X
    Categories: ทดลองอ่านนางแอ่นขับขาน สกุณาแซ่ซ้องมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน นางแอ่นขับขาน สกุณาแซ่ซ้อง เล่ม 4 บทที่ 127-128

หน้าที่แล้ว1 of 6

บทที่ 127 เล่นงานด้วยโรคลมกัก

ข้าเข้าใจแล้ว! เข้าใจหมดแล้วทุกอย่าง! ในงานฉลองครบรอบวันประสูติของไทเฮา กู้เจาเป่ยปกป้องอดีตฮ่องเต้ให้พ้นภัยเพื่อช่วยรัชทายาท เขายืมมือรัชทายาทฆ่าองค์ชายหก จากนั้นก็สังหารรัชทายาทให้ตนเองกลายเป็นผู้สืบสายเลือดราชวงศ์เพียงหนึ่งเดียว ที่ผ่านมาเขาแสร้งทำตัวเสเพลรักสนุก แสร้งทำเป็นไม่รู้ว่าอะไรควรไม่ควร ให้ความโดดเด่นทั้งหมดรวมอยู่ที่ตัวเสิ่นกุยเยี่ยน!

ทุกคน…ไม่เว้นแม้แต่นาง…ล้วนแต่ถูกหลอกกันหมด จนคิดไปว่าสามารถควบคุมกู้เจาเป่ยได้โดยง่าย ที่เขาไต่เต้าขึ้นมาเป็นขุนนางได้เพราะอาศัยชะตาของเสิ่นกุยเยี่ยนและเข้าออกถูกจังหวะเท่านั้น ทั้งที่ตนเองเป็นคนไม่เอาไหนที่เข็นอย่างไรก็เข็นไม่ขึ้น

ตอนที่เหนียนไทเฮาเปิดเผยชาติกำเนิดที่แท้จริงของเขา ได้บอกว่าเขาเป็นโอรสที่เกิดกับนางกำนัลในตำหนัก นางจึงไม่ทันระแวงแม้แต่น้อยและยกบัลลังก์มังกรให้เจ้าคนทะเยอทะยานใจคอเหี้ยมเกรียมคนนี้โดยมองว่าเหมาะสมแล้ว ถึงขั้นเชื่อสุดหัวใจว่าให้เขาเป็นฮ่องเต้ แผ่นดินผืนนี้จะต้องตกอยู่ในมือนาง

เฝ้าเค้นสมองวางแผนการมาครึ่งชีวิต มาตอนนี้กลับถูกเด็กคนหนึ่งหลอกเสียจนหัวหมุน! ปล่อยคนที่ตนเองเคียดแค้นชิงชังที่สุดให้ลอยนวลไม่พอ ยังส่งพระมาลามังกรไปให้เองกับมือด้วย!

เหวินไทเฮาลมหายใจติดขัดอัดอั้น หันไปเกาะเตียงโก่งคออาเจียน แต่สิ่งที่ออกมากลับมีแต่เลือดสดๆ ทั้งสิ้น นางเงยหน้าขึ้นมองกู้เจาเป่ยด้วยดวงตาแดงฉาน “ข้าจะฆ่าเจ้า…จะต้องฆ่าเจ้าให้ได้!”

ใบหน้าที่ก้มลงมองของกู้เจาเป่ยประดับรอยยิ้มละไม “เสด็จแม่ทรงทราบหรือไม่ ตอนที่เห็นศพจวงเฟย ลูกก็มีความคิดจะฆ่าเสด็จแม่เช่นกัน”

เหวินไทเฮาผงะ

“สตรีที่สดใสมีชีวิตชีวาเช่นนั้น เสด็จแม่ทรงมีรับสั่งให้คนจับนางแขวนคอกับคานห้องทั้งเป็นได้อย่างไร เวลาบรรทมฝันตอนกลางคืน ทรงเคยเห็นร่างของจวงเฟยบ้างหรือไม่”

เหวินไทเฮาสั่นระริกไปทั้งร่าง คราบเลือดยังไม่แห้งไปจากมุมปาก ดวงตาก็เบิกกว้างอย่างตื่นตระหนกขณะตะโกนลั่น “ฟางหวา!”

ฟางหวาหมัวมัวที่อยู่ด้านนอกรีบเข้ามา พอเห็นเจ้านายอยู่ในสภาพนั้นก็ตกใจเป็นการใหญ่ ปรี่เข้ามาขวางฮ่องเต้เอาไว้ “พวกพระองค์ทำอะไรไทเฮา?”

เสิ่นกุยเยี่ยนยิ้มบางๆ พลางเอื้อมมือไปดึงฟางหวาหมัวมัวออกมา “หมัวมัวจะแตกตื่นไปไย ฝ่าบาทกำลังตรัสเรื่องเก่าๆ กับไทเฮาอยู่ ไทเฮาทรงฟังแล้วสบายพระอารมณ์ เลยกระอักก้อนพระโลหิตที่ตกค้างอยู่ในพระทัยออกมาเท่านั้นเอง ถือเป็นเรื่องดีเสียด้วยซ้ำ”

ฟางหวาหมัวมัวขมวดคิ้วมองนาง

“ไล่พวกมันออกไป! ไล่ออกไป!” เหวินไทเฮาอยากกรีดร้อง แต่กู้เจาเป่ยเอื้อมมือมาแตะไรผมบริเวณขมับนางคล้ายไม่มีเจตนา เพียงเท่านั้นนางก็ตัวแข็งทื่อ ท่าทีสงบลงทันที

“เสด็จแม่ทรงมีพระอารมณ์พลุ่งพล่านเช่นนี้บ่อยๆ ไม่ดีต่อพระวรกายนะพ่ะย่ะค่ะ ทรงรับฟังลูกเงียบๆ ดีกว่า” เขาบอกยิ้มๆ แล้วหันไปมองฟางหวาหมัวมัวที่ทำท่าจะเดินเข้ามา “หมัวมัวหยุดอยู่ตรงนั้นเถอะ เสด็จแม่ทรงสงบลงแล้ว เจ้าออกไปรอข้างนอกก็พอ”

ฟางหวาหมัวมัวไม่สบายใจเอาเสียเลย แต่พอมองเหวินไทเฮาก็เห็นว่าเจ้านายกำลังยกมือนวดขมับ ท่าทางเหมือนสงบลงแล้วจริงๆ จากนั้นก็เอามือกุมหน้าผากเอนตัวพิงหมอนโดยไม่เอ่ยอะไร

เคลื่อนไหวได้ย่อมแสดงว่าไม่ได้ถูกทำให้สลบ ฟางหวาหมัวมัวค่อยเบาใจ แล้วหมุนตัวเดินออกไปโดยบอกว่า “หากมีเรื่องอันใด ไทเฮาทรงร้องเรียกหม่อมฉันนะเพคะ”

เหวินไทเฮามิได้เหนี่ยวรั้งคนสนิท ไม่ใช่ว่าไม่อยาก แต่ไม่รู้ว่าเมื่อครู่กู้เจาเป่ยป้ายอะไรลงบนไรผมนาง แม้นางจะขยับปากแต่กลับส่งเสียงไม่ออก อยากเคลื่อนไหวร่างกายยังยาก ทำได้เพียงยกมือนวดขมับอย่างเดียว

นางสัมผัสได้ว่าบริเวณนั้นเย็นเฉียบ

เหวินไทเฮาเกิดกลัวขึ้นมาเล็กน้อย หากกู้เจาเป่ยใช้ยาพิษฆ่านางตอนนี้จะเป็นอย่างไร

“เสด็จแม่ไม่ต้องกลัว นี่เป็นยาหมาเฟ่ยส่าน* แบบขี้ผึ้งเท่านั้น เสด็จแม่จะเพียงพระชิวหาชา ทรงคิดอ่านได้ไม่กระจ่างชัด ไม่ใช่ยาพิษแต่อย่างใด” กู้เจาเป่ยอธิบายให้ฟังอย่างเอื้อเฟื้อ “มีหรือลูกจะวางยาพิษปลงพระชนม์เสด็จแม่ลง หากเสด็จแม่สิ้นพระชนม์ไป คนสกุลเหวินก็มาคิดบัญชีกับลูกสิ พระอัยกาเหวินบิดาของเสด็จแม่มีทหารอยู่ในมือถึงเพียงนั้น ลูกยังมีเรื่องต้องพะวงอยู่”

เหวินไทเฮาโกรธจัด ทว่าเนื้อตัวอ่อนปวกเปียก ศีรษะก็เริ่มหนักอึ้ง ทำได้เพียงถลึงตาใส่อีกฝ่ายอย่างเดือดดาลเท่านั้น

“ลูกยังพูดไม่จบ ให้คนนอกได้ยินจะไม่ดี เพราะนี่เป็นความลับของราชวงศ์” กู้เจาเป่ยมองนาง “องค์ชายหกถูกแทงทะลุท้องสินะ กระบี่เล่มนั้นมีนามว่า ‘ชื่อชิง’ เป็นยอดกระบี่ที่คมกริบอย่างยิ่ง หลังลอบสังหารองค์ชายหกแล้ว กระบี่เล่มนั้นถูกทางวังหลวงยึดไว้ ลูกเพิ่งหาเจอเมื่อเร็วๆ นี้เอง กำลังคิดอยู่ทีเดียวว่าจะถวายเสด็จแม่เป็นที่ระลึกดีหรือไม่”

เสิ่นกุยเยี่ยนทนมองภาพตรงหน้าต่อไปไม่ไหวจึงหันหน้าไปอีกทาง กู้เจาเป่ยจงใจขยี้แผลเหวินไทเฮา ภาพสตรีมีอายุนอนตัวสั่นเทิ้มอยู่บนเตียงด้วยความโมโหแต่ทำอะไรไม่ได้ เสิ่นกุยเยี่ยนมองแล้วรู้สึกว่าช่าง…

ช่างวิเศษอะไรอย่างนี้

นางรีบไปยกม้านั่งมาตั้งตรงมุมที่เห็นอากัปกิริยาของเหวินไทเฮาได้ชัดที่สุด แล้ววางป้ายวิญญาณของจวงเฟยกับครอบครัวซื่อสี่ลงบนนั้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ก่อนจะค้อมกายคำนับอย่างนอบน้อม

วิญญาณผู้วายชนม์ได้เห็นภาพนี้ก็น่าจะรู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายสินะ

กู้เจาเป่ยบรรยายให้เหวินไทเฮาฟังโดยละเอียดทีละขั้นทีละตอนว่าวางแผนฆ่ารัชทายาทอย่างไร จากนั้นก็ขอบคุณนางที่ช่วยประคับประคองตนมาตลอดทาง

กว่าจะฟังมาถึงตอนท้ายๆ เหวินไทเฮาก็หมดสติไม่สมประดี กู้เจาเป่ยเอื้อมมือไปบีบร่องเหนือริมฝีปากของอีกฝ่าย ปลุกนางขึ้นมาแล้วพูดต่อ “ลูกยังพูดไม่จบเลย”

ในที่สุดเหวินไทเฮาก็มีอาการลมกักเพราะท่วงท่าการบรรยายอันเห็นภาพสมจริงของกู้เจาเป่ย สติของนางขาดหาย มุมปากบิดเบี้ยว เอ่ยอะไรออกมาไม่ได้อีก

กู้เจาเป่ยมองนางนอนกระตุกอยู่สักพักก็ลุกขึ้นเดินไปยืนข้างเสิ่นกุยเยี่ยนแล้วค้อมศีรษะน้อยๆ ให้ป้ายวิญญาณบนม้านั่ง “พอแล้วล่ะ”

ตอนที่ได้ยินสามีบอกว่าเขามีวิธีทำให้เหวินไทเฮาล้มป่วยตามธรรมชาติ ไม่สามารถพูดจาได้อีก นางยังนึกฉงนสงสัยว่าเขาจะใช้ยาพิษประหลาดๆ อะไรเสียอีก

ไม่นึกเลยว่าจะพูดยั่วโมโหจนเหวินไทเฮาเป็นโรคลมกักไปต่อหน้าต่อตา

เป็นอย่างไรเล่า เหวินไทเฮาบอกว่าจะออกคำสั่งปลดข้าไปอยู่ตำหนักเย็น ทีนี้ก็ทำไม่ได้อีกแล้ว

ถึงได้บอกว่าคนเรานั้นหากใจคอคับแคบเกินไปก็เท่ากับทรมานตนเอง มีแต่จะโมโหจนลมจุกอกให้คนอื่นสะใจเล่นเท่านั้น

กู้เจาเป่ยจับมือนางพลางบอกอย่างอ่อนโยน “เอามืออุดหูไว้นะ”

นางมองเขาอย่างกังขา แต่กระนั้นก็ยังยกมือขึ้นปิดหูตามที่เขาบอก

กู้เจาเป่ยลุกขึ้นยืน สูดหายใจลึกๆ ทีหนึ่ง ผนึกลมปราณไว้ที่ท้องน้อยแล้วตะโกนดังลั่น “เสด็จแม่!”

ขนาดอุดหูเอาไว้ยังสะดุ้งโหยง ส่วนเหวินไทเฮาผู้นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงสะท้านเฮือกหนึ่ง กู้เจาเป่ยถลาไปเกาะขอบเตียงอย่างรวดเร็วปานฟ้าแลบแล้วร้องไห้โฮ

ประตูห้องถูกผลักออก ฟางหวาหมัวมัวนำองครักษ์วิ่งกรูเข้ามาก่อนมองเจ้านายอย่างตื่นตระหนก “เกิดอะไรขึ้น”

กู้เจาเป่ยร่ำไห้ด้วยความสะเทือนใจ “ลูกก็แค่บอกว่ายินดีให้เสด็จแม่ทรงกุมอำนาจในราชสำนักอีกครั้ง เสด็จแม่ดีพระทัยมากจนถึงกับทรงหมดพระสติไปเชียวหรือ เร็ว! รีบไปตามหมอหลวงมาเดี๋ยวนี้!”

เสียงร้องไห้ดังระงมไปทั่วตำหนักบูรพา หัวหน้าสำนักหมอหลวงกัวมาดูอาการด้วยตนเอง พอวินิจฉัยว่าเหวินไทเฮาเป็นโรคลมกัก ฟางหวาหมัวมัวก็เหลือบตามองฮ่องเต้

กู้เจาเป่ยทอดถอนใจอย่างเศร้าเสียดาย “เราก็ไม่อยากเห็นเสด็จแม่ทรงเป็นเช่นนี้เหมือนกัน แต่จะทำอย่างไรได้ เสด็จแม่ทรงล้มไปเช่นนี้มีแต่ต้องยกอำนาจฝ่ายในให้เหนียนไทเฮาทรงปกครองเท่านั้น ส่วนงานต่างๆ ของฝ่ายหน้าเราจะจัดการให้ดีเอง”

พระองค์เป็นผู้ทำให้ไทเฮาโมโหจนเป็นโรคลมกักชัดๆ! ฟางหวาอยากก้าวออกมาเปิดโปงเหลือเกิน แต่ก็ฉุกคิดได้ว่าไทเฮาพูดจาไม่ได้แล้ว ส่วนนางเป็นเพียงนางกำนัลผู้หนึ่ง พูดไปก็เปล่าประโยชน์ มีแต่จะหาข้ออ้างให้ฮ่องเต้ลงโทษนางด้วยซ้ำ

ดังนั้นฟางหวาหมัวมัวจึงปิดปากเงียบ

กู้เจาเป่ยตวัดสายตามองหมัวมัวสูงวัย แล้วกำชับให้หมอหลวงดูแลเหวินไทเฮาให้ดี จากนั้นก็พาเสิ่นกุยเยี่ยนเดินออกไป

ระหว่างเดินออกจากตำหนักท่ามกลางสายตาที่จับจ้องของทุกคน ฮ่องเต้มิได้รู้สึกร้อนตัวแม้แต่น้อย โรคอย่างลมกักนั้น ผู้ใดก็ควบคุมไม่ได้ทั้งสิ้นถูกต้องหรือไม่ ไม่มีผู้ใดกล่าวหาว่าเป็นฝีมือเขาหรอก วิธีนี้ใช้ได้ดีกว่าการใช้ยาพิษมากนัก

เสิ่นกุยเยี่ยนอุ้มป้ายวิญญาณให้กู้เจาเป่ยโอบเอวพาเดิน เมื่อออกจากอาณาเขตตำหนักบูรพามาถึงถนนในวังหลวงที่ว่างเปล่าไร้คน บุรุษข้างกายก็หันมากอดนางไว้แน่นจนลมหายใจอุ่นร้อนพวยพุ่งมากระทบใบหู

“เยี่ยนเอ๋อร์ ข้าทำสำเร็จแล้ว”

นางชะงัก อุ้มป้ายวิญญาณเต็มสองมือยืนไม่ถนัด แต่คนผู้นี้กลับกอดนางแน่นไม่ยอมปล่อย

“ตาแก่อย่างเสด็จพ่อตั้งตารอวันนี้มานานแล้ว ข้าก็ด้วย นับแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปข้าสามารถทำสิ่งที่อยากทำ เอาใจคนที่อยากเอาใจได้แล้ว”

เพียงแค่ฟังยังเบิกบานตามไปด้วย เสิ่นกุยเยี่ยนยืนยิ้มปล่อยให้เขากอด รู้สึกอุ่นอวลในใจ การรอคอยอันยาวนานมิได้สูญเปล่า เขาไม่ทำให้นางผิดหวังจริงๆ

กู้เจาเป่ยเงยหน้าขึ้นมองนางด้วยดวงตาพราวระยับ จังหวะที่กำลังจะก้มหน้าประทับจุมพิตบนกลีบปากนุ่ม เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากด้านข้าง

“ฝ่าบาท”

ทั้งคู่หันไปมอง เห็นฮวาผินเดินฉับๆ เข้ามาอย่างเร่งร้อน ท่าทางประดักประเดิดกับสภาพของทั้งคู่อยู่เล็กน้อย ก่อนจะก้มหน้ารายงาน “เมื่อครู่หม่อมฉันยืนอยู่ด้านนอกตำหนักบูรพามาพักหนึ่ง เห็นฟางหวาหมัวมัวถือป้ายตำหนักบูรพาเดินออกมา ดูจากทิศทางน่าจะออกจากวังหลวงเพคะ”

เสิ่นกุยเยี่ยนใจเต้นแรง ขณะที่กู้เจาเป่ยเม้มปาก “เข้าใจแล้ว อีกประเดี๋ยวราชบัณฑิตฟู่กับแม่ทัพอวี่เหวินจะต้องเข้าวังหลวง เราเตรียมการไว้รับมือแล้ว”

ไทเฮาล้มป่วยด้วยโรคลมกักย่อมสร้างคลื่นลูกใหญ่ขึ้นในราชสำนัก ราชบัณฑิตฟู่จะต้องมาดูแน่

คนจากต่างแคว้นใกล้มาถึงแล้ว หากมีข่าวลือแพร่ออกไปว่าเขาทำร้ายเหวินไทเฮาจะแย่กันไปใหญ่ สู้เปิดประตูตำหนักบูรพาให้ทุกคนเข้าไปเยี่ยมไข้ได้จะดีกว่า

“เยี่ยนเอ๋อร์ เจ้าไปที่ตำหนักอุดรก่อน” เขาหันไปบอกเสิ่นกุยเยี่ยน “ข้าจะไปรอที่ห้องทรงพระอักษรกับฮวาผิน”

“เพคะ” เสิ่นกุยเยี่ยนค้อมศีรษะพลางย่อกายคารวะฮ่องเต้ แล้วอุ้มป้ายวิญญาณออกเดินต่อ

ถึงจะเสียดายอยู่บ้างที่พลาดจุมพิตอันอ่อนโยน แต่อย่างไรเสียเหวินไทเฮาก็ถูกโค่นแล้ว ต่อไปยังมีโอกาสอีกมาก

เป่าซั่นมารออยู่ข้างหน้า หลังรับป้ายวิญญาณไปตั้งให้เรียบร้อยก็ประคองเสิ่นกุยเยี่ยนเดินไปที่ตำหนักเหนียนไทเฮาอย่างตื่นเต้นร่าเริง

“วันนี้ดวงวิญญาณของคนมากมายในตำหนักซิ่วจวงที่ต้องตายอย่างไม่เป็นธรรมคงหายคับแค้นแล้วนะเจ้าคะ นายหญิงก็ไม่ต้องเป็นกังวลว่าจะมีคนคอยขัดขวางไม่ให้ฝ่าบาททรงโปรดปรานท่านอีกต่อไปแล้ว”

เสิ่นกุยเยี่ยนเหลือบมองสาวใช้แล้วส่ายหน้า “ไม่ง่ายดายอย่างที่เจ้าคิดหรอก”

“พอไม่มีเหวินไทเฮา ทุกอย่างก็เรียบง่ายขึ้นหมดไม่ใช่หรือเจ้าคะ” เป่าซั่นขมวดคิ้ว “หรือจะยังมีปัญหาใดอีก”

เสิ่นกุยเยี่ยนสั่นศีรษะก่อนกล่าวยิ้มๆ “บัลลังก์ที่ฝ่าบาทประทับมีปัญหารุมกลุ้มเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ต่อให้ไม่มีเหวินไทเฮา ฝ่าบาทก็ไม่อาจทรงทำสิ่งที่อยากทำได้โดยอิสระ ฝ่าบาททรงทราบดีว่าต้องก้าวเดินอย่างไร”

เป่าซั่นทำหน้าม่อยพลางขยำพู่ห้อยเอว “บ่าวนึกว่านายหญิงจะได้ขึ้นไปมีตำแหน่งสูงส่งแล้วเสียอีก”

“หากก้าวเท้ายาวเกินไปจะเดินได้ไม่มั่นคง” เสิ่นกุยเยี่ยนมองตำหนักบูรพาที่อยู่เบื้องหน้า “ค่อยเป็นค่อยไปดีกว่า”

ขอเพียงกู้เจาเป่ยมีข้าอยู่ในใจ เห็นข้าสำคัญเหนือผู้อื่น อนาคตของข้าก็จะไร้ขีดจำกัด

ประตูตำหนักของเหนียนไทเฮาปิดสนิท มีองค์หญิงตวนเหวินยืนหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ด้านนอก พอเห็นเสิ่นกุยเยี่ยนก็รีบเดินปรี่มาหา “กุยเยี่ยน รีบเข้าไปดูเสด็จแม่เร็ว หลังกลับจากราชสำนัก เสด็จแม่ก็ทรงปิดประตูขังพระองค์เองในตำหนักมาจนป่านนี้ ข้าพูดอย่างไรก็ไม่ทรงยอมเปิดประตูให้”

เสิ่นกุยเยี่ยนชะงัก วันนี้เหนียนไทเฮาได้ครองตำแหน่งไทเฮาอย่างเต็มภาคภูมิควรดีใจถึงจะถูกมิใช่หรือ

บทที่ 128 ไหนเล่าอิสรภาพ

เมื่อเข้าไปดูใกล้ๆ ก็พบว่าข้างในตำหนักเงียบสงัด พอมองผ่านลวดลายแกะสลักบนบานประตูก็เห็นเหนียนไทเฮาคุกเข่าบนพื้นหน้าโต๊ะวางกระถางธูป ขมวดผมมุ่นมวย สวมชุดสีขาว

บนโต๊ะวางกระถางธูปตั้งแผ่นไม้เปล่าๆ ไว้แผ่นหนึ่ง หากเสิ่นกุยเยี่ยนจำไม่ผิดน่าจะมีไว้บูชาดวงวิญญาณของอดีตฮ่องเต้ ด้วยระเบียบกฎเกณฑ์ทำให้ไม่อาจตั้งป้ายวิญญาณเองได้ จึงไม่กล้าสลักอะไรไว้บนแผ่นป้ายทั้งสิ้น

ที่ผ่านมาเสิ่นกุยเยี่ยนคิดว่าเหนียนไทเฮาคงไม่เศร้าเสียใจเท่าใดนัก ต่อให้อดีตฮ่องเต้เสด็จสู่สรวงสวรรค์ ราชสำนักแปรปรวน ช่วงที่ยังทำงานอยู่ในตำหนักอุดร นางไม่เคยเห็นเหนียนไทเฮาแสดงอารมณ์ใดออกมาทางสีหน้าเป็นพิเศษ จึงคิดไปว่าความรู้สึกที่อีกฝ่ายมีต่ออดีตฮ่องเต้มิได้ลึกซึ้งมากมาย ภายในวังหลวงที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีของเหล่าสตรี ฮ่องเต้มีหญิงงามนับไม่ถ้วนห้อมล้อม จะหาความรักที่มีเพียงใจเดียวจากที่ใดได้

ทว่าเวลานี้เหนียนไทเฮากำลังคุกเข่าอยู่หน้าโต๊ะวางกระถางธูปในอาภรณ์เรียบง่ายไร้ความวิจิตร ดูไม่เหมือนไทเฮาผู้มีชีวิตอันสูงส่งหรูหราแม้แต่น้อย กลับดูอ้างว้างไร้ที่พึ่งพิง เหมือนเด็กสาวอายุสิบเจ็ดสิบแปดที่เพิ่งเข้ามาอยู่ในวังหลวงมากกว่า

ฝ่ายนั้นเอ่ยขึ้น “ท่านมันคนเห็นแก่ตัว”

เหนียนไทเฮาพูดกับแผ่นไม้นั้นโดยไร้คำเรียกขาน ทว่ากลับทำให้ตวนเหวินที่อยู่ด้านนอกตาแดงก่ำ

“คนตายต้องกลัวอะไรเล่า ความเจ็บปวดทั้งหมดตกอยู่กับคนที่ยังต้องมีชีวิตต่อไปต่างหาก ท่านรักข้ามาทั้งชีวิต ข้าเองก็รักท่านมาทั้งชีวิต แต่ในตอนสุดท้ายท่านกลับไม่ยอมให้ข้าร่วมทางไปกับท่านด้วย”

เสียงแหบพร่านั้นพึมพำแผ่วหวิว คล้ายวันวานในวัยสะพรั่งที่เคยแย้มยิ้มอิงอกเขา กระซิบข้างหูกันเบาๆ

“ท่านทราบได้อย่างไรว่าสิ่งที่ข้าต้องการคือชีวิตหรูหราสูงส่ง…ไม่ใช่ท่าน”

เหนียนไทเฮาเงยหน้า หยาดน้ำตาร่วงพรู มองป้ายไม้เปล่านั้นด้วยสีหน้าขมขื่นร้าวราน คล้ายคั่งแค้นและเจ็บปวดระคนกัน

ตอนเขาจากไป นางไม่ได้อยู่ข้างกายด้วยซ้ำ ใช่ว่านางไม่อยากไปอยู่กับเขา แต่เขาไม่ยอมให้นางไป

เวลานี้โอรสของเขาและนางรู้จักวางแผนดำเนินกลยุทธ์เก่งกว่าเขามาก มิหนำซ้ำเพิ่งจะขึ้นครองราชย์ได้ไม่นานก็สามารถชิงอำนาจจากมือเหวินไทเฮาได้แล้ว เขาที่มองลงมาจากสวรรค์คงจะมีความสุขสินะ แต่นางเล่า นางไม่มีความสุข บุรุษที่รักจากไปแล้ว ทิ้งนางให้เดียวดายอยู่ในตำหนักแห่งนี้คนเดียว ภาพที่เห็นเมื่อหลับฝันกลางดึกล้วนแต่เป็นฉากที่นางกับเขาเคยอยู่ร่วมกันทั้งสิ้น แล้วจะให้นางมีความสุขได้อย่างไร

เสียงสะอื้นดังลอดประตูหน้าต่างออกมาด้านนอกแผ่วๆ

เสิ่นกุยเยี่ยนชะงัก แล้วถอยออกมาสองสามก้าว ตวนเหวินกัดฟันคว้าแขนนางแล้วหมุนตัวลากไปที่สวนดอกไม้ด้วยกัน

ข้าช่างไม่รู้กาลเทศะเอาเสียเลย เสด็จแม่ทรงกำลังเศร้าโศก จะไปรบกวนได้อย่างไร

สมัยเด็กๆ ตวนเหวินเคยเห็นภาพความรักใคร่ระหว่างอดีตฮ่องเต้กับเหนียนไทเฮามาไม่น้อย กระทั่งตนเองคิดถึงยังอดปวดใจไม่ได้ นางลากเสิ่นกุยเยี่ยนออกมาจากตรงนั้นแล้วยืนในสวนดอกไม้อยู่พักใหญ่กว่าอารมณ์จะสงบลง

“วันนี้วันมงคลแท้ๆ แต่ตำหนักในกลับอึมครึมเสียจริง” ตวนเหวินเบ้ปาก “ทุกคนควรดีใจไปกับเสด็จพี่ไม่ใช่หรือ แผนการปกครองใหม่เริ่มทดลองใช้แล้ว นับจากนี้ไปจะไม่มีผู้ใดในแผ่นดินกล้าดูถูกเขาอีก”

เสิ่นกุยเยี่ยนพยักหน้า “ควรดีใจไปกับฝ่าบาทจริงๆ นั่นล่ะเพคะ แต่เหวินไทเฮาประชวรด้วยโรคลมกัก ส่วนเหนียนไทเฮาก็ทรงโศกเศร้าถึงเพียงนี้ ทุกคนเลยร่าเริงไม่ออก ไว้คณะทูตจากต่างแคว้นเข้าราชสำนักมาถวายราชบรรณาการคงจะมีงานเลี้ยงสนุกๆ ให้ได้รื่นเริงเฉลิมฉลองกัน”

แต่ประเด็นสำคัญที่เข้าหูตวนเหวินกลับมิใช่งานเลี้ยงต้อนรับคณะทูตจากต่างแคว้น นางเบิกตากว้าง “เหวินไทเฮาทรงเป็นโรคลมกัก?”

“เพคะ” เสิ่นกุยเยี่ยนพยักหน้า “พูดจาไม่ได้ ได้แต่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง”

กรรมตามสนองแล้ว! ในใจตวนเหวินมีเพียงประโยคนี้

สูญเสียอำนาจในราชสำนักแล้วยังเป็นโรคลมกัก จะรักษาให้หายได้หรือไม่นั้นพักไว้ก่อน แต่ด้วยความสามารถของเสด็จพี่ ต่อให้เหวินไทเฮาหายประชวรได้จริง กว่าจะถึงเวลานั้นแผ่นดินก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงแล้ว

ตวนเหวินปรบมือเบาๆ ในตอนนั้นตนเองตาแหลมไม่ใช่เล่น คนจุกจิกช่างเลือกอย่างนางถึงไปถูกใจกู้เจาเป่ยได้

แม้จะเป็นพี่ชายร่วมบิดาก็ตาม

“เสด็จแม่เหวินทรงเป็นเช่นนี้ก็ไม่มีผู้ใดมาเร่งรัดให้ข้าออกเรือนแล้ว” ตวนเหวินยิ้ม “ตอนแรกเสด็จแม่เหวินยังตั้งพระทัยจะหาราชบุตรเขยให้ข้าตอนคณะทูตจากต่างแคว้นมามอบเครื่องราชบรรณาการอยู่เลย”

เสิ่นกุยเยี่ยนเลิกคิ้ว “พวกคนต่างแคว้นอยู่ไกลจากเมืองหลวงนับพันหลี่ เวลานี้บ้านเมืองก็แข็งแกร่ง ไม่จำเป็นต้องแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์นี่เพคะ”

“ก็ไม่จำเป็นหรอก” ตวนเหวินร้องหึเบาๆ “แต่หากออกเรือนไปอยู่ไกลโพ้น อำนาจทางการทหารในมือข้าก็ต้องกลับไปอยู่ในมือไหวหนานอ๋องดังเดิม เมื่อเป็นเช่นนี้เสด็จพี่ก็จะมีกำลังหนุนน้อยลงอย่างไรเล่า”

นี่เป็นแผนการแต่เดิมของเหวินไทเฮา แต่เสด็จพี่ของนางเฉียบขาด ยึดคติจับโจรต้องจับหัวหน้าก่อน พุ่งเป้าเล่นงานเหวินไทเฮาโดยตรง ปัญหาต่างๆ จึงไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป

เสิ่นกุยเยี่ยนระบายยิ้มบางๆ อดภาคภูมิใจไม่ได้ที่มีสามีฉลาดเฉียบแหลมถึงเพียงนี้

“จริงสิ ในเมื่อเสด็จแม่เหวินทรงนอนแน่นิ่งตรัสอะไรไม่ได้ เสด็จพี่ก็น่าจะทรงแต่งตั้งเจ้าเป็นฮองเฮาได้แล้วกระมัง” ตวนเหวินยิ้มละไม “ในพิธีสถาปนาฮองเฮา ข้าจะรับหน้าที่อารักขาเจ้าเอง”

“ยังเร็วไปเพคะ” เสิ่นกุยเยี่ยนส่ายหน้า “ไว้ถึงตอนนั้นค่อยว่ากันอีกที”

เหวินไทเฮาล้มลงแล้วก็จริง แต่อำนาจที่หลงเหลือยังไม่หมดไปเสียทีเดียว ประกอบกับต้องรอต้อนรับคณะทูตจากต่างแคว้น ต่อให้กู้เจาเป่ยมีใจจะแต่งตั้งนางจริงก็น่าจะต้องรอช่วงกลางปีกระมัง

“มองตาก็รู้แล้วว่าเจ้ากำลังคิดถึงเสด็จพี่แน่ๆ” ตวนเหวินขยิบตาอย่างทะเล้นซุกซน “ข้าไม่ทำให้เจ้าเสียเวลาแล้ว กลับไปอยู่กับเสด็จพี่เถิด ทางด้านเสด็จแม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้า คืนนี้เป็นคืนที่น่ายินดีของเจ้ากับเสด็จพี่ต่างหาก”

ใบหน้าเนียนแดงวาบ เสิ่นกุยเยี่ยนถลึงตาใส่อีกฝ่ายอย่างเคืองๆ คราหนึ่ง ขณะที่องค์หญิงตวนเหวินวิ่งจากไปอย่างรวดเร็วราวกับติดปีก

คืนนี้หรือ ความจริงลองนับดูก็ใช่เสียด้วย หลังจากที่นางตั้งครรภ์ หมอหลวงบอกว่าสามเดือนแรกจะร่วมเตียงไม่ได้ อีกทั้งที่ผ่านมากู้เจาเป่ยยังยุ่งอยู่กับการวางกลยุทธ์ เขาและนางจึงไม่ได้ชิดใกล้กันมานานเต็มทีแล้ว

เสิ่นกุยเยี่ยนหมุนตัวเดินกลับตำหนักซิ่วจวงด้วยรอยยิ้มตรงมุมปาก ในใจวางแผนเตรียมไว้ ตั้งใจว่ากลับไปจะเตรียมตัวให้ดี

 

ทางด้านกู้เจาเป่ยกำลังยืนอยู่ในตำหนักบูรพาโดยมีฮวาผินเคียงข้าง ราชบัณฑิตฟู่กับอวี่เหวินฉางชิงมาดูอาการเหวินไทเฮาแล้วต่างเงียบขรึมทั้งคู่

“เราจะปรนนิบัติดูแลเสด็จแม่ให้ดี” เขาเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “ขุนนางรักทั้งสองวางใจได้”

ราชบัณฑิตฟู่รู้อยู่เต็มอกว่าเป็นฝีมือของฮ่องเต้ แต่จนใจที่หมอหลวงตรวจแล้วไม่พบเหตุผิดปกติ เขาจึงไม่มีหลักฐานเอาผิดได้

“กระหม่อมจะไปหารือกับพระมาตุลาเหวินเรื่องถวายปรนนิบัติไทเฮาก่อน แล้วค่อยมาถวายรายงานฝ่าบาทในวันพรุ่งนี้” ราชบัณฑิตฟู่ค้อมคำนับแล้วหันไปมองอวี่เหวินฉางชิง “ท่านแม่ทัพอวี่เหวินจะออกจากวังหลวงพร้อมกับข้าหรือไม่”

“แน่นอน” แม่ทัพหนุ่มหลุบตาลง “ฝ่าบาท กระหม่อมทูลลา”

“กระหม่อมทูลลา” ราชบัณฑิตฟู่ค้อมคำนับด้วยเช่นกัน

กู้เจาเป่ยพยักหน้า มองจนทั้งคู่เดินออกไปแล้วจึงค่อยพาฮวาผินกลับไปที่ห้องทรงพระอักษร

“ไทเฮาประชวรด้วยโรคลมกักเสียแล้ว พวกเราควรทำเช่นไรดี” ความกลัดกลุ้มกระจายเต็มใบหน้าผู้สูงวัย “พระอัยกาเหวินอยู่ไกลนับพันหลี่ ส่วนพระมาตุลาเหวินก็เป็นหัวเรือใหญ่ให้ไม่ได้ ท่านแม่ทัพอวี่เหวินคิดเห็นประการใด”

อวี่เหวินฉางชิงทำหน้าจริงจัง “ก่อนที่ไทเฮาจะทรงกลับมาแข็งแรงดังเดิม พวกเราสองคนทำได้เพียงรับมือไปพลางๆ ก่อน ไม่มีทางเลือกอื่น ผู้น้อยจะแนะนำคนที่ทูลเสนอไทเฮาในคราก่อนแก่พระอัยกาเหวินโดยเร็วที่สุด ไว้คนผู้นั้นได้รับตำแหน่งสำคัญและไทเฮาทรงแข็งแรงขึ้นแล้ว การจะทำให้ราชสำนักกลับคืนสู่สภาพเดิมย่อมไม่ใช่เรื่องยาก”

ราชบัณฑิตฟู่ลูบเคราพลางขมวดคิ้ว “ตอนไปสังเกตเสิ่นซื่อที่จวนสกุลกู้แทนไทเฮาในอดีต ข้าก็คิดอยู่แล้วว่าสตรีผู้นี้โดดเด่นกว่าผู้อื่น อาจมีดวงส่งเสริมสามีจริงๆ ก็ได้”

ก็สามารถส่งเสริมคุณชายจอมเสเพลเยี่ยงกู้เจาเป่ยจากคนเหลวไหลไม่เอาไหนจนกลายเป็นฮ่องเต้ได้นี่นะ

ซ้ำยังเป็นฮ่องเต้ที่กุมอำนาจแท้จริงอีกด้วย

อวี่เหวินฉางชิงชะงักก่อนจะหัวเราะเบาๆ “ราชบัณฑิตผู้สูงส่งอย่างท่านก็เชื่อข่าวลือในหมู่ชาวบ้านด้วยหรือ”

“ไม่เชื่อไม่ได้จริงๆ” ขุนนางชราหรี่ตา “ไม่ว่าจะจริงหรือเท็จ ข้าก็เห็นว่าจะปล่อยให้เสิ่นกุยเยี่ยนเป็นฮองเฮาไม่ได้ แต่เดิมเหวินไทเฮาก็ทรงสกัดปิดทางนางมาตลอด พวกเราควรสืบสานพระเจตนารมณ์ต่อไป”

คนด้อยปัญญาก็คือคนด้อยปัญญา เรื่องระดับบ้านเมืองแท้ๆ กลับโยนให้เป็นความผิดของสตรีผู้หนึ่งทั้งหมด อวี่เหวินฉางชิงยังคงประดับรอยยิ้มบนใบหน้าพลางหัวเราะเบาๆ “ใต้เท้าฟู่ประสงค์จะทำอย่างไร ผู้น้อยไม่มีความเห็นเป็นอื่นทั้งสิ้น เช่นนั้นเรื่องในกองทัพ…”

“ข้ามันขุนนางบุ๋น ไม่ใช่แม่ทัพนายกอง” อีกฝ่ายยิ้ม “งานฝ่ายบุ๋นข้าจะจัดการเอง งานฝ่ายบู๊ขอยกให้ท่านแม่ทัพอวี่เหวินกลัดกลุ้มก็แล้วกัน”

“ได้ขอรับ” อวี่เหวินฉางชิงล้วงจดหมายแนะนำออกจากอกเสื้อ แล้วมองราชบัณฑิตฟู่ “ผู้น้อยยืนยันเรื่องนี้เพียงคนเดียว พระอัยกาเหวินคงไม่เห็นเป็นเรื่องจริงจัง ต้องรบกวนให้ใต้เท้าฟู่ช่วยประทับลายนิ้วมือบนจดหมายฉบับนี้อีกคน จะได้ส่งออกไปในวันพรุ่งนี้”

“ไม่มีปัญหาๆ” เนื่องจากร่วมงานกันมาหลายปี ราชบัณฑิตฟู่จึงไม่ระแวงสงสัยแม่ทัพหนุ่มแต่อย่างใด พอรับจดหมายมาแล้วก็ประทับลายนิ้วมือลงไป

“ใต้เท้าฟู่ฟู่ค่อยๆ เดินนะขอรับ ดูท่าผู้น้อยจะทำกระบี่คู่ใจตกที่ตำหนักบูรพา ต้องขอกลับไปเอาก่อน” อวี่เหวินฉางชิงรับจดหมายมาเก็บไว้แล้วรั้งฝีเท้าพลางกล่าวยิ้มๆ

“ได้” ราชบัณฑิตฟู่มัวแต่ห่วงเหวินไทเฮา จึงหมุนตัวเดินออกไปก่อนโดยไม่ถามอะไรมาก

อวี่เหวินฉางชิงค่อยๆ เดินไปทางห้องทรงพระอักษรอย่างใจเย็น

“เจ้าทำความดีความชอบใดไว้ เราจำได้หมด” ภายในห้องทรงพระอักษร กู้เจาเป่ยกำลังทอดสายตามองฮวาผิน “ตอนที่ยังไม่ได้ขึ้นครองราชย์ หากเจ้าไม่ได้อยู่ในหอเงาบุปผาเมามัว เราคงไม่มีทางได้เป็นรองเสนาบดีกรมอาญาอย่างราบรื่น คิดๆ ดูแล้วตอนนั้นได้มีหน้ามีตาอยู่พักใหญ่เลยทีเดียว”

ฮวาผินเม้มปากมองเขา “หม่อมฉันเต็มใจทำเพคะ”

“บัดนี้การใหญ่ลุล่วงแล้ว เหลือแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น เจ้ากับสีกุ้ยเหรินไม่ต้องอยู่ทำงานให้เราต่อไปแล้วล่ะ เราว่าถ้าอย่างไรมอบทองคำให้พวกเจ้าคนละหนึ่งพันตำลึง แล้วส่งพวกเจ้ากลับไปใช้ชีวิตที่เหลือที่บ้านเกิดดีหรือไม่”

ฮวาผินเงยหน้าขึ้นอย่างตกใจ “ฝ่าบาททรงไม่ประสงค์ให้พวกหม่อมฉันอยู่ข้างพระวรกายแล้วหรือเพคะ”

กู้เจาเป่ยกระอักกระอ่วนเล็กน้อย “ใช่ว่าเราไม่อยาก แต่ตำหนักในไม่ใช่ที่ที่เหมาะกับพวกเจ้า”

เห็นเขาทำเหมือนเสร็จเรื่องก็ถีบหัวเรือส่ง ฆ่าลาเมื่อเสร็จงานโม่แป้ง* ทว่าความจริงแล้วไม่ใช่ เขาและพวกสตรีในหอเงาบุปผาเมามัวไม่เคยมีความสัมพันธ์เกินเลย เพียงเห็นว่าพวกนางน่าสงสารจึงรับตัวไว้ให้อยู่ในหอเท่านั้น

หอเงาบุปผาเมามัวเป็นแหล่งข่าวที่เขาใช้เก็บความเป็นไปต่างๆ แม้บัดนี้จะได้ขึ้นครองราชย์ก็จะปิดที่นั่นทิ้งไม่ได้ กลับกันเขายังอยากฟังเรื่องราวจากปากพวกขุนนางมากขึ้น สตรีทุกคนที่อยู่ในนั้นเขาไม่เคยบังคับฝืนใจ เพียงแต่สุ่ยเซียนกับไป่เหอไม่อยากอยู่ที่นั่นต่อ เขาจึงรับเข้ามาอยู่ในวังหลวง

ไป๋หูจากไปแล้ว ตำหนักในไม่มีเหวินไทเฮาอีกต่อไป แต่ก็ยังมีสตรีอีกสารพัดรูปแบบ กู้เจาเป่ยยังรำลึกถึงบุญคุณที่มีต่อกัน ถึงได้ตั้งใจจะส่งพวกนางออกจากวังหลวง ให้นำทองคำไปใช้ชีวิตอย่างอิสรเสรีตามแต่ใจตนเองอยู่ข้างนอกไม่ดีกว่าหรือ

ทว่าฮวาผินมีความเห็นเป็นอื่น

ชีวิตหรูหราสุขสบายในวังหลวงนั้น คนที่เคยผ่านมากับตัวจะตัดใจจากไปลงหรือ มิหนำซ้ำพวกนางสามคนที่เข้าวังหลวง มีคนใดบ้างที่ไม่ได้มอบหัวใจให้กู้เจาเป่ยถึงตามเขาเข้ามาอยู่ในนี้

นางกับสีกุ้ยเหรินก็เจ็บปวดโศกเศร้าเช่นกันที่จวงเฟยมีอันเป็นไป แต่หากหัวใจอยู่ที่ฮ่องเต้เสียแล้ว ต่อให้ได้ทองคำไปใช้ชีวิตอิสระข้างนอกจะมีประโยชน์อะไรเล่า ในเมื่อหัวใจไม่เป็นอิสระก็มีแต่จะเฝ้าคิดถึงเขาไปชั่วชีวิต

“หม่อมฉันรับรองว่าจะไม่ทำตัวเกะกะฝ่าบาทกับเยี่ยนผินเด็ดขาดเพคะ” ฮวาผินกัดริมฝีปาก “ฝ่าบาทโปรดทรงเมตตาให้หม่อมฉันอยู่ในวังหลวงต่อไปด้วยเถิด”

กู้เจาเป่ยเลิกคิ้วน้อยๆ “เรานึกว่าพวกเจ้าชอบอยู่ข้างนอกมากกว่าเสียอีก”

ที่พวกเราชอบมากกว่าคือพระองค์ต่างหาก

ประโยคนั้นแล่นขึ้นมาถึงริมฝีปาก แต่ฮวาผินไม่กล้าพูดออกมา ดวงตาฉ่ำคลอไปด้วยหยาดน้ำเมื่อช้อนมอง “ขอฝ่าบาทโปรดทรงอนุญาตด้วยเถิดเพคะ!”

หลังจากลังเลอยู่สักพักกู้เจาเป่ยก็พยักหน้า เขาไม่ใช่คนรักเดียวใจเดียวอะไร แม้ตัวจริงจะไม่ได้เจ้าชู้เสเพลดังที่แสดงออก แต่ก็ไม่คิดว่าการมีสตรีอยู่ข้างกายมากมายจะเป็นสิ่งผิดบาปตรงที่ใด

 

* ลมกัก คือโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) แพทย์แผนจีนเปรียบอาการของโรคที่เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใดและเปลี่ยนแปลงรวดเร็วกับลมที่พัดแรงและแปรปรวน

* ยาหมาเฟ่ยส่าน เป็นชื่อของยาชาที่สกัดจากต้นกัญชา เชื่อกันว่าคนที่คิดค้นคือหมอฮว่าถัว (ฮัวโต๋ว) แพทย์ชื่อดังสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก

* ฆ่าลาเมื่อเสร็จงานโม่แป้ง เป็นคำเปรียบเปรย หมายถึงเมื่อบรรลุเป้าหมายแล้วก็ถีบหัวส่ง ลืมบุญคุณของผู้ที่เคยออกแรงเพื่อตน เฉกเช่นการฆ่าลาทั้งที่มันเพิ่งจะช่วยโม่แป้งเสร็จ

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 3 .. 66 เวลา 12.00 .

หน้าที่แล้ว1 of 6

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: