ดวงอาทิตย์ลอยสูงขึ้นอีกหนึ่งส่วน จางจวินเฟิ่งนำทหารลาดตระเวนจำนวนหนึ่งควบม้าเร็วมาถึงนอกประตูจวนผู้บัญชาการใหญ่ ยังไม่ทันลงจากม้าก็เห็นประตูจวนถูกเปิดกว้าง มู่ฉางโจวเดินออกมาแล้ว
เขาขี่ม้าเข้าไปรายงาน “ท่านผู้บัญชาการ แต่ละประตูเมืองเพิ่มการตรวจสอบอย่างเข้มงวดขึ้นแล้ว ต้องรายงานท่านผู้บัญชาการใหญ่หรือไม่ขอรับ”
มู่ฉางโจวรวบชายชุดตวัดกายขึ้นหลังม้า “ได้รับคำสั่งจากท่านผู้บัญชาการใหญ่แล้วว่าหลังจากนี้ให้รายงานข้าทุกเรื่อง หากมีคนก่อเรื่องปลอมเป็นทหารของจงหยวนอีก จัดการให้เรียบร้อยเสียหน่อย”
จางจวินเฟิ่งประสานหมัดรับคำสั่ง ตอนที่เตรียมจะไปเห็นผู้บังคับบัญชากระตุกบังเหียนไปข้างหน้า จึงตามไปต่อ “ท่านผู้บัญชาการยังจะไปนอกประตูเมืองทิศตะวันออกด้วยตนเองอีกหรือขอรับ วันนี้เห็นท่านผู้บัญชาการสั่งพลธนูให้กลับไปถ่ายทอดคำพูด ยังนึกว่าวันนี้ท่านจะกลับจวนได้แล้ว”
“อืม” มู่ฉางโจวขี่ม้านำอยู่ด้านหน้า ได้ยินประโยคหลังแล้วนึกถึงเฟิงซุ่นอิน ไม่รู้ว่าหลังจากนางได้ยินถ้อยคำที่เขาจงใจทิ้งไว้ให้แล้วจะคิดเช่นไร
ตลอดทางเขาหลบเลี่ยงถนนหลักของเมืองมา หลังผ่านเส้นทางเล็กที่เคยชินประมาณสองเค่อก็มาถึงประตูเมืองทิศตะวันออก
มู่ฉางโจวเหลือบเห็นรถม้าที่จอดอยู่ข้างทางทันที เขารั้งบังเหียนหยุดม้า
“ฮูหยิน ท่านผู้บัญชาการมาแล้วเจ้าค่ะ” เซิ่งอวี่ที่ยืนอยู่ข้างรถม้าหันไปบอกคนที่อยู่ข้างใน
เฟิงซุ่นอินเลิกม่านไม้ไผ่ชะโงกตัวออกจากรถม้าแล้วมองไปทางประตูเมือง
มู่ฉางโจวนั่งอยู่บนหลังม้า ชุดที่สวมกระชับตัวเรียบร้อย บริเวณเอวเหน็บดาบ ธนูพาดอยู่บนหลัง สายตากำลังมองมาที่นางคล้ายว่าคาดไม่ถึง แต่ในไม่ช้ามุมปากก็เผยยิ้มน้อยๆ ดูเหมือนไม่ได้คาดไม่ถึงเพียงนั้นอีก
เขาหันไปเอ่ยกับข้างหลัง “หยุดตรงนี้หนึ่งเค่อค่อยไปต่อ”
จางจวินเฟิ่งมองเฟิงซุ่นอิน ก่อนหันไปสั่งให้ทุกคนลงจากม้ารอ
มู่ฉางโจวขี่ม้าตรงเข้ามาหา สายตามองเฟิงซุ่นอิน “อินเหนียงตั้งใจมารอข้าอยู่ที่นี่หรือ”
เฟิงซุ่นอินยกมือที่ถือชุดอยู่ขึ้นมา “ชุดที่สั่งตัดให้พี่รองมู่ก่อนหน้านี้เสร็จแล้ว ตั้งใจมาส่งให้เป็นพิเศษเจ้าค่ะ” ก่อนชะงักไปแล้วเอ่ยต่อ “ไม่พบหน้ากันหลายวัน พี่รองมู่จะได้ไม่รู้สึกว่าข้าจงใจหลบหน้าอีก”
มู่ฉางโจวจับจ้องดวงหน้าของนาง ไม่เห็นอาการหลบเลี่ยงแม้แต่น้อยจริงๆ ดูท่าทุกอย่างจะปกติดีเช่นกัน
เฟิงซุ่นอินเผชิญหน้ากับสายตาของเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย คล้ายกำลังรอให้เขารับชุดไป
ทั้งสองฝ่ายสบตากัน เพียงชั่วขณะเดียวมู่ฉางโจวก็ลงจากหลังม้า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ข้าก็ควรจะลองสวมดูก่อนแล้วค่อยไป” พูดจบก็หันตัวเดินไปยังบ้านเรือนที่อยู่ใต้กำแพงเมืองเหล่านั้น
เฟิงซุ่นอินมองเขาแล้วประคองชุดเดินตามไป ตอนที่เห็นสถานีส่งสารตรงกำแพงเมืองแห่งนั้น นางก็มองนานขึ้นเล็กน้อย
มู่ฉางโจวเข้าไปในบ้านที่อยู่ด้านข้างสถานีส่งสารหลังหนึ่ง ทหารยามที่เฝ้าประตูเห็นเขามาก็หลบทางให้ทันที
เฟิงซุ่นอินเดินตามเข้าไป ข้างในเป็นสถานที่สำหรับเก็บของใช้ทั่วไปในการป้องกันเมือง มุมหนึ่งกองอาวุธที่ค่อนข้างเก่าเอาไว้ อีกมุมยังมีธงเมืองผืนเก่าที่ถูกปลดลงมา นางมองสำรวจชั่วครู่ก่อนมองมู่ฉางโจวที่อยู่ตรงหน้าแล้วถามอย่างไม่ใส่ใจ “หลายวันมานี้พี่รองมู่ยุ่งเพียงนี้ตลอดเลยหรือเจ้าคะ”
มู่ฉางโจวหันมารับชุดในมือนางแล้วเดินเข้าไปด้านในสองก้าว มือหนึ่งปลดกระดุมตรงคอเสื้อ “อืม”
เฟิงซุ่นอินเห็นเขาจะถอดเสื้อผ้าเปลี่ยนตรงหน้าตนเอง สายตาก็เฉมองไปทางอื่น อีกทั้งหันหลังให้โดยหันหน้าออกไปทางนอกประตู
มู่ฉางโจวหันกลับมามองนางปราดหนึ่ง มือถอดปลอกแขนกับเข็มขัดเตี๋ยเซี่ยที่เอวออกแล้ว ตามด้วยชุดเก่าบนตัว จากนั้นวางทั้งหมดไว้บนโครงไม้ด้านข้างส่งๆ ก่อนหยิบเสื้อตัวใหม่ขึ้นมาสวมแล้วหันมามองนางอีกครั้ง “อินเหนียงไม่ได้มาเพื่อส่งเสื้อผ้าให้หรอกหรือ แค่จะยืนอยู่เฉยๆ เช่นนี้?”
เฟิงซุ่นอินผินหน้ามองเล็กน้อย เหลือบเห็นเขาสวมชุดใหม่แล้วถึงได้หันตัวกลับมา เห็นเขาจับจ้องนางด้วยสีหน้าไร้รอยยิ้ม ทว่าแววตาคล้ายหยอกเย้า นางจึงเดินเข้าไปหาอย่างเข้าใจ หยุดยืนตรงหน้าเขาแล้วยกมือช่วยจัดสาบเสื้อให้ ทั้งยังหยิบเข็มขัดเตี๋ยเซี่ยที่วางพาดอยู่ด้านข้างมา ขณะที่ในใจลอบคิด เหตุใดวันนี้ไม่พูดเรื่องงานเหมือนเคย เมื่อก่อนข้าไม่อยากฟังเขากลับพูดไม่หยุด แต่พอวันนี้เลือกเงียบเสียอย่างนั้น เหตุใดคนผู้นี้ถึงไม่ทำตัวตามปกติ
ระหว่างที่คิด มือก็ใส่เข็มขัดให้เขาเรียบร้อย เฟิงซุ่นอินไม่เคยทำเรื่องประเภทนี้มาก่อน ตอนที่มือโอบรอบเอวของเขาถึงได้รู้สึกตัวขึ้นมา นางชะงักงัน ปลายนิ้วแตะโดนเอวของเขาเข้า สายตามองดูเสื้อที่แนบอยู่กับหน้าท้องแบนราบทีหนึ่ง พร้อมกับค่อยๆ ดึงสายเข็มขัดมาคาด กระทั่งลมหายใจยังแผ่วเบาลง
มู่ฉางโจวหลุบตาลงมองการเคลื่อนไหวของมือนาง เห็นปลายนิ้วแตะที่เอวของตน ดวงตาหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะเห็นนางดึงมือออกอย่างแนบเนียนไปติดเข็มขัดต่อ ปลายนิ้วเพียงลากผ่านเอวเขาไป