคลื่นมนุษย์หนาแน่น ผ่านตรอกซอกซอยเรียงราย ผ่านริ้วทะเลดาวระยิบระยับเหนือกระหม่อม ราวกับจะวิ่งต่อไปเรื่อยๆ สู่เบื้องหน้าอันแสนไกลที่มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด…
นางมองใบหน้าด้านข้างที่ฉายแววรื่นรมย์ของคนตรงหน้า แล้วสลัดศีรษะแรงๆ เพื่อระงับความคิดพิกลนี้
ไม่รู้ว่านักฆ่าล้มลงไปทั้งหมดกี่คน กว่าที่ถนนทั้งสายจะสงบเงียบในที่สุด
ซานชีย่ำศพระเกะระกะบนพื้นวิ่งมาหา แล้วถือกระบี่ประสานมือคำนับ “เรียนแม่ทัพน้อย มีคนรอดชีวิตเพียงคนเดียว นอกเหนือจากนั้นถูกจัดการหมดแล้วขอรับ”
เจียงจื้ออีที่หอบแฮกหยุดเท้าลงพร้อมกับหยวนเช่อ ค่อยๆ ปรับลมหายใจให้เป็นจังหวะปกติ พอเงยหน้าขึ้นมาเห็นเลือดหยดติ๋งๆ จากปลายกระบี่ของซานชีนางก็หน้ามืดทันควัน สองขาที่อ่อนเปลี้ยเป็นทุนเดิมอยู่แล้วซวนเซเจียนล้ม
หยวนเช่อเอี้ยวตัวบังสายตานางไว้ พร้อมบีบมือนางแน่น “ติดตามรับใช้ฮูหยินน้อย ต้องฆ่าคนอย่างสง่างามสักหน่อย”
นางเพิ่งนึกออกตอนนี้เองว่าตลอดทางที่ผ่านมาเห็นเพียงนักฆ่าล้มลง แต่ไม่เห็นเลือดสักหยด เลือดของนักฆ่ายังไม่ทันได้ไหล บุรุษที่เหมือนสติวิปลาสผู้นี้ก็พานางวิ่งเข้าใส่นักฆ่าคนถัดไปแล้ว ตอนนี้พอลองสังเกตดูดีๆ ดาบในมือหยวนเช่อว่องไวเสียจนมีคราบแดงๆ ติดอยู่เพียงไม่กี่หยด
ที่แท้ ‘การฆ่าคนอย่างสง่างาม’ ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง
ซานชีก้มหน้า “แม่ทัพน้อยสั่งสอนได้ถูกต้องแล้วขอรับ คืนนี้หากแม่ทัพน้อยไม่บังเอิญมาตลาดพอดีแล้วล่อนักฆ่าไปจากผู้น้อยล่ะก็…ผู้น้อยขอถวายชีวิตให้แม่ทัพน้อยขอรับ!”
“ไม่บังเอิญหรอก” หยวนเช่อปรายตามองเจียงจื้ออี “มีบุรุษข้างนอกมาเดินตลาดกับฮูหยินน้อย ข้าเลยมาตามฮูหยินน้อยกลับบ้าน”
เจียงจื้ออี “…”
เผยจื่อซ่งแค่มารับน้องสาวเท่านั้น…นี่เขาฉวยโอกาสที่ข้ายังหายใจจนพูดไม่ทันเอ่ยวาจาเหน็บแนมข้าสินะ
เด็กสาวถลึงตาใส่อีกฝ่าย เมื่อปรับลมหายใจได้แล้วก็หันไปพูดกับซานชี “อย่าได้ตำหนิตนเองเลย หากไม่ได้เจ้าคอยต้านไว้ข้างหน้า นักฆ่าเหล่านั้นคงไม่หลุดไปหาพวกเราทีละคนหรอก หากมาพร้อมกันทีละมากๆ…”
“ผลก็ยังเหมือนเดิม” หยวนเช่อขัดจังหวะความกังวลของนางอย่างหนักแน่นมั่นใจ
เจียงจื้ออีสะอึกแล้วแลบลิ้นเลียริมฝีปากแห้งผากของตน อยากพูดอะไรกับเขาสักอย่าง แต่พลันรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก พอหลุบตาลงมองถึงได้เห็นว่าอีกฝ่ายยังจับมือนางไว้อย่างมั่นคง มิหนำซ้ำนางเองก็จับมือเขาตอบเสียด้วย