บทที่ 5
ต่อจากนั้นทุกคนก็นั่งล้อมวงดื่มชาพูดคุยสัพเพเหระกัน
ฉู่หลินหลางฟังจากคำสนทนาโต้ตอบกันก็เข้าใจอะไรได้รางๆ แล้ว
บิดาของคุณหนูอิ่นเสวี่ยฟางผู้นี้เคยเป็นเสมียนในเมืองเจียว ถึงเป็นขุนนางชั้นผู้น้อยมีตำแหน่งไม่สูง แต่มีข้อได้เปรียบที่ฐานะความเป็นอยู่นับว่ามั่งมี เขาปฏิบัติงานร่วมกับนายท่านผู้เฒ่าโจวซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชานานหลายปี
ส่วนหลิวซื่อมารดาของคุณหนูอิ่นก็เป็นสหายสนิทของจ้าวซื่อ สมัยที่นายท่านผู้เฒ่าโจวยังไม่ล่วงลับ ทั้งสองตระกูลไปมาหาสู่กันเสมอ พวกบุตรหลานก็เล่นด้วยกัน เช่นนี้นับได้ว่าอิ่นเสวี่ยฟางกับโจวสุยอันเป็นสหายกันมาตั้งแต่วัยเยาว์อย่างแท้จริง
ว่ากันว่าตอนอิ่นเสวี่ยฟางมีอายุครบหนึ่งร้อยวัน โจวสุยอันในวัยแปดขวบอุ้มทารกหญิงไว้ไม่ยอมวาง ร่ำร้องให้มารดาพากลับจวนไปเลี้ยงดู
น่าเสียดายที่ภายหลังนายท่านผู้เฒ่าโจวพัวพันกับการกระทำผิดจนถูกปลดจากตำแหน่ง มิหนำซ้ำยังต้องจ่ายเงินชดใช้ก้อนใหญ่ ท้ายที่สุดก็ล้มป่วยตายจากไป หญิงม่ายบุตรกำพร้าสกุลโจวจึงกลับไปยังอำเภอเจียงโข่วบ้านเกิดในชนบทจนขาดการติดต่อกับสกุลอิ่น
เดิมทีคุณหนูอิ่นผู้นี้ออกเรือนแล้ว แต่สามีอายุสั้น หลังแต่งงานไม่ถึงสองปีก็ตกม้าคอหักตาย
ครอบครัวสามีนางก็ใจร้ายใจดำ เอาแต่พูดว่าอิ่นเสวี่ยฟางดวงพิฆาตสามี วันทั้งวันด่าทอนางไม่หยุด ทั้งยังจะบังคับให้นางครองตัวเป็นหญิงม่ายและรับหลานชายในตระกูลมาเลี้ยงดูเป็นทายาทสืบสกุลของบุตรชายที่ล่วงลับไป
สกุลอิ่นทนเห็นบุตรสาวที่เพิ่งอายุสิบแปดปีต้องครองตัวเป็นหญิงม่ายตั้งแต่วัยสาวไม่ได้ จึงไปโวยวายกับครอบครัวสามีนางยกหนึ่งแล้วรับตัวนางกลับมา
เพราะตอนนั้นทะเลาะบาดหมางกับครอบครัวสามี มารดาสามีที่ใจร้ายใจดำผู้นั้นจึงทำลายชื่อเสียงของอิ่นเสวี่ยฟางไปทั่วทุกที่
สตรีที่ได้ชื่อว่าเป็นหญิงม่ายดวงแข็ง จะออกเรือนในวันหน้าย่อมเป็นเรื่องน่ากลัดกลุ้ม
หลังจากฉู่หลินหลางฟังความเป็นมาของสองแม่ลูกคู่นี้จนแจ่มแจ้งแล้วก็เห็นว่าตนเองเป็นส่วนเกินในวงสนทนา นางอ้างว่าจะไปผลัดเปลี่ยนอาภรณ์แล้วขอตัวออกจากเรือนมารดาสามีก่อน
ซย่าเหอเห็นนายหญิงมีท่าทางหงุดหงิดไม่สบอารมณ์อยู่บ้างก็กระซิบถาม “ฮูหยินใหญ่ ในเรือนฮูหยินผู้เฒ่ามีแขก ท่านไม่อยู่เป็นเพื่อน รีบกลับเรือนตนเองเช่นนี้ไม่ค่อยดีกระมังเจ้าคะ”
ฉู่หลินหลางล้างหน้าแล้วปาดน้ำออกแรงๆ จากนั้นก็แค่นเสียงเยาะคราหนึ่ง “แขกอะไรกัน คงนับญาติกันไปเรียบร้อยแล้ว ข้าไม่อยู่ที่นั่น พวกนางย่อมสะดวกใจกว่า”
ซย่าเหอทำตาปริบๆ พูดเสียงเบาอย่างกังวลใจอีกว่า “ท่านกำลังจะบอกว่า…ฮูหยินผู้เฒ่าจะรับอนุให้นายท่านของเรา…”
ฉู่หลินหลางไม่ปริปาก นางเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วก็หยิบตะกร้าเย็บปักมา ก้มหน้าก้มตาใช้ปลายนิ้วแยกเส้นไหม
ซย่าเหออดถอนหายใจไม่ได้ อันที่จริงจะกล่าวโทษฮูหยินผู้เฒ่าก็ไม่ได้ นายหญิงแต่งเข้าสกุลโจวมาเจ็ดปีแล้วกลับไม่มีทายาทสืบสกุลให้สกุลโจวมาโดยตลอด
ไม่ว่าสตรีจะดีงามปานใด ถ้าให้กำเนิดบุตรไม่ได้ก็คือความผิดข้อแรก โชคร้ายที่นายหญิงมีความผิดข้อแรกข้อนี้พอดี
จ้าวซื่อนั้นดูแคลนที่ฉู่หลินหลางมีชาติตระกูลต่ำต้อยมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ทว่าตอนนั้นบุตรชายยืนกราน อีกทั้งสกุลโจวก็อยู่ในช่วงตกอับ ในเมื่อท่อนไม้กลายเป็นเรือ* แล้ว นางก็ได้แต่ฝืนใจยอมรับลูกสะใภ้คนนี้
ใครจะคิดว่าแม้ลูกสะใภ้จะมีความสามารถ แต่กลับมีบุตรไม่ได้ สองสามปีมานี้จ้าวซื่อพยายามโน้มน้าวให้บุตรชายรับอนุ ทว่าเขาไม่รับปากสักที
ฉู่หลินหลางซาบซึ้งใจในเรื่องนี้อยางยิ่ง นางเองก็ทั้งหาหมอดื่มยาและไหว้พระขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ลับๆ หวังว่าสักวันหนึ่งจะมีทายาทสืบสกุลให้สามีได้
น่าเสียดายที่อำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์คงถูกใช้ไปหมดตั้งแต่ตอนนางรู้จักกับโจวสุยอัน หลายปีมานี้จึงไม่มีอะไรดีขึ้น
ซย่าเหอย่อมเข้าข้างคุณหนูใหญ่ของนาง บางครั้งก็อดคิดไม่ได้ว่าเป็นเพราะนายท่านโจวมีบุตรไม่ได้หรือไม่
แต่สามปีก่อนนี่เอง ครั้งหนึ่งโจวสุยอันออกไปข้างนอกแล้วพาเด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่งกลับมา บอกนายหญิงด้วยสีหน้าละอายใจว่าตอนเขายังไม่แต่งงานเคยไปดื่มสุราเคล้านารีกับสหายร่วมสำนักศึกษาแล้วเผลอไผลไปกับนางขับร้องที่อยู่เป็นเพื่อนดื่มสุราจนนางตั้งครรภ์ ตอนนี้นางขับร้องผู้นั้นป่วยเป็นโรคร้ายแรง เขาได้แต่พาเด็กหญิงคนนี้กลับมาอยู่สกุลโจว
เพราะเรื่องเกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว จู่ๆ มีเด็กน้อยคนหนึ่งโผล่มาเช่นนี้ ทำให้พวกซย่าเหอตกใจไปตามๆ กัน ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงฉู่หลินหลางซึ่งคิดมาโดยตลอดว่าสามีเป็นวิญญูชนผู้บริสุทธิ์สูงส่งไม่หมกมุ่นในทางโลกีย์
หากในช่วงแรกแต่งงานได้รู้ว่าสามีสำมะเลเทเมาอยู่ข้างนอกเช่นนี้ นายหญิงต้องโกรธจนทะเลาะกับนายท่านอย่างรุนแรงแน่นอน
ทว่าเวลานั้นพอเห็นเด็กหญิงตัวน้อยมีรูปโฉมคล้ายสามี นายหญิงของพวกนางก็ล้มป่วยไม่พูดไม่จาถึงสามวัน ต่อมานางยอมเอ่ยปากพูดกับซย่าเหอ แต่เป็นคำกล่าวเยาะหยันตนเองว่า…ที่แท้นางมีบุตรไม่ได้จริงๆ!
สามีประพฤติตัวเหลวไหล ทว่าเป็นผลจากความเจ้าชู้มากรักก่อนแต่งงาน จะถือสาหาความต่อไปก็เปล่าประโยชน์
หลังจากหมางเมินโจวสุยอันถึงสิบวัน ทั้งยังได้ยินเขาพูดรับรองไม่หยุดว่าตอนนั้นเมาสุราถึงได้ก่อเรื่องเหลวไหลไว้ วันหน้าจะไม่ทำผิดซ้ำสองอีกเด็ดขาด ฉู่หลินหลางก็ได้แต่ยอมรับความจริง รับเลี้ยงเด็กหญิงที่ชื่อว่ายวนเอ๋อร์คนนี้เป็นบุตรในนามของตน
เพื่อปิดบังความเหลวไหลตอนเป็นเด็กหนุ่มของโจวสุยอัน นางยังจงใจบอกอายุของเด็กหญิงคนนี้น้อยกว่าความเป็นจริงหนึ่งปี ตอนนี้ก็นับว่ามีอายุหกขวบแล้ว และภายหลังโจวสุยอันย้ายไปรับตำแหน่งตามที่ต่างๆ จึงปิดบังได้พอดี คนอื่นจะได้ไม่ซักไซ้ถึงเรื่องเหลวไหลสมัยก่อนของเขาอีก
คิดไม่ถึงว่าเพิ่งสงบสุขได้ไม่กี่ปี จ้าวซื่อจะสร้างความปั่นป่วนในเรือนให้นายหญิงต้องระคายใจอีกแล้ว
ฉู่หลินหลางล้างหน้าเสร็จแล้วก็เริ่มตัดผ้าเย็บคอเสื้อชุดขุนนาง ทั้งยังกำชับซย่าเหอให้แบ่งผ้าเช็ดหน้ากับปิ่นปักผมที่ตนซื้อมาเป็นสามส่วน มอบให้จ้าวซื่อมารดาสามี โจวหลิงซิ่วน้องสาวสามี และอิ่นเสวี่ยฟางแขกคนงามในเรือนมารดาสามีผู้นั้น
สำหรับบุตรสาวยวนเอ๋อร์ไม่ได้เครื่องประดับศีรษะพวกนี้ ฉู่หลินหลางซื้อหนังสือตำรากล่องเล็กกล่องหนึ่ง ทั้งยังมีกระดาษพู่กันให้นางเพียงคนเดียวดังเช่นที่ผ่านมา บอกให้ซย่าเหอนำไปให้
สาวใช้ที่รับใช้นางในห้องอีกคนมีชื่อว่าตงเสวี่ย อีกฝ่ายมีนิสัยเถรตรงปากไว เอ่ยปากถามขึ้นทันที “ฮูหยินใหญ่ หรือท่านไม่ทราบว่าฮูหยินผู้เฒ่ามีเจตนาอะไร ท่านยื่นไมตรีให้คุณหนูอิ่นผู้นั้นเช่นนี้จะมิใช่เป็นการอนุญาตกลายๆ หรือ”
ฉู่หลินหลางร่างแบบบนผ้าอย่างคล่องแคล่วว่องไว นางกล่าวขึ้นทั้งเป็นเชิงอธิบายและโน้มน้าวตนเอง “ทางนั้นยังไม่เอ่ยปากเรื่องนี้ ข้าจะบกพร่องมารยาทในการรับรองแขกได้อย่างไร ถึงข้าแต่งเข้าสกุลโจวแล้วต้องอยู่อย่างอัตคัดยากลำบากมานานหลายปี แต่ตอนนี้กลับเป็นคนที่มีชีวิตแต่งงานที่ดีที่สุดในบรรดาพี่น้องสกุลฉู่ คนเราต้องรู้จักพอและสำนึกบุญคุณผู้อื่น ท่านพี่รักใคร่ให้เกียรติข้า หลายปีมานี้ไม่เคยรับอนุเข้าเรือน ข้าจะระแวงแคลงใจจนหักหน้าท่านแม่ต่อหน้าผู้อื่นไม่ได้”
ตงเสวี่ยได้ยินแล้วก็กลอกตาอย่างระอาใจ ทุกวันนี้สกุลโจวไม่ขัดสนเงินทองเพราะได้นายหญิงสร้างฐานะขึ้นมาอย่างสุดกำลัง! หาไม่แล้วมีพวกงอมืองอเท้านั่งกินนอนกินอย่างสองแม่ลูกสกุลโจวคู่นั้น ถึงได้เป็นขุนนางก็ต้องอดอยากไม่มีอันจะกิน!
กระนั้นถ้อยคำของฉู่หลินหลางสามารถหยุดตงเสวี่ยไม่ให้พร่ำบ่นต่อไปได้ “ไม่รู้ว่าพวกเจ้าสองคนยังจำได้หรือไม่ แต่ข้ายังจดจำความรู้สึกสิ้นหวังตอนเกือบถูกจับมัดยัดใส่เกี้ยวในอดีตได้…ไม่ว่าอย่างไรข้าก็สำนึกในบุญคุณของท่านพี่เสมอ”
ซย่าเหอกับตงเสวี่ยไม่กล่าววาจาแล้ว พวกนางย่อมจำสภาพทุกข์ทนเข็ญใจและไร้ทางออกของคุณหนูใหญ่เมื่อครั้งอยู่ในสกุลฉู่ได้แน่นอน แค่เพราะคุณหนูใหญ่มีสายเลือดอนุ อีกทั้งเป็นบุตรสาว ต่อให้ใฝ่ดีกว่าพวกพี่ชายน้องชาย สุดท้ายก็ต้องพบกับจุดจบถูกบิดาเห็นเป็นของกำนัลยกให้ผู้อื่นง่ายๆ อย่างหนีไม่พ้น
อย่างที่คุณหนูใหญ่กล่าว ต้องขอบคุณนายท่านโจวจริงๆ อาจเพราะจุดนี้ บางครั้งฉู่หลินหลางจึงรักและตามใจสามียิ่งกว่ามารดาเขาด้วยซ้ำ ต่อให้โจวสุยอันจะมีข้อเสียบ้าง แต่นางก็ให้อภัยทุกอย่าง
แม้ว่าฉู่หลินหลางจะทะนุถนอมสามีประหนึ่งมารดาทะนุถนอมบุตร แต่โจวสุยอันกลับไม่ได้รู้สึกซาบซึ้งใจแม้แต่น้อย พอเขากลับถึงเรือนแล้วก็ถีบประตูด้วยความขุ่นข้องสุมเต็มอก
ตอนเขาถีบประตูเปิดออกเสียงดัง ฉู่หลินหลางกำลังเย็บลายคอเสื้ออยู่ นางไม่ทันระวังถูกเข็มตำนิ้วมือ เลือดสีแดงเข้มผุดซึมออกมาหยดหนึ่งทันที
ถ้าเป็นยามปกติโจวสุยอันต้องปรี่เข้าไปดูพลางขออภัยภรรยา ทว่าวันนี้เขาเพียงอยากจะระบายอารณ์หลังจากที่ตนเองได้รับความตื่นตระหนกมาครึ่งค่อนวัน
“ฉู่หลินหลาง เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ ถึงกับกระทำเรื่องจับองค์ชายเป็นตัวประกันออกมาได้! มิหนำซ้ำยังพูดจาไร้สาระเบื้องพระพักตร์อีก เจ้ารู้หรือไม่ว่าวันนี้ข้าเกือบตกใจตายในที่ว่าการเพราะเจ้าแล้ว”
ฉู่หลินหลางอมปลายนิ้วแล้วเอ่ยถาม “องค์ชายหกไม่ไล่เลียงเอาผิดแล้วมิใช่หรือ ท่านพี่โมโหเพราะเรื่องอื่นใช่หรือไม่เจ้าคะ”
สิ่งที่นางเป็นห่วงคือแผ่นกระดาษรายการบัญชีที่ปลอมแปลงขึ้นมา ถ้าถูกเจ้าคนถ่อยซือถูผู้นั้นเก็บได้คงจบสิ้นเป็นแน่
โจวสุยอันฟังแล้วก็เห็นว่านางไม่ใส่ใจเรื่องที่ก่อปัญหาร้ายแรงขึ้นเมื่อยามกลางวันโดยสิ้นเชิง เขาจึงถลึงตาใส่ภรรยาของตนแล้วย้อนถาม
“เจ้ายังมีหน้ามาถามอีกรึ!”
ฉู่หลินหลางจ้องตาเขาเขม็งพลางเดินไปตรงหน้าเขา ดวงตาของนางทอประกายวาววับ “มีเรื่องอื่นจริงๆ หรือ ท่านพี่เล่าให้ละเอียดอีกสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ…”
ครั้นเห็นท่าทางไม่กลัวจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ของนางแล้ว โจวสุยอันก็กล่าวอย่างอ่อนใจ “เจ้านี่เอาใหญ่แล้ว! ยังหวังให้มีเรื่องอื่นอีกรึ บอกแล้วว่าสองสามวันนี้อย่าออกนอกจวน เจ้าก็ไม่ฟัง! หากมิใช่องค์ชายหกทรงเมตตา ตอนนี้คนทั้งครอบครัวคงต้องเดือดร้อนเพราะเจ้าแล้ว เจ้าบอกว่าจะคุกเข่าในศาลบรรพชนไม่ใช่หรือ เหตุใดยังนั่งอยู่ตรงนี้ หรือยามกลางวันตอนอยู่ในที่ว่าการเจ้าแสร้งพูดไปเท่านั้น”
ฉู่หลินหลางแน่ใจแล้วว่าซือถูเซิ่งไม่ได้เอ่ยเรื่องรายการบัญชีปลอมก็โล่งอกทันควัน ดูท่าคนผู้นั้นคงหาเรื่องชวนข้าคุยเท่านั้นเอง น่าจะเป็นนิสัยที่น่าเบื่อหน่ายและน่ารังเกียจของบุรุษมากตัณหา
อีกทั้งกระดาษแผ่นนั้นไม่มีที่มาที่ไป ข้าคงทำหล่นตอนขึ้นลงรถม้า ถ้าคนบนถนนเก็บได้คงไม่แคล้วต้องกลายเป็นขยะ
เมื่อเป็นเช่นนี้ฉู่หลินหลางก็วางใจอย่างเต็มที่ ทั้งยังมีแก่ใจเอ่ยกระเซ้าสามี “คุกเข่าต้องทำแน่ แต่ในจวนมีแขกคนงามมาเยือน หากท่านพี่สงสารข้า ดีชั่วก็ไว้หน้าข้าสักนิด รออีกสักพักค่อยว่ากันใหม่นะเจ้าคะ”
พอเห็นโจวสุยอันทำท่างุนงง นางก็หยิบผ้าที่เย็บค้างไว้ขึ้นมาพร้อมกับเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงไม่เร็วไม่ช้า
“สตรีเรือนในของสหายสนิทท่านพ่อสมัยยังมีชีวิตอยู่มาเยี่ยมเยียนเจ้าค่ะ เห็นบอกว่าสกุลอิ่น…”
นางกล่าวคำนี้พลางเงยหน้ามองสามีคราหนึ่ง
โจวสุยอันได้ยินนางบอกเช่นนี้แล้วก็เอนกายไปข้างหลังเล็กน้อย เขาไม่ซักถามต่อ เพียงกระแอมกระไอให้คอโล่งก่อนพูดอย่างเก้อกระดากอยู่บ้าง
“อ้อ ท่านพ่อสนิทสนมกับสกุลอิ่นจริงๆ ท่านแม่…ไม่ได้พูดอะไรกับเจ้ากระมัง”
ปลายเข็มในมือฉู่หลินหลางแทงพลาดจึงตำไปที่ปลายนิ้วโดยไม่ระวังอีกครา แต่คราวนี้นางไม่ส่งเสียงร้อง เพียงอมนิ้วเงียบๆ แล้วเงยหน้ามองสามีด้วยสายตาแฝงนัยลึกล้ำ
ตอนแรกนางยังคิดว่าสหายเก่าสกุลอิ่นมาเยี่ยมเยียนกะทันหัน มารดาสามีรู้ว่าอิ่นเสวี่ยฟางเพิ่งกลายเป็นหญิงม่ายพอดีถึงได้บังเกิดความคิดเลยเถิดไปบ้าง
แต่เห็นโจวสุยอันไม่ประหลาดใจสักนิด ทั้งยังมีท่าทางกระดากใจเล็กน้อย นางถึงตระหนักได้ในบัดดลว่า…ดูเหมือนอิ่นเสวี่ยฟางไม่ได้มาเยี่ยมเยียนกะทันหัน แต่คิดอ่านวางแผนมานานแล้ว
มิหนำซ้ำมารดาสามีก็บอกกล่าวให้โจวสุยอันรับรู้ มีเพียงนางที่ถูกปิดหูปิดตาไม่รู้เรื่องรู้ราวใดๆ
ฉู่หลินหลางคิดถึงจุดนี้แล้ว ถึงก่อนหน้านี้จะบอกตนเองให้สงบใจไว้ แต่นางก็รู้สึกว่าเพลิงโทสะแล่นขึ้นมาเป็นระลอก ทว่านางยังคงหยั่งเชิงต่อด้วยสีหน้าเป็นปกติ
“ในเมื่อมีแขกสำคัญมาเยือน ท่านแม่จะมีเวลามาพูดกับข้าได้อย่างไร จริงด้วย คราวก่อนที่ท่านพบกับคนสกุลอิ่นเป็นเมื่อไรหรือเจ้าคะ”
โจวสุยอันได้ยินแล้วก็เปลี่ยนท่าทางเล็กน้อย น้ำเสียงอ่อนโยนขึ้นมาก เขาไม่ตอบคำถามนาง แต่กลับพูดอย่างใจกว้าง
“ช่างเถิด องค์ชายหกตกรางวัลให้เจ้าก็แสดงว่าไม่คิดจะถือสาหาความเจ้า หลายวันนี้เจ้าอย่าออกไปข้างนอกอีก รอจนพวกผู้สูงศักดิ์จากไปแล้วก็คงหมดเรื่อง”
ฉู่หลินหลางเม้มปากแล้วลุกขึ้นปรนนิบัติสามีถอดชุดขุนนางเปลี่ยนไปใส่ชุดลำลอง จากนั้นนางก็ยืนอยู่ริมหน้าต่างมองส่งเขาออกจากเรือนไปคารวะมารดา
โจวสุยอันอายุมากกว่านางสามปี กิริยาท่าทางสุภาพเรียบร้อย เรือนกายไม่นับว่าสูงนัก แต่รูปโฉมหล่อเหลาหมดจด มีลักษณะอ่อนโยนนุ่มนวลเช่นบุรุษในอำเภอเจียงโข่ว เขามีอายุยี่สิบหกปี แต่ดูไปแล้วยังคงสง่าผึ่งผายแฝงความมีชีวิตชีวาดังเช่นเด็กหนุ่มอยู่หลายส่วน
ถึงเป็นยามที่ครอบครัวลำบากยากแค้นที่สุด ฉู่หลินหลางก็ไม่เคยให้สามีต้องกินอยู่อย่างขัดสน ยามคุณชายโจวออกจากจวนไปเยี่ยมเยียนสหายหรือพบปะแขกเหรื่อจะสวมชุดขาวยิ่งกว่าหิมะคู่กับผ้าโพกศีรษะไหม ถือพัดขนนกในมือ เดินไปที่ใดก็ได้รับเสียงชื่นชมว่าเป็นบุรุษหน้าหยกผู้หล่อเหลาเกลี้ยงเกลา
หากมิใช่ว่าครอบครัวตกอับ เกรงว่าคงมีสตรีชาติตระกูลดีที่คู่ควรแย่งกันอยากออกเรือนให้เขานานแล้ว
สามีรูปงามนุ่มนวลดุจหยกเช่นนี้เคยเป็นความภาคภูมิใจสุดจะเปรียบของฉู่หลินหลาง นางรู้สึกว่าต่อให้ตนเองเหนื่อยยากกับการทำมาหากินเลี้ยงชีพ ต้องเห็นแก่เงินทองเหมือนพวกพ่อค้าหน้าเลือด สุดท้ายนางก็ไม่เสียแรงเปล่า สามารถฟูมฟักสามีให้เป็นคนมีวิชาความรู้สูงส่งโดดเด่นได้
บทที่ 6
ทว่าวันนี้พอมองเห็นฝีเท้ารีบเร่งกว่าปกติเล็กน้อยของโจวสุยอัน ฉู่หลินหลางผู้ไม่เคยแต่งโคลงเอื้อนกลอนกลับรับรู้ถึงรสชาติของความขมขื่นดังคำกล่าวที่ว่า ‘เพียงเห็นรอยยิ้มของคนใหม่ ไฉนเลยจะได้ยินคนเก่าร่ำไห้’ พุ่งขึ้นมาในใจอย่างไร้สาเหตุ
ฉู่หลินหลางนึกถึงงานเลี้ยงน้ำชาของสตรีในเรือนขุนนางก่อนหน้านี้ ฮูหยินเสมียนใต้อาณัติเจ้าเมืองเล่าเรื่องเหลือเชื่อว่านางให้สามีกินข้าวคลุกน้ำมันหมูทุกวัน เดิมทีเสมียนผู้นั้นก็ดูสง่าผึ่งผายเช่นปัญญาชน แต่ในชั่วเวลาสั้นๆ เพียงครึ่งปีเขาก็อ้วนท้วนขึ้นเป็นสองเท่า อีกทั้งใบหน้ายังมีสิว
ส่วนฮูหยินเสมียนพูดอย่างภาคภูมิใจว่านางจงใจทำเช่นนี้ก็สามารถตัดปัญหาสตรีตามตอแยสามีเพราะความเจ้าเสน่ห์ทำพิษได้แล้ว
ขณะนั้นในใจฉู่หลินหลางนึกรังเกียจการกระทำที่เป็นการเหยียบย่ำสามีตนเองของฮูหยินผู้นี้อย่างยิ่ง
แต่บัดนี้พอได้เห็นภาพสามีที่นางเฝ้าฟูมฟักเป็นอย่างดีรีบร้อนไปพบสหายวัยเยาว์แล้วก็อดเสียใจภายหลังไม่ได้ที่เมื่อก่อนในจวนเจียวน้ำมันหมูไว้น้อยเกินไป…
เวลานี้จะเจียวน้ำมันหมูคงไม่ทันเวลาแล้วอย่างเห็นได้ชัด แต่เรื่องที่โจวสุยอันรู้ว่าคุณหนูอิ่นมาเยี่ยมเยียนตอนใดนั้นเป็นเรื่องที่นางสนใจใคร่รู้ไม่น้อย
ตอนกินอาหารเย็น ฉู่หลินหลางร่วมโต๊ะกินอาหารกับแขกสกุลอิ่นพร้อมสามีรวมถึงมารดาและน้องสาวของเขา ส่วนยวนเอ๋อร์บุตรสาว เพราะมีแขกอยู่ด้วย จ้าวซื่อกลัวเด็กน้อยจะซุกซนวุ่นวายจนเสียมารยาท จึงสั่งให้หญิงรับใช้พานางไปกินอาหารในห้องตนเอง
ห้องกินอาหารที่เงียบเหงามาแต่ไหนแต่ไรกลับครึกครื้นขึ้นอย่างหาได้ยาก
คุณหนูอิ่นเสวี่ยฟางผู้นี้นั่งร่วมโต๊ะกินอาหารกับโจวสุยอันซึ่งเป็นบุรุษนอกครอบครัวโดยไม่หลบเลี่ยงตามคำคะยั้นคะยอของจ้าวซื่อ แค่ว่าคุณหนูอิ่นมีท่าทางเหนียมอายอยู่บ้าง จะกินแต่ละคำก็อ้าปากอย่างกระมิดกระเมี้ยน กินอย่างละนิดอย่างละหน่อยไม่กี่คำก็อิ่มแล้ว
จ้าวซื่อมองอากัปกิริยาเช่นกุลสตรีของอิ่นเสวี่ยฟางอย่างพึงใจ พอหันไปอีกทางก็เห็นฉู่หลินหลางกำลังแทะกุ้งตัวใหญ่อย่างเอร็ดอร่อย
การกินกุ้งจำเป็นต้องปอกเปลือก หากลงมือเองจะดูไม่ค่อยงาม
สกุลโจวมีบ่าวไพร่ไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นลูกมือในเรือนครัว แม้แต่สาวใช้ที่สกุลอิ่นพามาก็ต้องไปช่วยยกอาหาร เมื่อมีคนนอกครอบครัวมาเป็นแขก อีกทั้งข้างโต๊ะไม่มีบ่าวรับใช้ ดังนั้นจึงไม่มีใครที่โต๊ะกินกุ้ง
แต่เผอิญฉู่หลินหลางชอบกินพวกกุ้งหอยปูปลา ถึงไม่มีสาวใช้อยู่ข้างๆ นางก็ยื่นมือไปหยิบกุ้งมาปอกเปลือกกินเองตามสบาย
ทางด้านโจวสุยอันไม่ได้รู้สึกว่าไม่เหมาะสม เขารู้ว่าภรรยาของตนผู้นี้จริงจังกับการกินอาหารพอๆ กับการทำนายดวงชะตาด้วยกระดองเต่า
ฉู่หลินหลางอยู่บนเรือขนเกลือตั้งแต่เล็กจนโต แย่งกินอาหารในหม้อใบเดียวกับบุรุษฉกรรจ์หยาบกระด้างโขยงหนึ่ง เป็นธรรมดาที่ต้องกินเร็วกว่าถึงจะอิ่มท้อง นี่เป็นนิสัยติดตัวมาตั้งแต่วัยเยาว์ แก้ไม่ได้แล้ว
หลังจากแต่งเข้าสกุลโจว มารดาสามีทนดูไม่ได้ ตำหนินางอย่างรุนแรงที่โต๊ะอาหารหลายครั้ง ฉู่หลินหลางถึงได้รู้ตัวว่ากิริยามารยาทของตนไม่เหมาะสมเพียงนี้ นางจึงคอยระมัดระวังทุกเวลาจนก้าวหน้าขึ้นมาก
แต่วันนี้คงเพราะออกไปข้างนอกนานเกินไป นางหิวอย่างยิ่ง พอได้กินอาหารนิสัยเก่าก็กำเริบ ต่อให้มีแขกก็ไม่ค่อยระมัดระวังนัก
โจวสุยอันเห็นมารดาส่งสายตามาอย่างไม่พอใจ เขาก็อดไม่ได้ที่จะใช้เท้าสะกิดภรรยาอยู่ใต้โต๊ะเป็นเชิงบอกให้นางระมัดระวังสักหน่อย
ไฉนเลยจะรู้ว่าฉู่หลินหลางไม่แม้แต่จะมองเขาด้วยซ้ำ นางกินกุ้งติดๆ กันสามตัวถึงใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดมืออย่างช้าๆ จากนั้นก็หันหน้าไปพูดกับอิ่นเสวี่ยฟางด้วยรอยยิ้มน้อยๆ
“ได้ยินว่าคุณหนูอิ่นปักหลักอาศัยอยู่ที่เมืองชางกับบิดา ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดจู่ๆ ถึงมาเยือนเมืองเหลียนเล่า”
อิ่นเสวี่ยฟางชำเลืองมองมารดาที่พูดคุยกับจ้าวซื่ออย่างสนิทสนมกันคราหนึ่ง นางนิ่งคิดแล้วกล่าวขึ้น “ท่านแม่อยากพาข้าออกท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ พอดีผ่านมาเมืองเหลียน นึกขึ้นได้ว่าที่นี่มีสหายเก่าของท่านพ่อถึงได้มารบกวนเจ้าค่ะ”
ฉู่หลินหลางหัวเราะเบาๆ คราหนึ่ง “เอ๊ะ? ตอนนี้เป็นฤดูหนาวพอดี อากาศหนาวเย็นถนนลื่นเช่นนี้คงมิใช่เวลาเหมาะแก่การออกเดินทางท่องเที่ยวกระมัง”
อิ่นเสวี่ยฟางตวัดตามองโจวสุยอันที่อยู่ฝั่งตรงข้ามคราหนึ่งแล้วก้มหน้ากล่าว “ท่านแม่รู้สึกเบื่อหน่ายจึงท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ เจ้าค่ะ”
ตอนนี้เองโจวหลิงซิ่วน้องสาวของโจวสุยอันก็เอ่ยปาก “ไม่ถูกกระมัง ข้าเคยได้ยินท่านแม่พูดกับพี่สุยอันว่าเดือนที่แล้วเขาไปปฏิบัติงานที่เมืองชาง ได้นัดพบชมหิมะแต่งกลอนกับท่าน ทั้งยังตั้งใจเชื้อเชิญอิ่นฮูหยินกับท่านมาเป็นแขกเยือนเมืองเหลียนด้วย”
โจวหลิงซิ่วในวัยสิบสามปีเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมามาแต่ไหนแต่ไร พอนางพูดจบก็พบว่าทั้งโต๊ะเงียบกริบ จู่ๆ พี่ชายก็รีบคีบกุ้งพลางพูดคะยั้นคะยอเสียงดังให้พี่สะใภ้กินมากๆ ขณะที่คุณหนูอิ่นมีสีหน้ากระอักกระอ่วน สองแก้มแดงก่ำ ส่วนมารดามองนางตาขุ่นเขียว
โจวหลิงซิ่วจึงพูดอย่างงุนงงอยู่บ้าง “มีอะไรหรือ ข้าพูดผิดหรือเจ้าคะ”
ฉู่หลินหลางไม่รอให้ผู้อื่นพูดคลี่คลายบรรยากาศก็ดันตะเกียบของสามีออกแล้วกล่าวยิ้มๆ “น้องหลิงซิ่ว เจ้าพูดอะไรของเจ้า อย่าลืมว่าคุณหนูอิ่นเพิ่งกลายเป็นหญิงม่าย เมื่อครึ่งเดือนก่อนสามีนางเพิ่งจากไป ยามนี้ยังไม่ครบหนึ่งร้อยวัน หากนัดหมายพบปะบุรุษอื่นลับๆ มิใช่เรื่องน่าฟังสักนิด เจ้าอย่าพูดเหลวไหล จะทำให้ชื่อเสียงของคุณหนูอิ่นด่างพร้อยได้”
แม้ว่าสมัยนี้ไม่ได้เคร่งครัดเรื่องหญิงม่ายแต่งงานใหม่ แต่ก็ต้องหลังผู้ล่วงลับจากไปครบหนึ่งร้อยวันแล้ว
ต่อให้ทั้งสองตระกูลตั้งใจไว้แต่แรก ทว่าบุปผาขาวเสียบผมยังไม่ได้ดึงออก คราบน้ำตายังไม่แห้งเหือด อิ่นเสวี่ยฟางก็ลอบพบปะว่าที่สามีคนต่อไปแล้ว หากพูดออกไปย่อมไม่น่าฟัง!
ฉู่หลินหลางจำได้แล้วว่าครึ่งเดือนก่อนโจวสุยอันไปปฏิบัติงานที่เมืองชางจริงๆ หลังจากกลับมาเขาก็ใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว มักตั้งหน้าตั้งตาเขียนหนังสืออยู่ในห้องหนังสือบ่อยๆ บ่าวรับใช้ประจำตัวก็ออกจากเมืองไปส่งจดหมายหลายครั้งหลายหน
ก่อนหน้านี้นางไม่ตระหนักสักนิด เพียงนึกว่าสามีเขียนหนังสือราชการอย่างขะมักเขม้น ทว่าตอนนี้นางฉุกคิดได้ว่าจดหมายที่ส่งไปยังเมืองชางพวกนั้นจะมีความในใจหวานซึ้งระหว่างชายหญิงแทรกอยู่ในนั้นหรือไม่
จ้าวซื่อไม่คิดว่าวันนั้นบุตรสาวที่นอนกลางวันในห้องตนเองจะได้ยินคำพูดกระซิบกระซาบของนางกับบุตรชาย มิหนำซ้ำยังพูดออกมาต่อหน้าทุกคน
นางอยากเอาหมั่นโถวยัดปากบุตรสาวใจจะขาดจริงๆ
ครั้นเห็นรอบด้านตกอยู่ในบรรยากาศอึดอัด จ้าวซื่อก็รีบพูดแก้สถานการณ์ “นัดพบอะไรกัน ข้าได้ยินว่าพี่ชายเจ้าไปปฏิบัติงานจึงฝากเขาถือจดหมายไปให้อิ่นฮูหยิน เขาจะพบคุณหนูอิ่นก็เป็นเรื่องปกติมิใช่หรือ”
หลิวซื่อมารดาของอิ่นเสวี่ยฟางเอ่ยเสริมอีกแรง “จะว่าไปแล้วข้าต่างหากที่เขียนจดหมายถึงพี่สาวก่อน ไม่นึกว่าต้องให้สุยอันลำบากมาส่งจดหมายด้วยตนเอง ตอนนั้นอาการปวดขาของข้ากำเริบ หลังหิมะตกถนนลื่นเดินไม่สะดวก ข้าจึงให้ฟางเอ๋อร์ไปเดินเที่ยวรอบๆ เป็นเพื่อนพี่ใหญ่โจวของนาง ช่วยเลือกซื้อพวกของฝากพื้นเมือง จะได้ไม่มาเมืองชางเสียเที่ยว”
เมื่อฮูหยินของทั้งสองตระกูลร่วมแรงกันคลี่คลายสถานการณ์จนบรรยากาศอึดอัดที่โต๊ะจางหายไปแล้ว พวกนางก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปพูดคุยเรื่องทิวทัศน์กับขนมของว่างของสองเมืองอย่างออกรส ทั้งยังจะไปจุดธูปไหว้พระที่อารามด้วยกันในวันพรุ่งนี้
โจวสุยอันชายตามองฉู่หลินหลางอย่างกระวนกระวายใจอยู่บ้าง
ถึงภรรยาเขาผู้นี้จะมีข้อเสียในด้านกิริยามารยาทและขาดการอบรมขัดเกลา แต่กลับมีเล่ห์เหลี่ยมไหวพริบรอบตัว ไม่รู้ว่าคำพูดของน้องสาวจะทำให้นางแผลงฤทธิ์จนทุกคนในที่นี้ต้องอับอายขายหน้าหรือไม่
หลังฉู่หลินหลางรู้แล้วว่าทั้งสองตระกูลสานต่อมิตรภาพกันได้อย่างไร ดูเหมือนจะหมดความอยากรู้อยากเห็น นางไม่พูดอะไรต่ออีก เพียงรินสุราจอกหนึ่งเอาเองแล้วกระดกดื่มรวดเดียวหมดต่อหน้าต่อตาคนทั้งโต๊ะ
นางดื่มเสร็จแล้วก็วางจอกสุราลงบนโต๊ะ ลุกขึ้นยอบกายคารวะมารดาสามีกับหลิวซื่อ “สุราฤทธิ์แรงเหลือเกิน เริ่มวิงเวียนศีรษะแล้ว ข้าขออนุญาตออกไปก่อน พวกท่านเชิญกินกันตามสบายเถิดเจ้าค่ะ” ว่าแล้วก็สะบัดชายกระโปรง ก้าวเท้าออกจากห้องโถงกินอาหาร
ทางด้านโจวสุยอันก็ลุกขึ้นขอตัวกับแขกสตรีทั้งสองก่อนจะวิ่งตามภรรยาของตนเองไปอย่างรีบร้อน
หลิวซื่อเห็นทั้งสองออกจากประตูแล้วก็เลียบเคียงถามจ้าวซื่ออย่างระมัดระวัง “ลูกสะใภ้ของท่านผู้นี้…ดูท่าทางคล่องแคล่วฉับไว…เพียงแต่นิสัยใจคอ…ไม่รู้ว่าเข้ากับคนยากหรือไม่”
จ้าวซื่อจับนัยที่แฝงอยู่ในคำพูดของอีกฝ่ายได้ นางจึงกล่าวอย่างทอดถอนใจ “ท่านกับข้าเป็นสหายสนิทกัน ข้าไม่กลัวท่านหัวเราะเยาะ ตอนนั้นข้ากับสุยอันต่างกำลังท้อแท้สิ้นหวังอยู่บ้าง เขามีความคิดจะแต่งภรรยาที่ฐานะด้อยกว่า ข้าก็คร้านจะวุ่นวาย จึงพยักหน้าให้ฉู่ซื่อที่เป็นบุตรสาวอนุของพ่อค้าเกลือแต่งเข้ามา ท่านก็เห็นความประพฤติของนางแล้ว! รู้หนังสือไม่กี่ตัว วันๆ พูดแต่เรื่องทำมาค้าขาย ชอบผูกสัมพันธ์ประจบประแจงคนมีเงินมีอำนาจเป็นที่สุด…นางกับสุยอันของข้า…ไม่ใช่คนประเภทเดียวกัน โชคดีที่นางยังนับว่าเป็นภรรยาที่ดี แล้วก็แสดงความกตัญญูต่อมารดาสามีเช่นข้าอย่างเต็มที่ มารดานางมีฐานะต่ำต้อย ทำให้นางไม่เป็นที่ชมชอบของบิดาและพี่ชายน้องชาย ถือว่าเป็นคนน่าสงสารที่ไม่ได้รับความรักจากบิดามารดา เฮ้อ…แต่นางแต่งเข้าตระกูลพวกข้ามาหลายปีแล้ว ยังจะทำอะไรได้ ถึงนางให้กำเนิดบุตรชายไม่ได้ ตระกูลเดิมก็ไม่ได้เรื่องได้ราว ทว่าข้าจะบังคับให้นางหย่าไปจากที่นี่ก็ไม่ถนัด ส่วนที่ว่าเข้ากับคนยากหรือไม่นั้น…ถึงอย่างไรยายเฒ่าอย่างข้ายังเป็นคนตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในจวนหลังนี้ จะปล่อยให้นางก่อความวุ่นวายได้หรือ”
หลิวซื่อได้ฟังคำกล่าวนี้แล้วก็ยังไม่ใคร่วางใจ นางถอนหายใจแล้วพูดเสียงเบา “พี่จ้าวซื่อ ท่านก็รู้ว่าบุตรสาวข้าเป็นคนอาภัพ เดิมทีข้าคิดจะมองหาคนที่อายุมากสักหน่อยและรู้จักเอาใจใส่ ให้นางออกเรือนใหม่ไปเป็นภรรยาเอก แต่บุตรสาวข้าเคารพนับถือท่าน รู้สึกว่ามีวาสนากับสกุลโจว นางมิได้หวังสูงจะได้เป็นนายหญิง แล้วก็ไม่มีทางชิงดีชิงเด่น ข้าแค่ปรารถนาให้นางได้พบกับคู่ครองที่จริงใจต่อนาง มีบุตรชายบุตรสาวข้างกายและมารดาสามีที่เมตตาใจดีรักใคร่เอ็นดู เพียงเท่านี้ข้ากับบิดานางก็นอนตายตาหลับแล้ว”
โจวหลิงซิ่วในวัยสิบสามปีฟังคำสนทนาโต้ตอบของทั้งคู่แล้วก็ตกตะลึง นางเพิ่งกระจ่างแจ้งว่าเหตุใดเมื่อครู่พี่สะใภ้ถึงลุกออกจากโต๊ะอย่างกะทันหัน
แต่ไหนแต่ไรนางเข้าข้างพี่สะใภ้เสมอ กำลังเอ่ยปากพูดแทรกด้วยความร้อนใจ จ้าวซื่อก็หันมาถลึงตาใส่ “เติบใหญ่แล้วยังพูดจาเหลวไหลต่อหน้าผู้อื่น นึกว่าข้าจะไม่เล่นงานเจ้าใช่หรือไม่ ยังไม่รีบกลับห้องตนเองไปอีก!”
โจวหลิงซิ่วเบ้ปากอย่างน้อยใจ นางใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดหน้าวิ่งร้องไห้ออกไป
หลิวซื่อเห็นแล้วก็พูดปลอบให้จ้าวซื่อคลายโทสะทันทีว่าคุณหนูโจวยังอายุน้อย ต้องค่อยๆ อบรมสอนสั่งจึงจะได้
ตั้งแต่เมื่อครู่นี้อิ่นเสวี่ยฟางก็แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดของมารดากับจ้าวซื่อ แค่เดินหลบไปยืนห่างๆ ตรงข้างหน้าต่าง
นางมองออกไปนอกหน้าต่างก็เห็นว่าหิมะเริ่มตกอีกแล้ว
ท่ามกลางม่านหิมะปลิวโปรยปราย โจวสุยอันรับร่มเคลือบน้ำมันสีแดงคันหนึ่งจากมือของบ่าวรับใช้ข้างกาย กางออกแล้ววิ่งไล่ตามไปถือร่มกันหิมะให้ฉู่หลินหลางที่เดินอยู่ข้างหน้า สามีภรรยาใต้ร่มสีแดงที่มองเห็นอยู่ไกลๆ เป็นภาพที่อบอุ่นอย่างยิ่ง
ในดวงตาของอิ่นเสวี่ยฟางแฝงแววอิจฉาระคนหม่นเศร้าจางๆ จากนั้นก็ถอนหายใจยาวคราหนึ่ง
ทางด้านหญิงงามใต้ร่มไม่รับน้ำใจจากคนถือร่มให้กลางหิมะ นางไม่แยแสสามีที่ตามหลังมาติดๆ เพียงสาวเท้าเดินกลับเรือนอย่างโมโห
โจวสุยอันไม่หลงเหลือท่าทางวางอำนาจอย่างเมื่อยามบ่ายที่ถีบประตูให้เห็นอีก เขาช่วยถอดชุดคลุมให้ภรรยาอย่างกระตือรือร้น จากนั้นก็ไต่ถามเสียงแผ่วเบา
“เดินฝ่าลมหนาวมาถึงห้อง น้องหญิงจะดื่มชาร้อนหรือไม่”
ฉู่หลินหลางไม่รับถ้วยชาที่เขายื่นส่งให้ เพียงหันกายมาจ้องหน้าสามีพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “พูดมา ท่านแม่ตั้งใจจะทำอะไร แล้วท่านคิดเห็นเช่นไร”
ดวงตาคู่โตของนางปกติจะแฝงรอยยิ้มไว้โดยธรรมชาติ สีหน้าบึ้งตึงดังเช่นตอนนี้นางเคยทำอยู่ไม่กี่ครั้งในรอบเจ็ดปีที่แต่งงานกันมา
โจวสุยอันเห็นสายตาคาดคั้นของนาง ความจริงแล้วในใจเขาก็เริ่มโกรธเคืองเช่นกัน แต่คนที่เขาโกรธคือน้องสาวปากเปราะรวมถึงมารดาที่สร้างความขัดแย้งขึ้นมา
เขาอยู่ข้างนอกสะสางงานก็กลัดกลุ้มมากพอแล้ว เหตุใดพอกลับจวนมาต้องตกเป็นจำเลยถูกภรรยาของตนเองสอบสวน เสียเกียรติสิ้นดี!
เหนือสิ่งอื่นใดเมื่อแรกที่มารดาพร่ำบ่นให้เขารับอนุ เขาไม่ได้เก็บมาใส่ใจสักนิด
ท่านหมอก็บอกแล้วว่าร่างกายของฉู่หลินหลางไม่ได้เป็นอะไรมาก หากบำรุงฟื้นฟูให้ดีก็ใช่ว่าจะมีบุตรไม่ได้ เมื่อก่อนท่านหมอเคยรักษาสตรีที่มีบุตรไม่ได้มาสิบปี พอตั้งครรภ์ก็ให้กำเนิดบุตรฝาแฝดในคราเดียว
แต่เขาอายุยี่สิบหกปีแล้ว ปีหน้าย่างยี่สิบเจ็ดปี สหายขุนนางใกล้ตัวมีบุตรชายบุตรสาวห้อมล้อม ส่วนเขาไม่มีทายาทสืบสกุล บอกว่าไม่ร้อนใจคงเป็นเรื่องเท็จ
ก่อนหน้านี้มารดาปิดบังเขา จงใจให้เขาถือจดหมายไปให้สหายเก่าที่เมืองชาง จนกระทั่งตอนที่ฝ่ายนั้นให้คุณหนูอิ่นซึ่งเพิ่งกลายเป็นหญิงม่ายชมหิมะเป็นเพื่อน เขาถึงได้แจ่มแจ้งในเจตนาของมารดา
ถ้าเป็นสตรีรูปโฉมสามัญคนอื่นเกรงว่าเขาคงสะบัดแขนเสื้อเดินหนีแต่แรก ทว่าคุณหนูอิ่นเป็นคนที่เขาเห็นมาตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ อย่างไรก็มีความผูกพันฉันพี่น้องอยู่บ้าง จะตัดไมตรีเสียในตอนนั้นก็ไม่ถนัด
แม้ว่าคุณหนูอิ่นจะเติบโตแล้ว แต่ใบหน้ายังแฝงเค้าอ่อนเยาว์น่าเอ็นดูเช่นตอนเป็นเด็กไว้ดังเดิม โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้น ทั้งที่ควรมีประกายสดใสบริสุทธิ์ แต่เพราะเพิ่งเป็นหญิงม่ายจึงฉาบไว้ด้วยแววหม่นหมองระทมทุกข์ของชีวิตมนุษย์
อันที่จริงสตรีลักษณะเช่นนี้ชวนให้เอ็นดูสงสารมากกว่าหญิงงามล่มเมืองเสียอีก
ยามอิ่นเสวี่ยฟางเอื้อนกลอนรันทดที่นางแต่งขึ้นใหม่ด้วยเสียงแผ่วเบาในห้องดื่มชาบนหอคอยริมทะเลสาบจิ้งหู โจวสุยอันซึ่งร้างราจากการแต่งกลอนมานานก็เริ่มคันไม้คันมือ จึงต่อกลอนกับนางบ้าง
ความสุนทรีย์อันลึกซึ้งในการร่ายกลอนชมความงามของหิมะเช่นนี้เป็นความรู้สึกที่ต่างจากตอนอยู่เป็นเพื่อนฉู่หลินหลางยามดีดลูกคิดฟังเคล็ดการค้าขายอย่างยิ่ง
* ท่อนไม้กลายเป็นเรือ หมายถึงเรื่องราวได้ดำเนินมาถึงขั้นที่ไม่อาจแก้ไขหรือกอบกู้กลับคืนจึงต้องปล่อยให้เลยตามเลย
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 2 ส.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.