บทที่ 19
ยามที่ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีดำ มู่ฉางโจวเดินออกมาจากคุกใหญ่ที่มีแสงสลัวของเหลียงโจว
ข้างนอกเป็นลานรกร้างที่มีผู้คุมคุกเฝ้าระวังหลายชั้น จางจวินเฟิ่งกำลังรออยู่ในลาน เมื่อเห็นเขาออกมาก็รีบก้าวเข้าหา “ไต่สวนเรียบร้อยหมดแล้ว ท่านผู้บัญชาการจะยังเข้าไปดูด้วยตนเองอีกด้วยเหตุใดขอรับ ปกติท่านไม่เคยชอบมาเยือนสถานที่เช่นนี้นี่”
มู่ฉางโจวสะบัดมือเล็กน้อย บนนั้นเปรอะเลือดของสายลับที่ถูกไต่สวน ด้านหลังเขาผู้คุมคุกรีบก้าวเข้ามาส่งผ้าให้ เขารับมาเช็ดมือพร้อมเอ่ย “มาจากกานโจวจริงๆ”
จางจวินเฟิ่งแค่นเสียงเย็น “ดูท่าจะทนเห็นท่านผู้บัญชาการได้ดีสักนิดไม่ได้ ท่านผู้บัญชาการเพิ่งแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับจงหยวนตามที่ท่านผู้บัญชาการใหญ่จัดแจงได้ไม่นานเท่าไร เดิมทีเป็นช่วงที่ทั้งสองฝ่ายอยู่กันอย่างสงบสุข ทว่ากานโจวกลับเคลื่อนไหวบ่อยครั้ง หมายให้จงหยวนกับเหลียงโจวขัดแย้งกันใหญ่โต”
มู่ฉางโจวยื่นผ้าคืนให้กับผู้คุมคุก เขายืนอยู่กับที่ครุ่นคิดโดยไม่พูดไม่จา
ข้างนอกมีเสียงม้าร้องดังมา หูเป้ยเอ๋อร์ที่ได้ยินข่าวไล่ตามมาแล้ว รีบก้าวเดินมาจากประตูใหญ่ ปราดมาถึงตรงหน้าเขา กระทั่งคารวะยังไม่ทันทำ “ท่านผู้บัญชาการ เมืองต่างๆ ของจงหยวนที่อยู่ใกล้ๆ ไม่มีร่องรอยการฝึกทหาร ครั้งก่อนท่านสั่งให้ข้าจับตามองจงหยวน ข้าจับตามองดีๆ มาตลอดนะขอรับ! ไม่พบเห็นความผิดปกติ! หากมีความผิดปกติ เช่นนั้นมิใช่ว่าท่านแต่งฮูหยินมาโดยสูญเปล่าแล้วหรือ!”
มู่ฉางโจวมองเขาทีหนึ่ง ก่อนผงกศีรษะ “ประโยคนี้พูดถูกต้องมาก”
หูเป้ยเอ๋อร์นึกไม่ถึงว่าจะได้รับคำชม ดวงตาเบิกกว้างขึ้น ยังหัวเราะจนหนวดเครากระดิก
มู่ฉางโจวเดินออกไปข้างนอก “จับตามองความเคลื่อนไหวทางจงหยวนต่อ ข้าจำเป็นต้องไปที่จวนผู้บัญชาการใหญ่รอบหนึ่ง”
ภายในจวนผู้บัญชาการอยู่ในสภาพปกติดีทุกอย่าง
ฤดูใบไม้ผลิเข้าสู่ช่วงส่งท้าย แสงแดดยิ่งเจิดจ้าบาดตามากกว่าเดิม โดยเฉพาะช่วงเวลาก่อนเที่ยงวันเช่นนี้
เฟิงซุ่นอินเดินไปที่ประตูพร้อมมองไปทางห้องหลัก ก่อนเห็นประตูห้องปิดสนิท ยังคงไม่มีใครอยู่
หลังมู่ฉางโจวถูกชางเฟิงมาเรียกตัวไป นึกไม่ถึงว่าจะหายตัวไปไม่เห็นแม้แต่เงามาหลายวันติดแล้ว พอจู่ๆ ความกดดันรุนแรงที่รายล้อมหายไปจากตรงหน้า นางกลับรู้สึกโล่งใจขึ้นมาไม่น้อย
เซิ่งอวี่เดินเลียบระเบียงทางเดินมาถึงฝั่งขวาของนางเหมือนปกติ ก่อนก้มหน้าเอ่ยรายงานเสียงดัง “ฮูหยิน พลธนูมาส่งต่อคำพูดว่าระยะนี้ท่านผู้บัญชาการยุ่งกับคำสั่งของท่านผู้บัญชาการใหญ่ ไม่อาจกลับมาที่จวนทุกวัน ขอให้ฮูหยินอยู่อย่างสบายใจเจ้าค่ะ”
“…” เฟิงซุ่นอินเลิกคิ้วโดยไม่รู้ตัว เขาหมายความว่าอย่างไร ขนาดยุ่งอยู่ข้างนอกยังต้องส่งคำพูดแฝงความนัยมาให้หรือ ก่อนหน้านี้จงใจบีบคั้นทุกย่างก้าวจริงๆ ด้วย ตอนนี้ตัวคนไม่อยู่ในจวนแล้ว ยังต้องส่งถ้อยคำหยอกล้อบอกให้นางสบายใจอีก
นางเม้มริมฝีปาก เพียงแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจ ก่อนถามเซิ่งอวี่ “รู้หรือไม่ว่าท่านผู้บัญชาการยุ่งอยู่ที่ใด”
เซิ่งอวี่ตอบกลับ “ชางเฟิงแวะไปหามาแล้ว หลายวันมานี้ท่านผู้บัญชาการเข้าออกจวนผู้บัญชาการใหญ่บ่อยๆ ได้ยินว่าทุกวันจะไปตรวจสอบที่นอกประตูเมืองทิศตะวันออกด้วยตนเองด้วยเจ้าค่ะ”
เฟิงซุ่นอินทวนคำในใจรอบหนึ่ง ยุ่งอยู่กับคำสั่งของผู้บัญชาการใหญ่ ถ้าอย่างนั้นก็คือเรื่องจับตัวสายลับจากที่ต่างๆ ดูท่าจะกำลังตรวจสอบอย่างเข้มงวดจริงๆ ทันใดนั้นนางก็นึกขึ้นได้ว่าทั้งที่สายลับที่จับตัวได้วันนั้นโยนความผิดให้กับจงหยวน แต่เขายังคงออกไปนอกประตูเมืองทิศตะวันออกบ่อยๆ หรือว่าระหว่างจับสายลับ เขายังแอบจับตาดูจงหยวนด้วย?
เซิ่งอวี่มองนาง เห็นนางไม่พูดอะไรยังนึกว่านางคิดถึงผู้บัญชาการ จึงก้าวเข้าใกล้แล้วให้คำแนะนำ “ฮูหยินสามารถแวะไปเยี่ยมท่านผู้บัญชาการได้เจ้าค่ะ เหลียงโจวนิยมวัฒนธรรมชาวหู พวกกฎระเบียบน้อยกว่าจงหยวนมาก ไม่จำเป็นต้องหลบเลี่ยงเกินไป ชุดที่ครั้งก่อนสั่งตัดให้กับท่านผู้บัญชาการเองก็เสร็จพอดีด้วยเจ้าค่ะ”
เดิมทีเฟิงซุ่นอินไม่ได้ใส่ใจ แต่พอได้ยินคำว่า ‘หลบเลี่ยง’ สองคำนี้ถึงเกิดความคิดขึ้นมา ผงกศีรษะเอ่ย “เช่นนั้นก็แวะไปแล้วกัน”
เซิ่งอวี่เดินออกจากเรือนหลังไปเตรียมการทันที
เฟิงซุ่นอินเดินกลับไปที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง เพียงจัดแต่งทรงผมหน้าคันฉ่องสำริดแล้วก็หันตัวเดินออกจากห้อง ไม่ได้แต่งตัวมากมายนัก แล้วก็ไม่ได้เปลี่ยนชุดเป็นพิเศษ อยู่ในจวนเป็นอย่างไร ไปพบหน้าเขาก็เป็นเช่นนั้น จะได้พิสูจน์ว่าตนเองสบายใจจริงๆ ไปในตัว
ข้างนอกประตูจวนมีรถม้าถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว
เฟิงซุ่นอินไม่ได้สวมหมวกม่านแพร นางออกจากจวน เพิ่งเหยียบขึ้นแท่นเหยียบก็เห็นเซิ่งอวี่ยกเสื้อผ้าชุดใหม่ตัวนั้นมาตรงหน้านาง
นางเข้าใจ นี่ตั้งใจให้นางมอบให้ด้วยตนเอง จึงได้แต่รับเอาไว้ ก่อนเข้าไปในรถม้าพร้อมสั่ง “มุ่งหน้าไปประตูเมืองทิศตะวันออกแล้วกัน คิดว่าเป็นทางที่ท่านผู้บัญชาการจะต้องผ่าน”
เซิ่งอวี่ขานรับ นั่งอยู่ข้างนอกรถม้า สั่งให้คนบังคับรถม้าเคลื่อนรถไป