“ข้ารู้” ฟางจวินเยี่ยเอ่ย
เจ้ารู้กับผีน่ะสิ! เฟิงจงบริภาษอยู่ในใจ
ถูซานสือฟางรวบกระชับเฟิงจงเข้าสู่อ้อมอก “ที่แท้เจ้าก็มีนามว่าเฟิงจงนี่เอง อย่าไปแยแสเจ้าหนูนี่เลย เจ้ายังต้องเลี้ยงดูข้าไต้อ๋องอีกนะ”
ฟางจวินเยี่ยตวัดกระบี่แทงตรงมาทันใด ถูซานสือฟางเพียงสะบัดแขนเสื้อก็พลันบังเกิดลมพายุ สกัดคมกระบี่ของอีกฝ่ายไว้จนยากที่จะรุกคืบเข้ามาสักครึ่งชุ่น กระนั้นก็ยังส่งผลให้ปีศาจภูเขาที่อยู่ด้านหลังถูกลมพัดจนโงนเงนทรงตัวไม่อยู่เช่นกัน
“ทางเดินคับแคบ เหตุใดไม่ออกไปตัดสินฝีมือกันที่เบื้องนอกเล่า” ถูซานสือฟางผลักหนึ่งฝ่ามือกระแทกเขาให้พ้นทาง ก่อนจะจับจูงเฟิงจงเหินออกนอกถ้ำไป
ฟางจวินเยี่ยรีบไล่ตามออกไปทันที
เดิมทียอดเขาด้านนอกถ้ำแห่งนี้ก็ราบเรียบราวกับถูกปาดด้วยคมอาวุธ เหมาะแก่การประมือกันพอดี พอถูซานสือฟางเห็นฟางจวินเยี่ยตามออกมาด้วย เขาก็ดึงเฟิงจงไปไว้ด้านหลัง ส่วนตนเองตรงขึ้นไปรับมือฟางจวินเยี่ย บุรุษทั้งสองต่อสู้พัวพันจนยากจะแยกออกจากกันได้
ฉยงฉีใช้ช่วงขาเล็กสั้นของมันวิ่งตามมาจนถึงเบื้องหน้าเฟิงจงในที่สุด เฟิงจงอุ้มมันขึ้นมาแล้วถอยไปที่ริมผา สังเกตการต่อสู้อยู่ไกลๆ
ฟางจวินเยี่ยอุตส่าห์รุดมาถึงที่นี่ ช่างชวนให้เฟิงจงประหลาดใจยิ่งนัก นางย่อมหวังให้เขาเป็นผู้ชนะอยู่แล้ว มีเพียงชนะแล้วเค้นถามร่องรอยของหุ่นเวทออกมาได้ ถึงจะเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ทว่าจนใจที่สถานการณ์จริงไม่ได้เรียบง่ายเช่นที่นางคิดไว้ ฟางจวินเยี่ยมีทั้งความเป็นเซียนและมารรวมอยู่ในกาย กระบวนท่าจู่โจมแพรวพราวพิสดาร ทว่าถูซานสือฟางผู้นั้นก็มีพลังฝีมือลึกล้ำ ไม่ตกเป็นรองแต่อย่างใด หากสู้กันต่อไปเช่นนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะต้องเสียเวลาอีกนานเท่าไร ถ้าตามหาหุ่นเวทกลับมาไม่ได้ก็แย่น่ะสิ
ทันใดนั้นเส้นสีขาวสายหนึ่งก็พลันกรีดเข้ามาในวงต่อสู้ เงาร่างสีแดงและสีขาวของบุรุษทั้งสองต่างก็ชะงักกึกโดยจิตใต้สำนึก และพบว่าสิ่งที่ปักตรึงอยู่บนพื้นเบื้องหน้าพวกเขาก็คือกระดูกสีขาวท่อนหนึ่ง
“เลิกสู้กันได้แล้ว” เฟิงจงเดินมามองถูซานสือฟาง “บรรพชนของจิ้งจอกเก้าหางตระกูลถูซานเป็นศิษย์ของมหาเทพหนี่ว์วา มีไมตรีคบหากับข้ามิใช่ผิวเผิน ในเมื่อเจ้าถือกำเนิดในตระกูลถูซาน ข้าก็จะรับปากเจ้า ขอเพียงเจ้าพาข้าไปตามหาหุ่นเวทจนพบ ข้าจะเลี้ยงดูเจ้าเป็นเวลาสิบวัน”
“แค่สิบวัน?” ถูซานสือฟางไม่เต็มใจอยู่บ้าง
เฟิงจงดึงท่อนกระดูกขึ้นจากพื้น “ปราณมนุษย์สิบวันนี้ก็เพียงพอจะหล่อเลี้ยงเจ้าได้นับพันปีแล้ว เจ้าเห็นข้าเป็นมนุษย์ทั่วๆ ไปอย่างนั้นหรือ”
ถูซานสือฟางขบคิดเล็กน้อย “เอาเถอะ เช่นนั้นก็สิบวัน” เขาพูดจบแล้วก็หันไปเรียกหลิ่วเซิงที่อยู่ในถ้ำ สั่งให้อีกฝ่ายนำทางไปตามหาหุ่นเวททันที
ฟางจวินเยี่ยเอากระบี่ไพล่ไว้ด้านหลัง เดินมุ่นคิ้วมาถึงเบื้องหน้าเฟิงจงแล้วเอ่ยถามเสียงเบา “เลี้ยงดูเขามันหมายความว่าอย่างไร”
เฟิงจงกล่าว “ก็แค่ให้เขาคอยติดตามข้าเท่านั้นเอง หากเจ้าเห็นว่าเป็นภาระ เจ้าจะไม่ไปต่อก็ได้ แค่ที่เจ้ายอมมาช่วยข้าก็นับว่าซาบซึ้งใจมากแล้ว” นางพูดพลางเดินไปทางถูซานสือฟางอย่างเร่งรีบ
ฟางจวินเยี่ยเก็บกระบี่แล้วตามไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ