บทที่สอง
ยามบ่ายในวันหนึ่ง หลังจากเฟิงจงตื่นนอน ในถ้ำก็อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมเกรียมของเนื้อย่าง
นางลุกขึ้นนั่ง เห็นกองไฟเหลือเพียงควันลอยวนอ้อยอิ่ง ชิ้นเนื้อที่วางพาดอยู่ด้านบนมีน้ำมันไหลเยิ้มน่ากิน เจ้าหนูนั่นนั่งพิงผนังถ้ำอยู่ ดูเหมือนจะหลับไปแล้ว สีหน้าซีดขาวราวกระดาษ มือซึ่งวางอยู่บนหัวเข่าเดิมทีมีแผลเก่าที่ยังไม่หายดี ยามนี้ยังมีแผลใหม่สีแดงฉานเพิ่มมาอีก คาดว่าคงเกิดจากถูกไฟลวกตอนย่างเนื้อในช่วงหลายวันมานี้
เฟิงจงหยิบชิ้นเนื้อมากิน ขณะเคี้ยวไปทีละคำ ดวงตาก็เหลือบมองมือที่บาดเจ็บของเขาเป็นพักๆ
เนื้อเถาอู้ไม่นับว่าเอร็ดอร่อยนัก ทว่าสัตว์อสูรชนิดนี้เป็นถึงหนึ่งในสี่สัตว์ร้ายบรรพกาล ที่มีระดับสติปัญญาไม่เบา การกินเนื้อของมันช่วยในการเพิ่มพูนปราณวิเศษได้ เมื่อกินมากเข้าก็ทำให้นางรู้สึกหายใจคล่อง และมีกำลังวังชาเต็มเปี่ยม
นางเช็ดๆ มือแล้วเดินไปหาเซวียนชิง จากนั้นก็คว้ามือที่บาดเจ็บของเขามาเลียหนึ่งที
เซวียนชิงพลันสะดุ้งตื่น นางจึงสะบัดมือของเขาทิ้งไปทันใด “ข้าแค่ทดสอบพลังวิเศษดูว่าเพิ่มขึ้นบ้างหรือไม่ก็เท่านั้น”
เซวียนชิงก้มหน้าลงพลิกฝ่ามือดู เขาเห็นว่าบาดแผลเริ่มสมานตัวแล้ว
“ดูเหมือนจะได้ผลนะ” เฟิงจงชำเลืองไปเบื้องนอกก่อนเอ่ยต่อ “วันนี้นับว่าอากาศดี เจ้าก็ช่วยข้าออกไปหาของมาสักหน่อยแล้วกัน”
เห็นนางจะใช้วิชาหุ่นเวทอีกแล้ว เซวียนชิงจึงทอดถอนใจ รีบเอ่ยขึ้นมาก่อน “ข้า…ข้าไปเองก็ได้”
สิ่งที่เฟิงจงจะให้เขาไปหาก็คือเถาวัลย์ แม้ในถ้ำจะมีอยู่จำนวนหนึ่งแล้ว แต่ยังห่างไกลจากคำว่าเพียงพอ เถาวัลย์ชนิดนี้มีพลังชีวิตอันกล้าแข็ง เติบโตอยู่ในสถานที่ซึ่งมนุษย์น้อยคนจะไปถึง ยิ่งเถาวัลย์มีอายุเก่าแก่ก็จะยิ่งมีความเหนียวทนทานเพิ่มมากขึ้น ทว่าสถานที่อันตรายเหล่านั้นนางไม่อาจไปถึงเองได้ จึงมีแต่ต้องอาศัยพลังของเทพเซียนแล้ว
เซวียนชิงร่ายอาคมขนย้ายเถาวัลย์ชนิดนั้นมาได้กองโต ทว่าในถ้ำไม่พอวางจึงได้แต่สุมไว้ในหุบเขาเบื้องล่างแทน นับแต่นั้นมาทุกวันนอกจากกินดื่มกับนอนพักแล้ว เฟิงจงก็มีเรื่องให้ทำเพิ่มมาอีกอย่าง นั่นคือลงไปในหุบเขาเพื่อจัดการกับเถาวัลย์
พูดให้ตรงยิ่งขึ้นก็คือ…เซวียนชิงต่างหากที่เป็นคนจัดการ ส่วนนางเพียงแค่ออกคำสั่ง
สุดท้ายเถาวัลย์เหล่านี้ก็ถูกพลังอาคมสานขึ้นเป็นกรงทรงกระบอกขนาดใหญ่ยาวใบแล้วใบเล่า กรงเหล่านี้ด้านหน้ามีปากกว้าง ด้านหลังปากแคบ ตรงปากขอบทั้งหน้าและหลังล้วนรวบปิดได้เช่นเดียวกับที่ดักปลา
“เจ้าจะจับปลาหรือ” เซวียนชิงรู้สึกว่ากรงเถาวัลย์ที่ใหญ่โตปานนี้เอาไปใช้จับคุน ได้ด้วยซ้ำ
“ข้าก็อยากใช้จับปลาอยู่หรอกนะ แต่ก็ต้องมีปลาให้ข้าจับด้วยสิ” พอเฟิงจงทำมุทรา เซวียนชิงก็พานางทะยานร่างขึ้นไปทันที
คราวนี้ถึงกับเหาะไปยังจุดที่พบกับเถาอู้ในวันนั้นอีกครั้ง
ขณะตัดผ่านแอ่งลาดต่ำแห่งนั้น เฟิงจงก็พบว่าที่ก้นแอ่งยังคงมีน้ำอยู่ นางจึงมุ่งหน้าต่อไปทางด้านหลังของต้นไม้ที่มีสภาพร่อแร่ไม่กี่ต้นนั้น ยิ่งนางเดินลึกเข้าไปมากเท่าไร ก็ยิ่งเห็นได้ว่าพื้นดินใต้ฝ่าเท้ามีความชุ่มชื้น บางจุดถึงกับมีผืนหญ้าขึ้นอยู่เล็กน้อย
คราก่อนที่เจ้าหนูหุ่นเวทชักนำสัตว์อสูรมาที่นี่ นางก็เดาว่าละแวกนี้คือถิ่นของพวกมัน ซึ่งนั่นก็หมายความว่าข้างหน้าจะต้องมีต้นน้ำอยู่แน่นอน ขอเพียงฆ่าสัตว์อสูรที่นี่ไปให้หมด นางก็จะชิงเอาต้นน้ำกับไม้ผลในละแวกใกล้เคียงนี้กลับคืนมาได้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการฝึกพลังเทพของนางด้วย เรียกได้ว่ายิงธนูดอกเดียวได้นกสองตัว