บทที่ 19
ยามที่ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีดำ มู่ฉางโจวเดินออกมาจากคุกใหญ่ที่มีแสงสลัวของเหลียงโจว
ข้างนอกเป็นลานรกร้างที่มีผู้คุมคุกเฝ้าระวังหลายชั้น จางจวินเฟิ่งกำลังรออยู่ในลาน เมื่อเห็นเขาออกมาก็รีบก้าวเข้าหา “ไต่สวนเรียบร้อยหมดแล้ว ท่านผู้บัญชาการจะยังเข้าไปดูด้วยตนเองอีกด้วยเหตุใดขอรับ ปกติท่านไม่เคยชอบมาเยือนสถานที่เช่นนี้นี่”
มู่ฉางโจวสะบัดมือเล็กน้อย บนนั้นเปรอะเลือดของสายลับที่ถูกไต่สวน ด้านหลังเขาผู้คุมคุกรีบก้าวเข้ามาส่งผ้าให้ เขารับมาเช็ดมือพร้อมเอ่ย “มาจากกานโจวจริงๆ”
จางจวินเฟิ่งแค่นเสียงเย็น “ดูท่าจะทนเห็นท่านผู้บัญชาการได้ดีสักนิดไม่ได้ ท่านผู้บัญชาการเพิ่งแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับจงหยวนตามที่ท่านผู้บัญชาการใหญ่จัดแจงได้ไม่นานเท่าไร เดิมทีเป็นช่วงที่ทั้งสองฝ่ายอยู่กันอย่างสงบสุข ทว่ากานโจวกลับเคลื่อนไหวบ่อยครั้ง หมายให้จงหยวนกับเหลียงโจวขัดแย้งกันใหญ่โต”
มู่ฉางโจวยื่นผ้าคืนให้กับผู้คุมคุก เขายืนอยู่กับที่ครุ่นคิดโดยไม่พูดไม่จา
ข้างนอกมีเสียงม้าร้องดังมา หูเป้ยเอ๋อร์ที่ได้ยินข่าวไล่ตามมาแล้ว รีบก้าวเดินมาจากประตูใหญ่ ปราดมาถึงตรงหน้าเขา กระทั่งคารวะยังไม่ทันทำ “ท่านผู้บัญชาการ เมืองต่างๆ ของจงหยวนที่อยู่ใกล้ๆ ไม่มีร่องรอยการฝึกทหาร ครั้งก่อนท่านสั่งให้ข้าจับตามองจงหยวน ข้าจับตามองดีๆ มาตลอดนะขอรับ! ไม่พบเห็นความผิดปกติ! หากมีความผิดปกติ เช่นนั้นมิใช่ว่าท่านแต่งฮูหยินมาโดยสูญเปล่าแล้วหรือ!”
มู่ฉางโจวมองเขาทีหนึ่ง ก่อนผงกศีรษะ “ประโยคนี้พูดถูกต้องมาก”
หูเป้ยเอ๋อร์นึกไม่ถึงว่าจะได้รับคำชม ดวงตาเบิกกว้างขึ้น ยังหัวเราะจนหนวดเครากระดิก
มู่ฉางโจวเดินออกไปข้างนอก “จับตามองความเคลื่อนไหวทางจงหยวนต่อ ข้าจำเป็นต้องไปที่จวนผู้บัญชาการใหญ่รอบหนึ่ง”
ภายในจวนผู้บัญชาการอยู่ในสภาพปกติดีทุกอย่าง
ฤดูใบไม้ผลิเข้าสู่ช่วงส่งท้าย แสงแดดยิ่งเจิดจ้าบาดตามากกว่าเดิม โดยเฉพาะช่วงเวลาก่อนเที่ยงวันเช่นนี้
เฟิงซุ่นอินเดินไปที่ประตูพร้อมมองไปทางห้องหลัก ก่อนเห็นประตูห้องปิดสนิท ยังคงไม่มีใครอยู่
หลังมู่ฉางโจวถูกชางเฟิงมาเรียกตัวไป นึกไม่ถึงว่าจะหายตัวไปไม่เห็นแม้แต่เงามาหลายวันติดแล้ว พอจู่ๆ ความกดดันรุนแรงที่รายล้อมหายไปจากตรงหน้า นางกลับรู้สึกโล่งใจขึ้นมาไม่น้อย
เซิ่งอวี่เดินเลียบระเบียงทางเดินมาถึงฝั่งขวาของนางเหมือนปกติ ก่อนก้มหน้าเอ่ยรายงานเสียงดัง “ฮูหยิน พลธนูมาส่งต่อคำพูดว่าระยะนี้ท่านผู้บัญชาการยุ่งกับคำสั่งของท่านผู้บัญชาการใหญ่ ไม่อาจกลับมาที่จวนทุกวัน ขอให้ฮูหยินอยู่อย่างสบายใจเจ้าค่ะ”
“…” เฟิงซุ่นอินเลิกคิ้วโดยไม่รู้ตัว เขาหมายความว่าอย่างไร ขนาดยุ่งอยู่ข้างนอกยังต้องส่งคำพูดแฝงความนัยมาให้หรือ ก่อนหน้านี้จงใจบีบคั้นทุกย่างก้าวจริงๆ ด้วย ตอนนี้ตัวคนไม่อยู่ในจวนแล้ว ยังต้องส่งถ้อยคำหยอกล้อบอกให้นางสบายใจอีก
นางเม้มริมฝีปาก เพียงแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจ ก่อนถามเซิ่งอวี่ “รู้หรือไม่ว่าท่านผู้บัญชาการยุ่งอยู่ที่ใด”
เซิ่งอวี่ตอบกลับ “ชางเฟิงแวะไปหามาแล้ว หลายวันมานี้ท่านผู้บัญชาการเข้าออกจวนผู้บัญชาการใหญ่บ่อยๆ ได้ยินว่าทุกวันจะไปตรวจสอบที่นอกประตูเมืองทิศตะวันออกด้วยตนเองด้วยเจ้าค่ะ”
เฟิงซุ่นอินทวนคำในใจรอบหนึ่ง ยุ่งอยู่กับคำสั่งของผู้บัญชาการใหญ่ ถ้าอย่างนั้นก็คือเรื่องจับตัวสายลับจากที่ต่างๆ ดูท่าจะกำลังตรวจสอบอย่างเข้มงวดจริงๆ ทันใดนั้นนางก็นึกขึ้นได้ว่าทั้งที่สายลับที่จับตัวได้วันนั้นโยนความผิดให้กับจงหยวน แต่เขายังคงออกไปนอกประตูเมืองทิศตะวันออกบ่อยๆ หรือว่าระหว่างจับสายลับ เขายังแอบจับตาดูจงหยวนด้วย?
เซิ่งอวี่มองนาง เห็นนางไม่พูดอะไรยังนึกว่านางคิดถึงผู้บัญชาการ จึงก้าวเข้าใกล้แล้วให้คำแนะนำ “ฮูหยินสามารถแวะไปเยี่ยมท่านผู้บัญชาการได้เจ้าค่ะ เหลียงโจวนิยมวัฒนธรรมชาวหู พวกกฎระเบียบน้อยกว่าจงหยวนมาก ไม่จำเป็นต้องหลบเลี่ยงเกินไป ชุดที่ครั้งก่อนสั่งตัดให้กับท่านผู้บัญชาการเองก็เสร็จพอดีด้วยเจ้าค่ะ”
เดิมทีเฟิงซุ่นอินไม่ได้ใส่ใจ แต่พอได้ยินคำว่า ‘หลบเลี่ยง’ สองคำนี้ถึงเกิดความคิดขึ้นมา ผงกศีรษะเอ่ย “เช่นนั้นก็แวะไปแล้วกัน”
เซิ่งอวี่เดินออกจากเรือนหลังไปเตรียมการทันที
เฟิงซุ่นอินเดินกลับไปที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง เพียงจัดแต่งทรงผมหน้าคันฉ่องสำริดแล้วก็หันตัวเดินออกจากห้อง ไม่ได้แต่งตัวมากมายนัก แล้วก็ไม่ได้เปลี่ยนชุดเป็นพิเศษ อยู่ในจวนเป็นอย่างไร ไปพบหน้าเขาก็เป็นเช่นนั้น จะได้พิสูจน์ว่าตนเองสบายใจจริงๆ ไปในตัว
ข้างนอกประตูจวนมีรถม้าถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว
เฟิงซุ่นอินไม่ได้สวมหมวกม่านแพร นางออกจากจวน เพิ่งเหยียบขึ้นแท่นเหยียบก็เห็นเซิ่งอวี่ยกเสื้อผ้าชุดใหม่ตัวนั้นมาตรงหน้านาง
นางเข้าใจ นี่ตั้งใจให้นางมอบให้ด้วยตนเอง จึงได้แต่รับเอาไว้ ก่อนเข้าไปในรถม้าพร้อมสั่ง “มุ่งหน้าไปประตูเมืองทิศตะวันออกแล้วกัน คิดว่าเป็นทางที่ท่านผู้บัญชาการจะต้องผ่าน”
เซิ่งอวี่ขานรับ นั่งอยู่ข้างนอกรถม้า สั่งให้คนบังคับรถม้าเคลื่อนรถไป
ดวงอาทิตย์ลอยสูงขึ้นอีกหนึ่งส่วน จางจวินเฟิ่งนำทหารลาดตระเวนจำนวนหนึ่งควบม้าเร็วมาถึงนอกประตูจวนผู้บัญชาการใหญ่ ยังไม่ทันลงจากม้าก็เห็นประตูจวนถูกเปิดกว้าง มู่ฉางโจวเดินออกมาแล้ว
เขาขี่ม้าเข้าไปรายงาน “ท่านผู้บัญชาการ แต่ละประตูเมืองเพิ่มการตรวจสอบอย่างเข้มงวดขึ้นแล้ว ต้องรายงานท่านผู้บัญชาการใหญ่หรือไม่ขอรับ”
มู่ฉางโจวรวบชายชุดตวัดกายขึ้นหลังม้า “ได้รับคำสั่งจากท่านผู้บัญชาการใหญ่แล้วว่าหลังจากนี้ให้รายงานข้าทุกเรื่อง หากมีคนก่อเรื่องปลอมเป็นทหารของจงหยวนอีก จัดการให้เรียบร้อยเสียหน่อย”
จางจวินเฟิ่งประสานหมัดรับคำสั่ง ตอนที่เตรียมจะไปเห็นผู้บังคับบัญชากระตุกบังเหียนไปข้างหน้า จึงตามไปต่อ “ท่านผู้บัญชาการยังจะไปนอกประตูเมืองทิศตะวันออกด้วยตนเองอีกหรือขอรับ วันนี้เห็นท่านผู้บัญชาการสั่งพลธนูให้กลับไปถ่ายทอดคำพูด ยังนึกว่าวันนี้ท่านจะกลับจวนได้แล้ว”
“อืม” มู่ฉางโจวขี่ม้านำอยู่ด้านหน้า ได้ยินประโยคหลังแล้วนึกถึงเฟิงซุ่นอิน ไม่รู้ว่าหลังจากนางได้ยินถ้อยคำที่เขาจงใจทิ้งไว้ให้แล้วจะคิดเช่นไร
ตลอดทางเขาหลบเลี่ยงถนนหลักของเมืองมา หลังผ่านเส้นทางเล็กที่เคยชินประมาณสองเค่อก็มาถึงประตูเมืองทิศตะวันออก
มู่ฉางโจวเหลือบเห็นรถม้าที่จอดอยู่ข้างทางทันที เขารั้งบังเหียนหยุดม้า
“ฮูหยิน ท่านผู้บัญชาการมาแล้วเจ้าค่ะ” เซิ่งอวี่ที่ยืนอยู่ข้างรถม้าหันไปบอกคนที่อยู่ข้างใน
เฟิงซุ่นอินเลิกม่านไม้ไผ่ชะโงกตัวออกจากรถม้าแล้วมองไปทางประตูเมือง
มู่ฉางโจวนั่งอยู่บนหลังม้า ชุดที่สวมกระชับตัวเรียบร้อย บริเวณเอวเหน็บดาบ ธนูพาดอยู่บนหลัง สายตากำลังมองมาที่นางคล้ายว่าคาดไม่ถึง แต่ในไม่ช้ามุมปากก็เผยยิ้มน้อยๆ ดูเหมือนไม่ได้คาดไม่ถึงเพียงนั้นอีก
เขาหันไปเอ่ยกับข้างหลัง “หยุดตรงนี้หนึ่งเค่อค่อยไปต่อ”
จางจวินเฟิ่งมองเฟิงซุ่นอิน ก่อนหันไปสั่งให้ทุกคนลงจากม้ารอ
มู่ฉางโจวขี่ม้าตรงเข้ามาหา สายตามองเฟิงซุ่นอิน “อินเหนียงตั้งใจมารอข้าอยู่ที่นี่หรือ”
เฟิงซุ่นอินยกมือที่ถือชุดอยู่ขึ้นมา “ชุดที่สั่งตัดให้พี่รองมู่ก่อนหน้านี้เสร็จแล้ว ตั้งใจมาส่งให้เป็นพิเศษเจ้าค่ะ” ก่อนชะงักไปแล้วเอ่ยต่อ “ไม่พบหน้ากันหลายวัน พี่รองมู่จะได้ไม่รู้สึกว่าข้าจงใจหลบหน้าอีก”
มู่ฉางโจวจับจ้องดวงหน้าของนาง ไม่เห็นอาการหลบเลี่ยงแม้แต่น้อยจริงๆ ดูท่าทุกอย่างจะปกติดีเช่นกัน
เฟิงซุ่นอินเผชิญหน้ากับสายตาของเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย คล้ายกำลังรอให้เขารับชุดไป
ทั้งสองฝ่ายสบตากัน เพียงชั่วขณะเดียวมู่ฉางโจวก็ลงจากหลังม้า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ข้าก็ควรจะลองสวมดูก่อนแล้วค่อยไป” พูดจบก็หันตัวเดินไปยังบ้านเรือนที่อยู่ใต้กำแพงเมืองเหล่านั้น
เฟิงซุ่นอินมองเขาแล้วประคองชุดเดินตามไป ตอนที่เห็นสถานีส่งสารตรงกำแพงเมืองแห่งนั้น นางก็มองนานขึ้นเล็กน้อย
มู่ฉางโจวเข้าไปในบ้านที่อยู่ด้านข้างสถานีส่งสารหลังหนึ่ง ทหารยามที่เฝ้าประตูเห็นเขามาก็หลบทางให้ทันที
เฟิงซุ่นอินเดินตามเข้าไป ข้างในเป็นสถานที่สำหรับเก็บของใช้ทั่วไปในการป้องกันเมือง มุมหนึ่งกองอาวุธที่ค่อนข้างเก่าเอาไว้ อีกมุมยังมีธงเมืองผืนเก่าที่ถูกปลดลงมา นางมองสำรวจชั่วครู่ก่อนมองมู่ฉางโจวที่อยู่ตรงหน้าแล้วถามอย่างไม่ใส่ใจ “หลายวันมานี้พี่รองมู่ยุ่งเพียงนี้ตลอดเลยหรือเจ้าคะ”
มู่ฉางโจวหันมารับชุดในมือนางแล้วเดินเข้าไปด้านในสองก้าว มือหนึ่งปลดกระดุมตรงคอเสื้อ “อืม”
เฟิงซุ่นอินเห็นเขาจะถอดเสื้อผ้าเปลี่ยนตรงหน้าตนเอง สายตาก็เฉมองไปทางอื่น อีกทั้งหันหลังให้โดยหันหน้าออกไปทางนอกประตู
มู่ฉางโจวหันกลับมามองนางปราดหนึ่ง มือถอดปลอกแขนกับเข็มขัดเตี๋ยเซี่ยที่เอวออกแล้ว ตามด้วยชุดเก่าบนตัว จากนั้นวางทั้งหมดไว้บนโครงไม้ด้านข้างส่งๆ ก่อนหยิบเสื้อตัวใหม่ขึ้นมาสวมแล้วหันมามองนางอีกครั้ง “อินเหนียงไม่ได้มาเพื่อส่งเสื้อผ้าให้หรอกหรือ แค่จะยืนอยู่เฉยๆ เช่นนี้?”
เฟิงซุ่นอินผินหน้ามองเล็กน้อย เหลือบเห็นเขาสวมชุดใหม่แล้วถึงได้หันตัวกลับมา เห็นเขาจับจ้องนางด้วยสีหน้าไร้รอยยิ้ม ทว่าแววตาคล้ายหยอกเย้า นางจึงเดินเข้าไปหาอย่างเข้าใจ หยุดยืนตรงหน้าเขาแล้วยกมือช่วยจัดสาบเสื้อให้ ทั้งยังหยิบเข็มขัดเตี๋ยเซี่ยที่วางพาดอยู่ด้านข้างมา ขณะที่ในใจลอบคิด เหตุใดวันนี้ไม่พูดเรื่องงานเหมือนเคย เมื่อก่อนข้าไม่อยากฟังเขากลับพูดไม่หยุด แต่พอวันนี้เลือกเงียบเสียอย่างนั้น เหตุใดคนผู้นี้ถึงไม่ทำตัวตามปกติ
ระหว่างที่คิด มือก็ใส่เข็มขัดให้เขาเรียบร้อย เฟิงซุ่นอินไม่เคยทำเรื่องประเภทนี้มาก่อน ตอนที่มือโอบรอบเอวของเขาถึงได้รู้สึกตัวขึ้นมา นางชะงักงัน ปลายนิ้วแตะโดนเอวของเขาเข้า สายตามองดูเสื้อที่แนบอยู่กับหน้าท้องแบนราบทีหนึ่ง พร้อมกับค่อยๆ ดึงสายเข็มขัดมาคาด กระทั่งลมหายใจยังแผ่วเบาลง
มู่ฉางโจวหลุบตาลงมองการเคลื่อนไหวของมือนาง เห็นปลายนิ้วแตะที่เอวของตน ดวงตาหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะเห็นนางดึงมือออกอย่างแนบเนียนไปติดเข็มขัดต่อ ปลายนิ้วเพียงลากผ่านเอวเขาไป
ต่างฝ่ายต่างไม่มีใครพูดอะไร เพียงแต่อยู่ใกล้กัน สามารถได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากเรือนผมของนาง สมัยอยู่ที่สกุลเฟิงไม่เคยได้อยู่ใกล้นางเพียงนี้มาก่อน มู่ฉางโจวเองก็ไม่รู้ว่าใช่กลิ่นจากเครื่องหอมที่นางใช้มาจนเคยชินตั้งแต่เด็กหรือไม่ เขายืดตัวตรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว สายตายังคงจ้องตรงเปลือกตาที่หลุบลงของนาง
ในที่สุดมือของเฟิงซุ่นอินก็ตามหาที่เกี่ยวพบ นางรัดเข็มขัดให้เขาเรียบร้อยอย่างกระชับแน่น ก่อนยกมือขึ้นช่วยเขาจัดสาบเสื้ออีกครั้ง ชุดสีเขียวเข้มจากเนื้อผ้าไหมดูทนทาน เข้ากันดีกับหัวไหล่และขายาวๆ ของเขา นางเพียงมองประเมินเร็วๆ รอบหนึ่งก็เอ่ยเรียบๆ “พอดีตัวมากเจ้าค่ะ”
มู่ฉางโจวมองนางเก็บมือเข้าแขนเสื้อ ร่างกายที่เหยียดตรงคล้ายผ่อนลงเล็กน้อย เขายกมือขึ้นลูบสาบเสื้อทีหนึ่ง “พอดีมากจริงๆ ลำบากอินเหนียงแล้ว”
เฟิงซุ่นอินไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี จึงหยิบเสื้อผ้าชุดเก่าที่เขาวางพาดอยู่ด้านข้างขึ้นมาเสียเลย “เช่นนั้นพี่รองมู่ก็สวมเอาไว้เถิดเจ้าค่ะ ข้าจะนำชุดเก่ากลับไปให้ท่าน”
สายตาของมู่ฉางโจวตกลงบนตัวนางอีกครั้งสั้นๆ ก่อนหยิบปลอกแขนเดินออกไปข้างนอก ทว่าก่อนจะเดินผ่านกัน เขาก็ชะงักเล็กน้อย ก่อนหันไปมองทหารยามที่อยู่ข้างนอกทีหนึ่งแล้วก้มหน้าลง เอ่ยกระซิบข้างหูขวาของนาง “สายลับวันนั้นเองก็มาจากกองทัพกานโจว ดังนั้นช่วงนี้ข้ากำลังพิจารณาว่าจะมุ่งหน้าไปที่กานโจวสักรอบ”
เฟิงซุ่นอินตกตะลึง นึกไม่ถึงว่าจู่ๆ เขาจะพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้ง นางหันหน้าไปมอง แต่ข้างกายกลับว่างเปล่า เขาเดินออกไปข้างนอกแล้ว
นางยกมือขึ้นทัดผมที่หูขวาเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว เหตุใดถึงเป็นกานโจวอีกแล้ว ก่อเรื่องติดต่อกันคล้ายแฝงเจตนาทำลายความสัมพันธ์ระหว่างเหลียงโจวกับจงหยวน รอยเกือกม้าก่อนหน้านี้ยังเดือดร้อนพาให้นางโดนสงสัยไปด้วย จนตอนนี้ยังไม่อาจสบายใจลงได้
มู่ฉางโจวสวมปลอกแขนพร้อมก้าวยาวๆ ออกไปข้างนอก จากนั้นตวัดกายขึ้นหลังม้า พอกลับมาถึงประตูเมืองก็ยังไม่ทันผ่านไปหนึ่งเค่อ
จางจวินเฟิ่งมองเขาปราดหนึ่ง ตอนที่เตรียมขึ้นม้าตามก็ตวัดสายตากลับไปอีกครั้ง มองสำรวจชุดใหม่บนร่างเขาพลางมองไปถึงทางด้านหลังเขาด้วย
เฟิงซุ่นอินเดินตามออกมาจากบ้านหลังนั้น ในมือยังถือชุดเก่าของเขาเอาไว้ด้วย ยืนมองมาที่พวกเขาจากข้างถนนไม่ใกล้ไม่ไกล แววตายังเหมือนไม่รู้จะมองไปที่ใด เพียงตกลงบนม้าของเขา
มู่ฉางโจวรั้งม้าก่อนหันกลับไปมองนาง พร้อมเอ่ยเสียงดัง “หากอินเหนียงอยู่ในจวนรู้สึกเบื่อหน่าย สามารถออกไปเที่ยวชมทิวทัศน์ด้วยตนเองได้” เฉกเช่นเดียวกับถ้อยคำที่เขาฝากให้ เขาเอ่ยเสริมอีกประโยค “อยู่อย่างสบายใจหน่อย”
เฟิงซุ่นอินกระชับมือที่ถือชุดเก่าของเขาเอาไว้เล็กน้อย ก่อนจงใจผงกศีรษะอย่างสบายใจ “ทราบแล้วเจ้าค่ะ”
มู่ฉางโจวหันหน้ากลับ แล้วควบม้านำออกจากเมืองไปก่อน
จางจวินเฟิ่งที่ตามหลังมองพวกเขาสองคนอยู่หลายครั้ง ถึงได้ควบม้าออกจากเมืองไปเช่นกัน
เฟิงซุ่นอินเห็นมู่ฉางโจวไปแล้วถึงค่อยโล่งอก ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะช่วยเปลี่ยนชุดเมื่อครู่นี้หรือเพราะเรื่องอื่น
“ฮูหยิน!” ด้านหลังมีเสียงของลู่เถียวดังลอยมา
เฟิงซุ่นอินได้สติหันหน้ามองไป ลู่เถียวกำลังเดินออกมาจากสถานีส่งสารแห่งนั้น ด้านหลังยังมีคนผู้หนึ่งตามมาด้วย
ดูเหมือนจะมองเห็นนางนานแล้ว เขาก้าวเดินเร็วๆ เข้ามาหาพร้อมยิ้มเอ่ย “ฮูหยินมาพบหน้าท่านผู้บัญชาการเป็นพิเศษหรือ ช่างรักใคร่ลึกซึ้งกันจริงๆ ด้วย มิน่าเล่าถึง…” เขาอยากพูดเรื่องส่วนตัวนางที่ฝากฝังเขาไว้วันนั้น แต่แค่เพียงยิ้มแย้มแล้วข้ามผ่านไป
เฟิงซุ่นอินเห็นเขายิ้มหยอกล้อ แววตาก็วูบไหวเล็กน้อย นางรู้สึกอึดอัดใจจึงมองไปทางด้านหลังของเขา
ด้านหลังลู่เถียวมีเด็กสาวคนหนึ่งติดตามอยู่ ดูท่าจะอายุไล่เลี่ยกันกับนาง อาจอายุน้อยกว่านางสักหน่อย สายตากำลังมองตรงไปทางประตูเมือง
ลู่เถียวสังเกตเห็นสายตาของนางจึงมองไปทางด้านหลังปราดหนึ่ง ก่อนเอ่ยทันที “ยังไม่เคยแนะนำให้ฮูหยินรู้จัก นี่คือบุตรสาวคนเล็กของข้า นามว่าเจิ้งเนี่ยน ครั้งก่อนตอนงานสรงน้ำพระก็อยากแนะนำให้ฮูหยินรู้จัก เพียงแต่วันนั้นคนเยอะเลยได้แต่แล้วกันไป”
เฟิงซุ่นอินเพิ่งรู้ว่าเขายังมีบุตรสาวอีกคนด้วย นางมองสำรวจเร็วๆ ลู่เจิ้งเนี่ยนเป็นเด็กสาวรูปโฉมพริ้มเพรา ผิวขาวกระจ่าง ดูเรียบร้อย เพียงแต่ดูเหมือนไม่ใช่คนพูดเก่ง สายตาเอาแต่มองไปทางประตูเมือง จนกระทั่งถูกลู่เถียวเรียกถึงได้หันมาหาเฟิงซุ่นอิน แล้วย่อกายคารวะให้นาง
เฟิงซุ่นอินย่อกายเล็กน้อยตอบกลับ ก่อนมองตามสายตาของอีกฝ่ายไปทางประตูเมือง ไม่รู้ว่าลู่เจิ่งเนี่ยนกำลังมองอะไร หรือกำลังมองมู่ฉางโจว? แต่เมื่อหันกลับมามองลู่เจิ้งเนี่ยนอีกทีก็เห็นอีกฝ่ายยืนอยู่ด้านหลังบิดาอย่างว่าง่ายแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่านางมองผิดไปหรือไม่
เซิ่งอวี่เดินเข้ามาสอบถาม “ท่านผู้บัญชาการไปไกลแล้ว ฮูหยินจะย้อนกลับไปที่จวนเลยหรือไม่เจ้าคะ”
เฟิงซุ่นอินยื่นชุดเก่าของมู่ฉางโจวให้เซิ่งอวี่พร้อมผงกศีรษะ ก่อนหันมองลู่เถียวทีหนึ่ง
ลู่เถียวเผยรอยยิ้มหยอกล้อก่อนหน้านี้อีกครั้ง เดินเข้าใกล้สองก้าวพร้อมเอ่ยเสียงเบา “ฮูหยินวางใจได้ ระยะนี้ไม่มีเรื่องอะไร หากมีข้าย่อมรายงานท่านขอรับ”
เฟิงซุ่นอินอ่านปากของเขาก่อนผงกศีรษะ “ขอบคุณท่านผู้ตรวจการลู่มากเจ้าค่ะ” พูดจบนางก็ขอตัวลาเดินไปขึ้นรถม้า
ที่เขาพูดหมายถึง ‘ไม่มีเรื่อง’ ที่ใดกัน หมายถึง ‘ไม่มีจดหมาย’ ต่างหาก
ผ่านมาระยะหนึ่งแล้ว ไม่มีจดหมายก็ดี โดยเฉพาะในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ หวังเพียงว่าเฟิงอู๋จี๋อย่าได้เขียนจดหมายมาสักคำจะดีที่สุด หากจะเขียนจริงๆ อย่างน้อยก็รอมู่ฉางโจวเดินทางไปกานโจวก่อน…
มู่ฉางโจวไม่ได้กลับมาที่จวนอีกจริงๆ
ภายในเมืองเป็นปกติ ทว่าข้างนอกเมืองทั้งสี่ทิศกลับมีทหารม้าตรวจตราผ่านไปมาบ่อยครั้ง
ตอนบ่ายของวันรุ่งขึ้น คนและม้ากลุ่มหนึ่งมาถึงข้างนอกประตูเมืองทิศตะวันออกอีกครั้ง
พลทหารลาดตระเวนห้านายกลุ่มหนึ่งควบม้ามา เร่งมาถึงหน้าเนินดินใกล้ๆ ด้วยมือเปล่า แล้วเอ่ยรายงานสถานการณ์ลาดตระเวนต่อจางจวินเฟิ่ง
จางจวินเฟิ่งฟังจบแล้วก็โบกมือสั่งให้พวกเขาไปตรวจสอบต่อ ก่อนจะหันหลังเดินขึ้นไปบนเนิน
มู่ฉางโจวกำลังยืนอยู่ที่นั่น ในมือถือรายงานการจับตัวสายลับที่เพิ่งถูกส่งมาจากประตูเมืองแห่งอื่น
“ท่านผู้บัญชาการ ดูท่าที่นี่จะจัดการสะอาดหมดจดแล้ว ละแวกใกล้ๆ ไม่พบร่องรอยของสายลับอีกขอรับ” จางจวินเฟิ่งเอ่ยขึ้นข้างหลังเขา พร้อมกับมองชุดบนตัวเขาไปด้วย
มู่ฉางโจวไม่ได้กลับจวน วันนี้ยังคงสวมชุดที่เฟิงซุ่นอินนำมาส่งให้ตัวนั้น เขาปิดรายงานทหารลงพร้อมหันกลับมาเอ่ย “ท่านผู้บัญชาการใหญ่อนุญาตให้ข้าจัดการเรื่องนี้ได้เต็มอำนาจ ข้าว่าจะไปที่กานโจวรอบหนึ่ง”
จางจวินเฟิ่งถาม “ท่านผู้บัญชาการตั้งใจจะออกเดินทางเมื่อใดขอรับ”
“โดยเร็วที่สุด” มู่ฉางโจวพูดจบก็เดินลงจากเนินดิน ห่างออกไปมีม้าหลายตัวรีบเร่งห้อตะบึงมา ก่อเป็นฝุ่นควันตลบฟุ้ง
หูเป้ยเอ๋อร์นำมาถึงก่อน พอพุ่งมาถึงใกล้ๆ แล้วถึงรีบรั้งม้าหยุดลง
มู่ฉางโจวหยุดเดิน “รีบร้อนเพียงนี้ ทางจงหยวนมีความเคลื่อนไหวหรือ”
หูเป้ยเอ๋อร์หัวเราะแห้งๆ “เหมือนกับก่อนหน้านี้ ไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรขอรับ พวกเราเฝ้าระวังอยู่ตรงเขตชายแดน ไม่เจออะไรทั้งนั้น ทว่ากลับสกัดพลทหารส่งสารจำนวนหนึ่งมาได้” เขาพูดพร้อมล้วงจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากสาบเสื้อ “บังเอิญมีจดหมายถึงฮูหยินพอดี ส่งมาจากฉินโจว ข้าเดาว่าต้องเป็นจดหมายของคุณชายเฟิงที่ชอบอารมณ์เสียผู้นั้นส่งมาแน่นอน เลยเอามาด้วยเสียเลย ถึงอย่างไรสุดท้ายก็ต้องผ่านมือท่านผู้บัญชาการอยู่ดี!” เขายื่นจดหมายมาให้อย่างกระตือรือร้น
มู่ฉางโจวรับมาดู ซองจดหมายเขียนว่ามาจากฉินโจวจริงๆ เขาขยับเดินสองก้าวถึงได้แกะซองจดหมายออก
จดหมายฉบับนี้ของเฟิงอู๋จี๋เขียนไม่ยาว มีเพียงไม่กี่ประโยคเช่นเดียวกับฉบับก่อน เนื้อหาเป็นเพียงเรื่องทั่วไป ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ และถามว่าเหตุใดเฟิงซุ่นอินถึงยังไม่ตอบจดหมายกลับเสียที น้ำเสียงและคำที่ใช้ก็เหมือนกับฉบับก่อน…เหมือนกันจนดูผิดปกติ
มู่ฉางโจวถือจดหมายในมือหนึ่ง ขณะที่อีกมือก็ล้วงเข้าไปในเสื้อ หยิบกระดาษใยปอสีเหลืองที่พับไว้แผ่นหนึ่งออกมาสะบัดกาง ในนั้นเป็นเนื้อหาจดหมายครั้งก่อนของเฟิงอู๋จี๋
ผู้อื่นอาจมองไม่เห็นความผิดปกติ แต่เขาเห็นชัดเจน แล้วก็เพราะมันผิดปกตินี่เอง เขาถึงได้คัดลอกเอาไว้นานแล้ว
เขาวางจดหมายสองฉบับคู่กัน เทียบทีละบรรทัดอย่างละเอียด
ดวงอาทิตย์บนฟ้าเคลื่อนคล้อยลงเรื่อยๆ แสงสว่างค่อยๆ สลัวลง หูเป้ยเอ๋อร์ฟังรายงานสถานการณ์ตรวจค้นจากทหารลาดตระเวนอีกชุดจบแล้ว พอหันหน้าไปมองถึงพบว่าผู้บัญชาการยังคงยืนอยู่ตรงนั้นโดยไม่ขยับ ไม่รู้เหมือนกันว่าจดหมายเขียนอะไรไว้ถึงต้องอ่านนานเพียงนี้
จางจวินเฟิ่งเองก็มองไปทางนั้นอย่างห้ามไม่ได้
ผ่านไปอีกอย่างน้อยหนึ่งเค่อ มู่ฉางโจวถึงเงยหน้าขึ้น สายตาละจากจดหมายในมือ มุมปากประดับรอยยิ้ม
ที่แท้ก็เช่นนี้ หวังว่าข้าจะคาดเดาได้ไม่เดาผิด
“ท่านผู้บัญชาการ?” หูเป้ยเอ๋อร์ชะเง้อคอมองมาทางเขา
มู่ฉางโจวเก็บกระดาษกับจดหมายเข้าในสาบเสื้อ เขาก้าวขายาวๆ ลงจากเนิน จูงม้ามาตวัดกายขึ้นขี่
หูเป้ยเอ๋อร์ถามอย่างแปลกใจ “ท่านผู้บัญชาการไม่จับตัวสายลับด้วยตนเองแล้วหรือขอรับ”
“จับ” มู่ฉางโจวยกยิ้มบางๆ “พวกเจ้าจับของพวกเจ้าไป ส่วนข้าไปจับของข้า” พูดจบก็กระตุกบังเหียนควบม้ากลับเข้าเมือง
บทที่ 20
วันนี้เฟิงซุ่นอินออกจากจวนตั้งแต่เช้า
ในเมื่อมู่ฉางโจวให้นางไปชมทิวทัศน์ด้วยตนเอง นางก็จะให้ความร่วมมือเต็มที่ ไม่ได้ขังตนเองอยู่ในจวน มิฉะนั้นไม่ใช่จะถูกเขาพูดว่าอยู่อย่างไม่สบายใจอีกหรือ
ดังนั้นเช้าวันนี้หลังตื่นนอน นางจึงเตรียมตัวเป็นพิเศษ แล้วขี่ม้ามายังถนนใหญ่ของเมืองโดยพาเซิ่งอวี่มาด้วย
เมืองเหลียงโจวเจริญรุ่งเรือง ถนนกว้างขวาง ตรอกซอยเป็นระเบียบ หากเดินชมโดยละเอียดยังเสียเวลาอยู่มาก
เวลานี้ดวงอาทิตย์คล้อยตกลงแล้ว นางสวมหมวกม่านแพร ยืนอยู่ตรงมุมหนึ่งของถนนใหญ่ทิศใต้ของเมือง กำลังรับชมนางรำชาวหูจำนวนหนึ่งแสดงงิ้วประจำแคว้น
ความจริงไม่นับว่าแปลกใหม่ ตั้งแต่สมัยอยู่ฉางอันนางก็เคยเห็นมาก่อน แต่ตอนนี้นางไม่อาจสังเกตการณ์แนวป้องกันทางการทหารใดๆ บอกว่าไปชมทิวทัศน์ก็ตามนั้นจริงๆ เพียงชมทิวทัศน์ในเมือง ดูขนบธรรมเนียมและวิถีชีวิตผู้คนเท่านั้น
เซิ่งอวี่จูงม้าของนางนำองครักษ์กลุ่มหนึ่งติดตามอยู่ข้างหลัง เห็นฟ้าเริ่มมืดลงแล้วจึงเข้าใกล้ด้านขวานางแล้วถามว่า “เริ่มมืดแล้ว ฮูหยินยังอยากไปชมสถานที่แห่งอื่นในเมืองอีกหรือไม่เจ้าคะ”
เฟิงซุ่นอินเลิกม่านโปร่งขึ้นมองท้องฟ้า ก่อนส่ายหน้า “ไม่แล้ว กลับกันเถิด”
เซิ่งอวี่จูงม้ามาให้ข้างกายนางทันที
เฟิงซุ่นอินจับสายบังเหียน ยังไม่ทันเหยียบขึ้นโกลนก็พลันเห็นเงาร่างร่างหนึ่งยืนอยู่ข้างทาง กำลังมองมาทางนาง นางจึงหยุดลงแล้วเอ่ยกับเซิ่งอวี่ว่า “รอประเดี๋ยว” พูดจบนางก็ปล่อยบังเหียน เดินตรงไปที่ข้างทางนั้น
ข้างทางเป็นร้านผ้าร้านหนึ่ง ห่างจากประตูไปไม่ไกลมีเด็กสาวคนหนึ่งยืนอยู่ สวมชุดกระโปรงหรูฉวินสีฟ้าน้ำทะเล ดวงหน้าสะอาดสะอ้าน สายตามองนางเข้ามาใกล้โดยไม่ละสายตา
เฟิงซุ่นอินเดินเข้าหา มองนางแวบหนึ่งก่อนเอ่ยเรียก “คุณหนูลู่”
เป็นลู่เจิ้งเนี่ยน บุตรสาวของลู่เถียว เมื่อครู่นี้เห็นอีกฝ่ายเอาแต่มองนาง ให้ความรู้สึกคล้ายมีบางอย่างอยากจะพูดด้วย เฟิงซุ่นอินถึงได้เดินมาหา
ลู่เจิ้งเนี่ยนมองนางแล้วไม่ได้พูดอะไร ทั้งยังก้มหน้าลง ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
เฟิงซุ่นอินจงใจเอียงด้านขวาเข้าใกล้ ทว่าไม่ได้ยินนางเอ่ยปาก คิดในใจว่า คงไม่ใช่พูดไม่ได้หรอกนะ เพิ่งคิดถึงตรงนี้ อีกฝ่ายคล้ายตระหนักได้ เงยหน้าขึ้นเอ่ยอธิบาย “ฮูหยินโปรดอย่าเข้าใจผิด ข้าไม่ได้เป็นใบ้เจ้าค่ะ”
“…” ชั่วขณะนั้นเฟิงซุ่นอินไม่รู้ควรพูดอะไรดี จึงผงกศีรษะ
ลู่เจิ้งเนี่ยนมองนางอีกครั้ง ถึงได้เอ่ยต่อในที่สุด “ท่านพ่อบอกว่ามีเรื่องส่วนตัวบางอย่างที่ฮูหยินฝากฝัง เวลานี้ไม่สะดวกมาหาด้วยตนเอง ให้ข้าเป็นคนมาส่งต่อคำพูดจะดีกว่าเจ้าค่ะ”
เฟิงซุ่นอินถามทันที “เรื่องอะไรหรือ”
ลู่เจิ้งเนี่ยนมองไปทางถนนก่อนขยับเข้าใกล้ ใช้ร่างกายบังแล้วหยิบกระดาษแผ่นเล็กที่ห่ออย่างประณีตแผ่นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ
เฟิงซุ่นอินรับมาแล้วเบี่ยงตัวกางอ่าน บนนั้นเป็นข้อความจากลู่เถียวสองสามประโยค
‘เรื่องที่ฮูหยินฝากฝังเกิดเหตุไม่คาดฝัน เพราะระยะนี้หัวหน้าหูคอยจับตามองทางจงหยวนอยู่ตลอด วันนี้เจ้าหน้าที่สถานีส่งสารมาบอกว่าเดิมทีมีจดหมายจากฉินโจวฉบับหนึ่ง แต่ระหว่างทางถูกหัวหน้าหูสกัดเอาไปแล้ว…’
นางขมวดคิ้วแน่น มือขยำกระดาษเป็นก้อน
เรื่องที่กังวลยังคงเกิดขึ้น เฟิงอู๋จี๋ส่งจดหมายมาจริงๆ ทั้งยังถูกหูเป้ยเอ๋อร์สกัดเอาไปอีก เช่นนั้นมู่ฉางโจวจะต้องได้อ่านแล้วแน่นอน
ลู่เจิ้งเนี่ยนสังเกตนางอยู่ด้านข้าง
เฟิงซุ่นอินได้สติกลับมา มือออกแรงขยำกระดาษมากกว่าเดิมจนแทบขาด ก่อนเก็บเข้าแขนเสื้อ เพียงแต่สีหน้ายังคงเรียบเฉย “ขอบคุณมาก” พูดจบแล้วนางก็หันตัวเดินกลับไป
เซิ่งอวี่เห็นแค่ว่านางไปคุยบางอย่างกับบุตรสาวผู้ตรวจการลู่ที่ข้างทาง เพียงนึกว่าเป็นหัวข้อสนทนาทั่วไป จึงยื่นบังเหียนม้าให้กับนาง “ฮูหยินรีบกลับเถิดเจ้าค่ะ ฟ้าใกล้มืดแล้ว”
เฟิงซุ่นอินเหยียบโกลนขึ้นหลังม้า นิ้วดึงสายบังเหียนควบม้าออกไป นางเปลี่ยนทิศอีกครั้งทันที เกือบจะไปผิดทางแล้วด้วยซ้ำ
ตอนที่กลับถึงจวนผู้บัญชาการก็เป็นเวลาห้ามออกนอกเคหสถานแล้ว ฟ้าเพิ่งมืดสนิท
เซิ่งอวี่เดาว่าฮูหยินจะต้องเหนื่อยล้าแน่นอน จึงยื่นสองมือออกไปช่วยประคองนางลงจากหลังม้า
เมื่อเท้าเฟิงซุ่นอินเหยียบลงบนพื้น ความคิดที่ล่องลอยมาตลอดทางก็เสมือนตกลงพื้นเช่นกัน นางมองประตูใหญ่ของจวนผู้บัญชาการปราดหนึ่ง จากนั้นปลดหมวกยื่นให้เซิ่งอวี่ กำมือน้อยๆ แล้วเดินเข้าไปข้างใน
ภายในจวนจุดโคมสว่างไสว ไม่คล้ายไม่มีคนอยู่
นางเดินไปทางเรือนหลัง ในใจเตรียมการคาดการณ์ต่างๆ นานา บางทีมู่ฉางโจวอาจอ่านจดหมายแล้ว หรือไม่ก็อาจยุ่งจนยังไม่ได้อ่าน บางทีอ่านแล้วทว่าไม่เห็นพิรุธอะไร แต่ไม่รู้เหตุใดนางกลับรู้สึกว่าความเป็นไปได้ที่สุดคือเขาอ่านจดหมายแล้ว อีกทั้งยังพบพิรุธบางอย่างแล้วด้วย…
นี่เป็นผลลัพธ์ที่แย่ที่สุดแบบหนึ่ง ทว่าก้นบึ้งหัวใจนางกลับรู้สึกว่าเป็นไปได้มากที่สุด
หลังจากเข้าไปในเรือนหลังก็ไม่เห็นสาวใช้สักคนเดียว บรรยากาศเงียบสงบอย่างมาก
นางเดินตามระเบียงทางเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ ห้องตะวันออกอยู่ตรงหน้าแล้ว นางหยุดฝีเท้าลง ก่อนพึมพำเอ่ยปลอบตนเองเฉกเช่นทุกครั้งที่เจอกับปัญหา “ไม่เป็นไรๆ…” พูดจบนางยกมือทัดปอยผมด้านซ้ายเล็กน้อย ก่อนเดินตรงไปที่ประตูห้อง
ประตูห้องเปิดอยู่ ภายในห้องจุดตะเกียงสว่างไสว กระดิ่งลมเหนือประตูกำลังแกว่งไปมาเบาๆ
เฟิงซุ่นอินเห็นแล้วหัวใจบีบรัดแน่น ก้าวเข้าไปข้างในทันที ก่อนเห็นเงาร่างสูงโปร่งที่อยู่ภายในห้อง
มู่ฉางโจวยืนอยู่ที่โต๊ะ สวมชุดสีเขียวเข้มที่นางไปส่งให้ด้วยตนเอง มือหนึ่งถือตำราพับทบ กำลังก้มหน้าอ่าน หลังได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวเขาก็หันมองมาทางนาง
เฟิงซุ่นอินสบสายตากับเขา มือในแขนเสื้อกำเข้าหากันหลวมๆ ขณะถามเสียงเรียบ “พี่รองมู่กลับมาล่วงหน้าได้อย่างไรเจ้าคะ” พูดจบนางก็มองตำราพับทบในมือเขาปราดหนึ่ง เป็นเล่มที่นางเพิ่งเขียนล่าสุดพอดี
มู่ฉางโจวมองนาง “ย่อมกลับมาเพื่ออินเหนียงอยู่แล้ว”
ระหว่างเฟิงซุ่นอินกับเขาห่างกันด้วยโต๊ะตัวหนึ่ง สามารถได้ยินทุกคำชัดเจน นางยืนอยู่อย่างไร้คำพูด รู้ว่าน่าจะเป็นผลลัพธ์ที่แย่ที่สุดแล้ว
มู่ฉางโจวมองตำราพับทบทีหนึ่ง “เดิมทีข้าก็นึกแปลกใจว่าเหตุใดอินเหนียงถึงชื่นชอบการจดบันทึกสิ่งที่พบเห็น ภายหลังข้าพบว่าเจ้าคุ้นเคยกับการทหารทว่าจงใจปิดบัง จวบจนตอนนี้ถึงนับว่าเข้าใจ ที่แท้ล้วนแต่ ‘แฝงเจตนาอื่น’ ไว้”
เฟิงซุ่นอินถาม “เจตนาอะไรเจ้าคะ”
“เจตนาสอดแนมกิจทหารของเหลียงโจว ทำหน้าที่สายลับให้กับจงหยวน” มู่ฉางโจวเอ่ยเน้นทีละคำอย่างชัดเจน
สีหน้าของเฟิงซุ่นอินไม่แปรเปลี่ยนแม้แต่น้อย “ท่านรู้ได้อย่างไรเจ้าคะ”
มู่ฉางโจวล้วงมือหยิบจดหมายที่เฟิงอู๋จี๋ส่งมาวันนี้จากสาบเสื้อออกมาวางบนโต๊ะ แล้วเลื่อนไปตรงหน้านาง
เฟิงซุ่นอินหลุบตาลงมองปราดหนึ่ง ไม่ได้หยิบมา ยิ่งไม่ได้พูดอะไร เพียงมองเขานิ่งๆ
มู่ฉางโจวเดินอ้อมโต๊ะมาทางด้านขวาของนางหนึ่งก้าว “บทกวีมีฉันทลักษณ์ ย่อมมีแบบแผนของมัน หากกำหนดฉันทลักษณ์ให้จดหมาย วางกฎเกณฑ์ให้ชัดเจน แล้วเพิ่มเติมแปรเปลี่ยนเข้าไปก็จะสามารถสร้างรูปแบบจดหมายที่หลากหลายขึ้นมาได้ จากนั้นก็เติมข้อความลงไปให้ดูเหมือนเป็นจดหมายธรรมดา แต่ผู้ที่เข้าใจเบื้องหลังขอเพียงเห็นรูปแบบก็สามารถไขรหัสโดยใช้คำถอดความที่สอดคล้องกับรูปแบบนั้น แล้วก็จะเข้าใจเนื้อหาที่แท้จริงในจดหมายนั้นได้”
มือที่อยู่ในแขนเสื้อของเฟิงซุ่นอินพลันกำแน่น นางเดาเพียงว่าเขามองพิรุธออก แต่ไม่คิดว่าจะจับได้ตรงจุดสำคัญถึงเพียงนี้ รูปแบบที่ว่านี้ต้องใช้การแบ่งคำและวลีอย่างจำเพาะเจาะจง คนนอกไม่มีวันรู้และไม่น่าจะรู้ได้ เหตุใดเขาถึง…
ภายในใจนางพลิกตลบ แต่แววตาของนางไม่แม้แต่จะวูบไหว ยังคงเม้มปากไม่พูดไม่จา
มู่ฉางโจวกางตำราพับทบในมือ อ่านประโยคที่นางเขียนพร้อมเดินเข้าใกล้อีกหนึ่งก้าว “ด่านฮุ่ยหนิงตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองฮุ่ยโจวหนึ่งร้อยแปดสิบหลี่ กำแพงเมือง…” เขาหยุดชะงักแล้วเงยหน้าขึ้น “ต่อจากนั้นยังไม่มีคำบรรยาย ไม่รู้ว่าอินเหนียงอาศัยอะไรมาจดจำ”
ย่อมอาศัยใจจดจำ แต่เฟิงซุ่นอินไม่ตอบ มีเพียงมือในแขนเสื้อที่กำแน่นขึ้นกว่าเดิม ในบรรดาประโยคเหล่านี้มีเพียงประโยคตำแหน่ง ‘หนึ่งร้อยแปดสิบหลี่’ ที่ถูกเขียนออกมาตรงๆ เพราะไม่ได้สลักสำคัญ ส่วนข้อมูลเกี่ยวกับบนกำแพงเมืองนั้นนางใช้ข้อความลับในการเขียน ในตำราพับทบดูเหมือนเป็นแค่การพรรณนาทิวทัศน์ธรรมดา แต่เขากลับมองออกว่านางเขียนถึงกำแพงเมือง
มู่ฉางโจวเห็นนางยังคงไม่พูดอะไรก็ก้าวเข้ามาใกล้อีกก้าวหนึ่ง มายืนอยู่ทางฝั่งขวาของนาง “อินเหนียงลืมได้อย่างไรว่าข้าเคยใช้ชีวิตอยู่กับเจ้าที่สกุลเฟิงมาสี่ปี”
เฟิงซุ่นอินหัวใจกระตุกวูบ แววตาแปรเปลี่ยนในที่สุด มือที่กำแน่นเองก็คลายออกเล็กน้อย กระจ่างแจ้งแล้วว่าเหตุใดนางถึงมีความรู้สึกเช่นนั้นก่อนหน้านี้…ไม่ใช่ความรู้สึกคล้ายตนเองปิดบังเขา แต่กลับคล้ายเขามีเรื่องสำคัญบางอย่างปิดบังนางอยู่
ที่แท้นี่ก็คือเรื่องสำคัญเรื่องนั้น เดิมทีเขารู้เรื่องพวกนี้อยู่แล้ว
นางขยับริมฝีปาก ถามเสียงหนักแน่น “พี่รองมู่อยากจะพูดอะไรเจ้าคะ”
มู่ฉางโจวเอ่ย “สี่ปีนั้นบิดาและพี่ชายเจ้าล้วนดีต่อข้ามาก ถึงขั้นเพราะเห็นว่าข้าเป็นบัณฑิต จึงถกเรื่องพวกนี้กับข้าอยู่บ้าง ดังนั้นข้าจึงเคยเห็นสิ่งของพวกนี้มาก่อน” เขาชะงักแล้วเอ่ยต่อ “เพียงแต่อาจเพราะรู้ว่าเจ้ากับข้าไม่สนิทกัน พวกเขาจึงไม่เคยพูดเรื่องนี้กับเจ้า”
ดังคาด เฟิงซุ่นอินรู้สึกเหมือนโดนกระแทกหัวใจ ไม่ว่าอย่างไรก็คิดไม่ถึงว่าแรงกระแทกนี้จะมาจากครอบครัวตนเอง สิ่งที่นางปิดบังไว้อย่างยากลำบากตั้งแต่สมัยเด็กก็ถูกเปิดเผยภายใต้สายตาเขาแล้ว
มู่ฉางโจวกดตำราพับทบลง ก่อนถามขึ้นกะทันหัน “อู๋ฮั่วไปที่ใด สมัยก่อนคนที่ถกเรื่องนี้กับข้ามากที่สุดก็คือเขา”
เฟิงซุ่นอินประหนึ่งรับแรงกระแทกอีกครา อู๋ฮั่วคือพี่ใหญ่ของนาง เฟิงอู๋ฮั่ว บุตรชายคนโตสกุลเฟิง นางขยับริมฝีปาก “ไปแล้ว…”
มู่ฉางโจวจำได้ว่านางเคยพูดว่าคนในครอบครัวบ้างจากไป บ้างไม่อยู่แล้ว จึงถามต่อ “ไปที่ใด”
ดวงหน้าของเฟิงซุ่นอินประหนึ่งมีน้ำค้างแข็งเกาะ “จากไปแล้ว ไม่ใช่ไปที่ใด”
มู่ฉางโจวชะงักงัน ก่อนผงกศีรษะ “ก็จริง เขาเป็นบุตรชายคนโต หากมิใช่ว่าไม่อยู่แล้ว น่าจะไม่มีทางทอดทิ้งสกุลเฟิงอย่างไม่ไยดี”
เฟิงซุ่นอินได้ยินเขาพูดเสียงเบาราวกับไม่ใส่ใจ เหมือนกับตอนที่ถามเรื่องครอบครัวของนางก่อนหน้านี้ ส่วนหนึ่งของหัวใจก็ประดุจถูกดึงขึ้นมาอย่างแรงแล้วปล่อยจมลงก้นบึ้งอีกครั้ง “พี่รองมู่ยังมีอะไรที่อยากพูดอีกหรือไม่ มิสู้พูดออกมาเลยทีเดียว”
มู่ฉางโจวไล่สายตาไปทั่วใบหน้านางรอบหนึ่ง ก่อนมองสบตานาง “ได้ยินว่าสกุลเฟิงตกอับลงเพราะทำความผิด เจ้าคงไม่ได้คิดอาศัยเรื่องนี้ให้เฟิงอู๋จี๋ได้เลื่อนขั้น ฟื้นฟูสกุลเฟิงกลับมาแล้วค่อยพลิกคดีให้กับบิดาเจ้าอีกที?”
เฟิงซุ่นอินมองเขา “ข้ารู้เพียงว่าข้ามีหน้าที่รับผิดชอบต่อสกุลเฟิง”
เดิมทีมู่ฉางโจวอยากถามว่าหน้าที่รับผิดชอบอะไร แต่เห็นแววตาเย็นชาของนางแล้ว ท้ายที่สุดก็ไม่ได้ถาม
จิตใจของเฟิงซุ่นอินสงบลงแล้ว ยิ่งสงบลง สีหน้ากลับยิ่งเย็นชา นางยื่นสองมือหาเขา “หากพี่รองมู่จะใช้เรื่องเหล่านี้มาตัดสินโทษข้า เช่นนั้นก็จับข้าไปเถอะ จะจัดการเช่นไรก็แล้วแต่ท่าน”
มู่ฉางโจวมองมือนาง กระทั่งตอนนี้ก็ยังมองไม่เห็นความลนลานของนางเลยแม้แต่น้อย ถึงขั้นที่จวบจนขณะนี้นางยังมองออกว่าเขาพูดทุกอย่างจากการวิเคราะห์และการคาดเดา สายตาของเขาจึงหยุดอยู่ที่ใบหน้าของนางเนิ่นนาน ไม่อาจละไปที่ใดได้ “เช่นนั้นก็เท่ากับว่าอินเหนียงได้เปรียบไปแล้วสิ”
เฟิงซุ่นอินขมวดคิ้ว เขาที่อยู่ด้านข้างพลันก้าวเข้าใกล้อีกหนึ่งก้าว คลุมเงาลงมาตรงหน้านาง นางถึงขั้นอยากก้าวถอยหลบโดยไม่รู้ตัว แต่ก็อดทนเอาไว้
มู่ฉางโจวก้าวเข้าใกล้นาง มือหนึ่งจับข้อมือนางที่ยื่นมา ปากกลับเอ่ยว่า “ในเมื่ออินเหนียงมีความสามารถเช่นนี้ เหตุใดไม่ช่วยข้าเล่า”
เฟิงซุ่นอินเงยหน้ามองเขาอย่างตกตะลึง หลงนึกว่าตนเองฟังผิดไป “ท่านว่าอะไรนะ”
“ตอนที่ข้ารู้เรื่องพวกนี้มันยังเป็นเพียงวิธีการคร่าวๆ เท่านั้น แต่จนถึงวันนี้กลับกลายเป็นการซ่อนข้อความที่สมบูรณ์ มีหลักเกณฑ์แน่นอนจนข้าเองก็ยากจะเข้าใจในรายละเอียดได้” มู่ฉางโจวมองนางด้วยแววตาเข้มขึ้น “ฉะนั้นผู้ที่เติมเต็มให้มันสมบูรณ์ก็มิใช่ใครอื่น นอกจากอินเหนียง สิ่งที่เจ้ารู้นั้นย่อมมิใช่เพียงเท่านี้แน่นอน”
แววตาของเฟิงซุ่นอินวูบไหวเล็กน้อย ก่อนหน้านี้นางก็คิดไว้แล้วว่าแม้เขาจะรู้อะไรมา แต่ก็ไม่มีทางรู้รายละเอียดทั้งหมด ขนาดสกุลเฟิงในตอนแรกยังเพียงทดลองดู ต่อให้เคยบอกเขา ข้อมูลที่บอกก็มีอยู่อย่างจำกัด เขาอาศัยการวิเคราะห์คาดเดาพฤติกรรมของนางออกมาจริงๆ ด้วย นางตั้งสติตอบกลับ “พี่รองมู่ไม่กลัวคาดเดาผิดหรือเจ้าคะ”
“คาดเดาผิดข้าก็ยอม” มู่ฉางโจวจับจ้องใบหน้าของนาง “ที่เหลียงโจวนอกจากข้าแล้ว ไม่มีใครสามารถสังเกตเห็นความสามารถของอินเหนียงได้อีก ดังนั้นน่าจะไม่ผิด”
เฟิงซุ่นอินใคร่ครวญคำพูดของเขา ทั้งยังมองข้อมือตนเองที่ถูกเขาจับไว้อีกที ก่อนเอ่ยเสียงเบา “พี่รองมู่ข่มขู่ข้าอีกแล้วหรือ”
“นี่คือการปรึกษา” แววตาของมู่ฉางโจวแน่วแน่ เขายืดตัวตรงขึ้นเล็กน้อย “ข้าเคยเป็นจิ้นซื่อและเคยเข้าเฝ้าฝ่าบาท พระองค์ทรงวัยไล่เลี่ยกับข้า ความคิดมิได้ซับซ้อนนัก ข้ารู้ว่าพระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการป้องกันชายแดน สิ่งที่พระองค์ทรงต้องการคือความมั่นคง ไม่มีศึกสงคราม เจ้ามอบในสิ่งที่ฝ่าบาททรงประสงค์แก่พระองค์ มอบในสิ่งที่ข้าปรารถนาแก่ข้า แล้วจะมีสิ่งใดเล่าที่ไม่สมควร”
เฟิงซุ่นอินยิ่งตกตะลึงกว่าเดิม สายตาตกอยู่บนใบหน้าเขา ทว่ามองไม่ออกถึงท่าทีล้อเล่นเลยแม้แต่น้อย นางรู้สึกเพียงว่านัยน์ตาเขาล้ำลึกดุจหมึก ลึกจนไม่เห็นก้นบึ้ง
มู่ฉางโจวผ่อนแรงที่จับข้อมือนางเล็กน้อย กลายมาเป็นกุมไว้เฉยๆ พร้อมเอ่ยเสริมอีกประโยค “ข้ากับอินเหนียงเป็นสามีภรรยากันแล้ว หรือว่าแค่เฟิงอู๋จี๋ได้เลื่อนขั้นก็เพียงพอ? หากคิดฟื้นฟูสกุลเฟิงจริงๆ มีสามีที่มีอำนาจเพิ่มมาอีกคนไม่ใช่ว่ายิ่งมีประโยชน์ต่อเจ้าหรือ”
เฟิงซุ่นอินจิตใจสั่นไหว นางสบสายตากับเขาวูบหนึ่งแล้วคิดเพียงหลบเลี่ยง พยายามดึงข้อมือออก “ข้าไม่ทราบว่าพี่รองมู่กลายเป็นคนเช่นนี้ไปแล้ว”
ข้อมือถูกกระชับแน่นขึ้น มาจากที่มู่ฉางโจวกำมือแน่นอีกครั้งกะทันหัน เขาคล้ายไม่ใส่ใจ ถึงขั้นที่ยังหัวเราะน้อยๆ มือออกแรงดึงนางเข้ามาใกล้ ก่อนก้มหน้าลงชิดหูขวานาง เอ่ยเสียงทุ้มต่ำที่มีเพียงนางได้ยิน “ไม่ว่าข้าจะเป็นคนเช่นไร เจ้าอยู่ที่เหลียงโจวก็มีเพียงข้าที่พึ่งพาได้เท่านั้น”
(ติดตามต่อได้ในรูปแบบฉบับเต็มได้ในเดือนสิงหาคม 2569)
Comments
comments
No tags for this post.